ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 819 ถึงเวลาทำเงินแล้ว
ตอนที่ 819 ถึงเวลาทำเงินแล้ว
เขาเหลือบมองมู่เสี่ยวชิงและเห็นว่าใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอแดงเพราะลมหนาว เขาจึงพูดว่า “มานั่งที่โต๊ะหลุมไฟ ทำให้ร่างกายอบอุ่นก่อน ! ”
“ขอบคุณค่ะ ! ” มู่เสี่ยวชิงขอบคุณเขา ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะหลุมไฟ
เจียงเสี่ยวไป๋รินชาร้อนให้เธออีกแก้ว
มู่เสี่ยวชิงจิบชาแล้วพูดว่า “ผู้ช่วยเจียง คุณให้ฉันมาที่นี่ จะสั่งงานอะไรฉันหรือเปล่าคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋พยักหน้า “ฉันต้องการทำวิดีโอโปรโมตสองรายการ”
“วิดีโอโปรโมต ? ” มู่เสี่ยวชิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เธอเคยได้ยินเรื่องโฆษณามาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำว่า ‘วิดีโอโปรโมต’ เธอพอจะเข้าใจความหมายของชื่อนี้ แต่เธอไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงถามออกไปด้วยความเขินอายเล็กน้อย “ผู้ช่วยเจียง แล้ววิดีโอโปรโมตนี้มันต้องทำอย่างไรเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋อธิบายให้มู่เสี่ยวชิงฟังว่าวิดีโอโปรโมตคืออะไร การจัดหมวดหมู่พื้นฐานของวิดีโอโปรโมต และวิธีการพื้นฐานบางอย่างในการสร้างวิดีโอโปรโมตเป็นแบบไหน
หลังจากพูดจบ เขาก็กล่าวว่า “คราวนี้ เราจะสร้างวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจว และวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ขององค์กรสำหรับเจียงเจียกรุ๊ปของเรา”
สิ่งที่เขาบอกกับนายกเทศมนตรีจางและรองนายกเทศมนตรีถังคือทำวิดีโอโปรโมตให้กับเมืองชิงโจว แต่ในเวลานี้ กลับกลายเป็นสองวิดีโอ
ถึงอย่างไรสถานีโทรทัศน์ก็ต้องทำการถ่ายทำอยู่แล้ว เขาแค่ขอให้ช่วยถ่ายทำให้กับเจียงเจียกรุ๊ปไปด้วยเลย
มู่เสี่ยวชิงหยิบปากกามาจดรายละเอียดไว้
เจียงเสี่ยวไป๋เคยเห็นวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์เมืองและวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์องค์กรมานับไม่ถ้วนในชาติที่แล้วของเขา เขาเพียงแค่ทำการสุ่มเลือกมาสองเรื่อง แล้วเอามาดัดแปลงเล็กน้อย จากนั้นก็เขียนบทของวิดีโอทั้งสองเรื่องนี้ออกมา
ชาติที่แล้ว มีปรมาจารย์ผู้หนึ่งเขียนบทกวีอันไพเราะเกี่ยวกับภูเขาหวู่อี้ว่า “พันปีของพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ภูมิทัศน์ชาอันเป็นนิรันดร์” และเขายังเขียนบทความที่สวยงามเกี่ยวกับยูนนานว่า “ทางใต้ของเมฆหลากสี ดินแดนเขียวขจีของบรรพบุรุษ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยังได้เขียนกวีอันไพเราะของเมืองชิงโจวกำกับลงไปว่า “วัฒนธรรมเก่าแก่หัวเซี่ย [1] ชิงโจวเมืองเลื่องชื่อนวัตกรรมใหม่ ! ”
แม้สองประโยคที่เขาแต่งลงในวิดีโอโปรโมตชิงโจวจะไม่สละสลวยเหมือนบทกวีของปรมาจารย์ แต่เมื่อปรมาจารย์คนก่อนเขียนเกี่ยวกับภูเขาหวู่อี้และยูนนาน เศรษฐกิจของจีนก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการและรสนิยมของผู้คนเปลี่ยนไป
ในตอนนั้น ธรรมชาติที่สวยงามได้กลายเป็นจุดขายที่น่าประทับใจของมนุษยชาติไปในทันที
แต่นี่ยังคงเป็นปี 1983 การพัฒนาเศรษฐกิจยังไม่ไปถึงไหน การตลาดของภูมิภาคหรือเมืองก็ต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัยด้วย ในช่วงแรกของการโปรโมตเมือง เจียงเสี่ยวไป๋ใช้คำว่า “วัฒนธรรมเก่าแก่หัวเซี่ย ชิงโจวเมืองเลื่องชื่อนวัตกรรมใหม่ ! ” เพื่ออธิบายว่าเมื่อเอาชิงโจวมาเปรียบเทียบกับหัวเซี่ย จะเห็นว่าชิงโจวเป็นเหมือนศูนย์กลางการพัฒนาของประเทศ และเป็นการปลดปล่อยพลังแห่งอารยธรรมของจีนและชิงโจวออกมาได้อย่างเต็มที่
แน่นอนว่าการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองนั้นไม่คงที่และจะเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของเมือง
ซึ่งเจียงเสี่ยวไป๋เชื่อว่าสโลแกน “วัฒนธรรมเก่าแก่หัวเซี่ย ชิงโจวเมืองเลื่องชื่อนวัตกรรมใหม่ ! ” จะไม่ล้าสมัยในอีก 5 ปีข้างหน้าเมื่อนำมาใช้ในการส่งเสริมเมืองชิงโจว
ในบท เขายังเน้นไปยังสถานที่ที่เป็นจุดขายของเมืองชิงโจว โดยเขียนสโลแกนว่า “กินจากทั่วทุกมุมของประเทศได้ที่ชิงโจว” รวมทั้งยกร้านกุ้งอบน้ำมัน ร้านหม้อไฟ สินค้ายอดนิยมอย่างล่าเถียว เมล็ดแตงโมทรงเครื่อง เครื่องดื่มชื่อดังอย่างเบียร์ซานเฉิง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างนมถั่วเหลืองหยวนหยวน ฯลฯ ก็ได้ถูกพูดถึงในวิดีโอด้วย
วิดีโอโปรโมตเมืองชิงโจวมีความยาวสามนาที เริ่มต้นที่ฉากกระแสน้ำของแม่น้ำชิงเจียงท่ามกลางภูเขาสีเขียวและผืนน้ำสีฟ้า เรือไม้เก่า ๆ มีชายที่เปลือยท่อนบนกำลังดึงเรือเข้าฝั่ง มีเสียงดนตรีเบา ๆ คลอขึ้นมา จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นฉากของเมืองชิงโจวในปัจจุบัน จบลงด้วยรอยยิ้มของผู้นำ คนงาน ชาวนา ผู้สูงอายุ และเด็ก ๆ ทุกคนกล่าวออกมาพร้อมกันว่า “ชิงโจวยินดีต้อนรับทุกคน”
มู่เสี่ยวชิงเขียนสคริปต์ตามสิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋สอน และเพิ่มคำอธิบายที่เป็นข้อความเข้าไปในวิดีโอด้วย
“ผู้ช่วยเจียง นี่คือวิธีเขียนบทของวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ของเมืองเหรอค่ะ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “มันมีวิธีการต่าง ๆ มากมาย ในอนาคตแผนกสื่อของเราสามารถรับทำงานนี้ให้เมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ ครั้งนี้ทางภาครัฐของชิงโจวให้เงินค่าเขียนบทแก่เราห้าหมื่นหยวนเลยนะ ! ”
มู่เสี่ยวชิงอ้าปากค้าง “ผู้ช่วยเจียง คุณกำลังปล้นเงินของพวกเขางั้นเหรอ บทนี้มีเพียงไม่กี่ร้อยคำ คุณทำมันเสร็จภายในไม่กี่นาที แต่เรียกเก็บเงินจากพวกเขามากถึงห้าหมื่นหยวนเลยเนี่ยนะ ! ”
นี่มันค้ากำไรเกินควรไปแล้ว !
เจียงเสี่ยวไป๋มองไปที่เธอ แล้วพูดว่า “นี่เป็นราคามิตรภาพแล้ว ถ้าคราวหน้าเจียงเฉิงขอให้เราสร้างวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ของเมืองให้ คุณสามารถเรียกค่าเขียนบทจากพวกเขาหนึ่งล้านหยวนได้เลยนะ ! ”
อ่า ?
มู่เสี่ยวชิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าเงินห้าหมื่นนั้นแพงมากแล้ว นับประสาอะไรกับหนึ่งล้าน !
เธอจึงถามออกมาด้วยความสับสนว่า “เจียงเฉิงจะยอมจ่ายเงินก้อนโตขนาดนี้ให้เราเหรอคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋หัวเราะออกมา “แน่นอน ! ”
หลังจากที่วิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์เมืองเจียงเฉิงและวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวที่ผลิตโดยสถานีโทรทัศน์ประจำจังหวัดของตัวเองถูกฉายในงานที่เจียงเฉิง ผู้นำก็จะเห็นความแตกต่างของทั้งสองวิดีโอนี้โดยธรรมชาติ คิดว่าเจียงเฉิงจะปล่อยให้ชิงโจวได้หน้าอยู่ฝ่ายเดียวงั้นเหรอ ?
แน่นอนว่าทางฝั่งนั้นต้องขอให้เขาทำวิดีโอโปรโมตให้อยู่แล้ว
แผนกสื่อของเขาก็จะบอกว่าต้องใช้เวลาคิดบทนานมาก ต้องคิดราคาเพิ่มหากว่าใครจะจ้างให้ทำ
หลังจากเสร็จสิ้นการเขียนบทของวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์ของเมืองชิงโจวแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนบทของวิดีโอโปรโมตภาพลักษณ์องค์กรของเจียงเจียกรุ๊ป
ซึ่งง่ายกว่าเมื่อครู่นี้อีก เจียงเสี่ยวไป๋มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมภายใต้เจียงเจียกรุ๊ป และยึดจากมุมมองของผู้บริโภค มีสโลแกน “เจียงเจียกรุ๊ป นำคุณภาพชีวิตที่ดีมาให้” โดยอาศัยประสบการณ์ของสินค้าขายดี และคำพูดเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ของเจียงเจียกรุ๊ป
ไม่ถึงสิบนาที
สคริปต์สำหรับวิดีโอโปรโมตทั้งสองก็ได้เสร็จสิ้นแล้ว
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “คุณไปพบผู้อำนวยการเจิ้งที่สถานีโทรทัศน์พรุ่งนี้ตอนเที่ยง บอกว่าคุณและผมทำงานนี้ด้วยกันทั้งคืน จนคุณได้ทำงานล่วงเวลาจนถึงเช้า และในที่สุดก็เขียนสคริปต์ขึ้นมาสองบท”
“อ้อ ได้ค่ะ ! ” มู่เสี่ยวชิงสับสน แม้ว่าเธอจะเห็นด้วย แต่เธอก็ยังถามว่า “ผู้ช่วยเจียง ทำไมคุณถึงให้ฉันพูดแบบนั้นล่ะคะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองสาวน้อยจอมซื่อคนนี้แล้วพูดว่า “การวางแผนคือการทำสิ่งซับซ้อนให้ง่ายขึ้นและทำสิ่งที่เรียบง่ายให้ซับซ้อนขึ้น การทำให้ง่ายขึ้นคือการหาจุดขายหลัก แต่การทำให้ยากคือการแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจในผลงานมากแค่ไหน ต้องใช้พลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาอย่างยากลำบากและคุ้มค่ากับราคาที่ลูกค้ามอบให้”
เขาเหลือบมองมู่เสี่ยวชิงแล้วพูดว่า “แต่ถ้าคุณไม่มีอะไรทำ แค่เขียนคำไร้สาระสักหมื่นคำเพื่อพิสูจน์ว่างานง่าย ๆ เหล่านี้ก็เป็นผลที่มาจากการทำงานหนักของคุณเหมือนกัน”
มู่เสี่ยวชิงพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสาร “ใช่ ใช่ ฉันคิดว่าเราต้องทำอะไรมากกว่านี้ ไม่งั้นพวกเขาจะคิดว่ามันง่ายเกินไป ไม่คุ้มกับค่าจ้าง”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “เอาเลย ทำทุกอย่างที่คุณต้องการได้เลย ! ”
“ได้ค่ะผู้ช่วยเจียง ฉันขอตัวก่อนนะคะ ! ” มู่เสี่ยวชิงกล่าวลาอย่างมีความสุข
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูแผ่นหลังของเธอและอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
การเติบโตของผู้คนจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์จริง ๆ
ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไร้เดียงสาแบบนี้ตลอดไป
[1] หัวเซี่ย 华夏 คำที่ชาวจีนใช้เรียกตัวเองและแผ่นดินที่ตนอาศัย แปลตรงตัวว่า “มหาบุปผา” (Grand Blossom) ซึ่งมีนัยยะหมายถึง “ความเลิศล้ำอันยิ่งใหญ่”