ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 796 ไปเดินถนนคนเดินอีกครั้ง
ตอนที่ 796 ไปเดินถนนคนเดินอีกครั้ง
เวลาหกโมงเย็น ถนนคนเดินตอนกลางคืนได้เริ่มเปิดร้านแล้ว
ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา แผงขายของริมถนน ที่เดิมที่มีร้อยแผง กลับเพิ่มขึ้นมาอีกสามสิบถึงสี่สิบแผง โดยจะมีแผงขายของมาเปิดใหม่หนึ่งถึงสองแผงเกือบทุกวัน
ถนนที่ตีนเขาฉีเฟิงเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ในยามค่ำคืน แม้ในคืนฤดูหนาวที่หนาวเย็น ถนนแห่งนี้ก็ยังหนาแน่นไปด้วยผู้คนที่มาเดินตลาดกลางคืน ดูแล้วไม่ต่างจากปลาตะเพียนขาวที่กำลังว่ายข้ามแม่น้ำอยู่เลย
ครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋และหวังผิงมีผู้ใหญ่สี่คนและเด็กสองคน พวกเขาเดินเลือกดูของทานเล่นตามแผงลอยขายของริมถนน พร้อมกับถือกินไประว่างทาง อย่างเช่น บาร์บีคิวเสียบไม้ เต้าหู้เหม็น และหัวกระต่ายทอดกรอบ
“เด็กสองคนนี้กินเก่งกว่าเราเสียอีก ! ”
หวังผิงมองดูเจียงชานและหวังกังที่กินไม่หยุด จากนั้นเขาก็ยื่นบุหรี่ให้เจียงเสี่ยวไป๋แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า เขาอิ่มแล้ว แต่เด็กน้อยทั้งสองยังคงกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เลย
หลินเจียอินและเฝิงเยี่ยนหงเองก็ยังคงเลือกของกินที่พวกเธอชอบกินไม่หยุดเหมือนกัน
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาเถอะ ! ” เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ”
หวังผิงพูดอย่างใจเย็น “ก็พอได้ เรื่องบ่อปู ฉันก็ยกให้หวังปิงและหวังฉือดูแลไปแล้ว ฉันจึงไม่ต้องรับผิดชอบมันอีก”
หวังปิงเป็นลูกชายคนโตของลุงรองของเขาที่ชื่อหวังซิ่วหวู ส่วนหวังฉือเป็นลูกชายคนโตของลุงสี่ของเขาที่ชื่อหวังซิ่วฮัว ทั้งสองคนเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงเสี่ยวไป๋
เขาพยักหน้า “นายควรหาคนมารับช่วงต่อจากนายนานแล้ว จะได้มีอิสระไปทำงานอื่นได้มากขึ้น”
หวังผิงกล่าวว่า “เมื่อก่อนฉันกังวลมากเกินไป หากไม่ลงมือทำเอง ฉันมักรู้สึกว่ามันไม่เต็มที่ แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าการจะประสบความสำเร็จต้องหัดพึ่งพาคนอื่นบ้าง ฉันจึงเรียนรู้หลายอย่างมาจากนาย แล้วลองปล่อยให้พวกเขาทำมันดู”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ไม่เลว อย่างน้อยตอนนี้นายก็ได้เรียนรู้แล้ว”
หวังผิงกล่าวว่า “คุณเมิ่งเป็นคนรับผิดชอบคอร์สเรียนการบริการธุรกิจใช่ไหม ? แม้ว่าจะยังไม่เปิดชั้นเรียน แต่เธอก็ได้แจกหนังสือที่สอนเรื่องการจัดการให้กับผู้ที่ลงทะเบียนมาคนละหนึ่งเล่มแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังอ่านหนังสือนั้นอยู่ด้วย”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนจริง ๆ
หลังจากได้ยินสิ่งที่หวังผิงพูด เขาก็พูดว่า “การอ่านหนังสือก็มีประโยชน์เหมือนกัน อ่านมากก็มีความรู้มาก”
หวังผิงกล่าวว่า “ใช่ ตอนที่เรียน ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ และคิดมาเสมอว่าการเรียนไม่มีประโยชน์ แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ ! ”
“เฮ้อ……” เขาถอนหายใจ “เหมือนคำพูดที่ว่าตอนผมดำไม่รีบขยันเรียน ตอนผมขาวเสียใจอยากเรียนก็สายไป ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกขบขัน “หลังจากอ่านหนังสือได้สองสามวัน นายก็เริ่มเจ้าบทเจ้ากลอนขึ้นมาเชียวนะ ! ”
“เป็นเรื่องจริงที่ความรู้เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ จะรู้สึกเสียใจว่าที่เรียนมามันน้อยเกินไป”
“แต่ไอ้คำพูดที่ว่าตอนผมดำไม่รีบขยันเรียน ตอนผมขาวเสียใจอยากเรียนก็สายไป คำพูดนี้เป็นเรื่องไร้สาระมาก เพราะตราบใดที่คนเราอยากเรียนรู้และก้าวหน้า มันก็ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มเรียน เช่นเดียวกับที่ขงจื๊อกล่าวไว้ หากตอนเช้าได้รู้แจ้งถึงสัจธรรมแล้ว คืนนั้นแม้ตายก็นอนตาหลับ”
หวังผิงยิ้มและพูดว่า “มาบอกฉันเจ้าบทเจ้ากลอน นายก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ”
เขาโบกมือ “อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย มาพูดถึงเรื่องจริงจังกันเถอะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “มีอะไรก็บอกฉันมาสิ ! ”
หวังผิงเหลือบมองเฝิงเยี่ยนหงที่อยู่ตรงหน้า แล้วพูดว่า “ท้องของเยี่ยนหงก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้นายมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใหญ่คนโตแล้ว นายช่วยฉันหารถจี๊ปสักคันหน่อยสิ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มออกมาทันที ตอนแรกเขาก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
เขายิ้มและพูดว่า “โอเค ฉันจะจัดการให้นายก่อนตรุษจีนนี้เอง ! ”
หวังผิงดีใจมาก เขาหัวเราะออกมา “เยี่ยมมาก เสี่ยวไป๋ ไม่สิ พี่ชาย นายเหมาะที่จะเป็นพี่ชายของฉันจริง ๆ ฮ่าฮ่า……”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า เขาไม่ได้บอกหวังผิงว่ารถที่เขาจะให้ไม่ใช่รถจี๊ปเทียนจิง แต่เป็นรถเชอโรกีที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา
แน่นอนว่าเชโรกีก็เป็นรถจิ๊ปเหมือนกัน !
เพียงแต่ว่าแพงกว่า
เอาไว้ให้เขาได้ประหลาดใจตอนที่ได้เห็นรถดีกว่า !
หวังผิงยังคงดื่มด่ำกับความสุข หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดว่า “เสี่ยวไป๋ นายได้ตั้งชื่อแล้วหรือยัง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋ตกตะลึงและถามด้วยความประหลาดใจ “ชื่ออะไร ? ”
หวังผิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ชื่อของลูกไง ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋จึงเข้าใจทันที ทารกอยู่ในครรภ์ตั้งสิบเดือน และตอนนี้หลินเจียอินก็เพิ่งตั้งครรภ์ได้หกเดือนเท่านั้น ที่ผ่านมาเขายังไม่คิดจะตั้งชื่อลูกทั้งสองเลยจริง ๆ
เฝิงเยี่ยนหงตั้งครรภ์ไล่เลี่ยกันกับหลินเจียอิน
แต่ไม่คาดคิดว่าหวังผิงจะดูกระตือรือร้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก เขาจึงเหลือบมองหวังผิง แล้วถามว่า “นายตั้งชื่อไว้แล้วหรอ ? ”
หวังผิงยิ้ม “แน่นอน ฉันคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว ฉันอยากให้ลูกสาวของฉันมีชื่อที่ความหมายดี จึงเปิดดูพจนานุกรมทุกวัน”
เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความสุข และถามด้วยความสนใจว่า “แล้วนายเลือกชื่ออะไร ? ”
หวังผิงกล่าวว่า “ลูกชายของฉันชื่อหวังกัง ฉันจึงได้ตั้งชื่อลูกสาวของฉันว่าหวังโหรว ! ”
“อุ๊บ ฮ่าฮ่า ! ” เจียงเสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “นายล้อฉันเล่นเหรอ ? ”
เปิดพจนานุกรมดูทุกวัน แต่กลับเอาชื่อง่าย ๆ แบบนี้น่ะเหรอ ?
หวังผิงมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดด้วยท่าทางไม่พอใจ “ทำไมนายถึงหัวเราะ ? หรือชื่อที่ฉันตั้งให้ลูกสาวมันตลกไป ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋รีบพูดว่า “ไม่ ไม่ มันดีมาก”
หวังผิงพูดออกมา “ถูกต้อง ฉันมีลูกชายและลูกสาว ลูกชายนั้นต้องมีความเป็นสุภาพบุรุษและแข็งแกร่ง เขาจึงชื่อว่าหวังกัง ส่วนลูกสาวจะต้องอ่อนโยนและสวยงาม ดังนั้นเธอควรจะชื่อว่าหวังโหรว คนหนึ่งแข็งแกร่งและอีกคนก็นุ่มนวล ถือเป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและความนุ่มนวลได้อย่างลงตัว ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ต้องยอมรับว่าหวังผิงนั้นละเอียดมาก !
เพราะเรื่องความหมายของชื่อลูกเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก !
หวังผิงกล่าวต่อ “นายควรรีบเลือกชื่อ เพื่อที่จะได้เรียกชื่อเธอและพูดคุยกับเธอทุกวันเหมือนฉัน”
“เมื่อเธอเกิดมา ถ้าฉันเรียกโหรวโหรว เธอจะได้รู้ว่าเสียงที่คุ้นเคยนี้คือเสียงพ่อของเธอ เหมือนเสียงที่เรียกเธอตอนอยู่ในครรภ์ไงล่ะ”
เมื่อเขาพูด ใบหน้าของเขาก็ดูมีความสุข ราวกับว่าหวังโหรวตัวน้อยกำลังอยู่ตรงหน้าเขา แล้วเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ อย่างไรอย่างนั้น
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้สนใจมากนักในตอนแรก แต่หลังจากได้ยินคำพูดของหวังผิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสนใจ ภาพที่หวังผิงวาดขึ้นมานั้นช่างน่าคิดจริง ๆ
เมื่อกลับไปถึงบ้านในตอนเย็น เขาต้องลองเปิดพจนานุกรมดูบ้างแล้ว
ขั้นแรก เขาต้องเลือกชื่อลูกชายและลูกสาวของเขา เพื่อที่จะได้คุยกับพวกเขาตอนที่อยู่ในครรภ์ทุกวัน
“นายมีความคิดที่ดีจริง ๆ ฉันจะทำตาม ! ” เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หวังผิงรู้สึกตื่นเต้นทันที เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับคำชมจากปากของเจียงเสี่ยวไป๋ในตอนนี้ เขาจึงรีบแบ่งปันประสบการณ์ของเขาในการตั้งชื่อลูกสาวและคุยกับเธอให้เจียงเสี่ยวไป๋ได้ฟังทันที
“พวกคุณกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ? ”
“ทำไมต้องมีท่าทางดีใจขนาดนั้นด้วย ! ”
ในขณะนี้ หลินเจียอินและเฝิงเยี่ยนหงก็เดินเข้ามา หลินเจียอินยื่นบาร์ยีคิวเนื้อแพะให้เจียงเสี่ยวไป๋แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวไป๋อิ่มมากในตอนนี้ แต่ภรรยาของเขายื่นให้ทั้งที เขาจึงรับมันมาด้วยรอยยิ้ม และพูดไปด้วยขณะที่กินว่า “หวังผิงกำลังบอกผมว่าเขาได้ตั้งชื่อลูกของเขาแล้ว”
หลินเจียอินพยักหน้า และหันไปถามหวังผิง “นายตั้งชื่อให้ลูกแล้วหรือ ? ”
หวังผิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน ! ”