พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 599 ไม่คุ้มกัน
ขณะที่คำ สั่งของไทเฮาถูกส่งออกไป เฉิงเจียวเหนียงที่เพิ่งจะ ทานข้าวเสร็จ จากนั้นนางก็นั่งเขียนตัวอักษรในห้องรับแขกตามเดิม
สาวใช้ที่ออกไปด้านนอกก็พบกับสาวใช้ที่รู้จักมักคุ้ยกันดีก็ยืน พูดคุยทักทายกันอยู่นานสองนาน
สาวใช้ยกมือขึ้นมาพัดให้ตัวเอง ปั้นฉินเมื่อเห็นดังนั้นจึงยกพัด ขึ้นมาแล้วพัดให้
“ลำ บากท่านพี่ปั้นฉินนัก” สาวใช้เอ่ย
จากนั้นก็หัวเราะคิกคักกัน
“ท่านพี่ปั้นฉิน งานในนั้นลำ บากกว่าตอนดูแลร้านหรือไม่เจ้า คะ” ปั้นฉินเอ่ยถาม
“ไม่ลำ บากหรอก” สาวใช้หัวเราะพลางเอ่ย “แค่ต้องคอยถาม ให้แน่ชัดว่าหน้าที่ของแต่ละคนคืออะไร แล้วก็ให้พวกเขาทำ ไปก็ ส่วนพวกเราก็ได้แค่ออกคำ สั่ง”
ขณะที่กำ ลังพูดคุยกันอยู่ สาวใช้อีกคนก็เดินเข้ามาเรียก
“ท่านพี่ปั้นฉิน” พวกนางทั้งหมดขานรับ ทำ ให้สาวใช้คนนั้นถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ
“ห้องอ่านหนังสือของฮูหยินได้จัดเตรียมไว้แล้ว ท่านพี่ลองไปดู ให้หน่อยว่าใช้ได้หรือไม่”
“ขยับขาหน่อย” ปั้นฉินใช้พัดตบๆ เข้าไปที่หัวไหล่ของสาวใช้ พลางหัวเราะเยาะ
สาวใช้หัวเราะพลางทำ ท่าจะเข้าไปดู จู่ๆ เฉิงเจียวเหนียงก็เรียก ตนจากด้านใน
“มีอะไรหรือเจ้าคะฮูหยิน” สาวใช้เอ่ยถาม เฉิงเจียวเหนียงวางพู่กันในมือลงแล้วหันไปทางสาวใช้ “เจ้าชื่ออะไร” นางเอ่ยถาม สาวใช้ทำ ท่าตกใจ สีหน้าเริ่มเปลี่ยน
“นายหญิง ต้องการอะไรหรือเจ้าคะ” สาวใช้เอ่ยถาม “นาย หญิงอยากไล่ข้าน้อยออกหรือ”
น้ำ เสียงของสาวใช้เริ่มสั่นเครือ ต่างจากตอนเมื่อครู่ที่เพิ่งจะ พูดคุยหยอกล้อกับพวกปั้นฉินไปหมาดๆ
เฉิงเจียวเหนียงเมื่อได้ฟังเข้าก็หัวเราะ
“ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะต้องคอยปรนิบัติอยู่เคียงข้างข้าไปจนถึง เมื่อไหร่”
สาวใช้มองนาง ดวงตารื้นๆ
นั่นสินะ นางเองก็มาแทนที่สาวใช้คนก่อนหน้า รวมถึงปั้นฉิน เองก็ด้วย
“ข้าก็เลยไม่รู้สึกถึงความจำ เป็นในการมาจำ ชื่อพวกเจ้า” เฉิง เจียวเหนียงอธิบาย พลางยิ้มให้สาวใช้
ขณะที่นางยิ้มให้ สาวใช้น้ำ ตาไหลพรากแล้วเรียบร้อย
ที่จริงสิ่งที่นางพูดก็ไม่ได้มีอะไรมาก แต่เหตุใด ถึงได้รู้สึกอยาก ร้องไห้ขนาดนี้
หากไม่ได้จำ ใส่ใจ พอหายไป ก็คงไม่เสียใจสินะ
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วสินะ” เฉิงเจียวเหนียง เอ่ย
สาวใช้เมื่อได้ยินก็พยายามหัวเราะออกมา ขณะที่น้ำ ตายังไหล อยู่
นั่นสินะ ตอนนี้คงไม่มีใครมาขอสาวใช้ไปจากนายหญิงแล้วล่ะ แล้วนางก็จะได้อยู่เคียงข้างนายหญิงตลอดไป
“ดังนั้น ขอรู้ชื่อเจ้าด้วย” เฉิงเจียวเหนียงยังคงเอ่ยถาม
สาวใช้เอามือปาดน้ำ ตา พลางหย่อนตัวนั่งตรงแล้วยิ้มให้นาย หญิง จากนั้นโค้งคำ นับ
“ข้าน้อยนามว่าซู่ซิน ยินดีรับใช้นายหญิงเจ้าค่ะ”
“ซู่ซิน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยทวน พยักหน้าให้ “เจ้าไปทำ งานต่อ เถิด”
ซู่ซินขานรับแล้วโค้งตัว
“ซู่ซิน” ปั้นฉินที่ยืนอยู่หน้าประตูตะโกนเรียก
ซู่ซินหันไปทางต้นเสียงด้วยสายตาฉงน
“ซู่ซิน” ปั้นฉินหัวเราะแล้วเรียกชื่อนางอีกครั้ง
ซู่ซินที่เพิ่งจะเข้าใจก็รีบทำ หน้าเย้ยหยันตอบ จากนั้นเงยหน้า ขึ้นพลางมองไปทางสวนหย่อม
“ไปกันเถอะ” น้ำ เสียงร่าเริงของนางเอ่ยดังขึ้น ขณะเดียวกัน ณ ตำ หนักของจวิ้นอ๋อง ซึ่งบรรยากาศต่างจาก
เรือนหออย่างลิบลับ “มีวิธีอื่นอีกหรือไม่” นายทหารกู้เอ่ยถาม มือเท้าอยู่ไม่สุข หมอหลวงหลี่เช็ดเหงื่อที่ไหลหยดลงมา “ข้ากำ ลังใช้ความคิดอยู่” นายทหารกู้เดินไปเดินมา ส่วนขันทีก็คอยเอาผ้าอุ่นๆ เช็ด
เข้าไปที่หัวไหล่และหน้าอกของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ชายหนุ่มยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่อง ช่วงบนของร่างไร้อาภรณ์
เผยให้เห็นรอยฟกช้ำ ตรงหัวไหล่และหน้าอก “นี่เป็นรอยหยิกของนิ้วมืออย่างเห็นได้ชัด” ขันทีเอ่ยเสียงแหบ
แห้ง “เหตุใดถึงได้รุนแรงเช่นนี้” “ยังจะมีหน้ามาถามอีก” นายทหารกู้ขมวดคิ้ว “เงื้อมมือนั่น
เคยหักคอคนมาแล้ว! เจ้าว่ารุนแรงไหมล่ะ” ขันทีรีบหลุบหน้า
“ฝ่าบาทผู้น่าสงสาร ทำ แบบนั้นไปเพื่ออะไรกันหนอ…” ขันที คร่ำ ครวญ
“เจ้าโทษฝ่าบาทเรอะ” นายทหารกู้พอได้ยินคำ โอดครวญจาก ปากขันทีก็เริ่มหัวร้อน “เป็นเพราะพวกเจ้านั่นแหละ! พอนางมาที ก็ ทำ เป็นจะหวังพึ่งนางลูกเดียว ที่ฝ่าบาทเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เพราะนาง หรือไร…”
ขณะที่นายทหารกู้กำ ลังสาธยายความโกรธแค้น หมอหลวงหลี่ ก็โผล่หัวเข้ามา พลางเอ่ย
“หรือว่า จะลองถามฮูหยินดูล่ะ…”
“…หลี่ซื่อเซิน!”
เสียงตะคอกของนายทหารกู้ดังลั่นไปทั่วตำ หนัก
และในตอนนั้นเอง ขันทีประจำ ตัวไทเฮาก็เดินเข้ามาด้านในพอ ดิบพอดี จากนั้นก็เดินเข้ามาดูอาการของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“เจ้าประคุณเอ๊ย ฝ่าบาทเป็นถึงขนาดนี้เชียวรึ” ขันทีเอามือ ปาดน้ำ ตา พลางมองค้อนไปยังทุกคนที่ยืนอยู่ในห้อง “ไหนว่าดีขึ้น เยอะแล้วไง แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ทุกคนต่างคุกเข่าลง แล้วเอ่ย
“ข้าน้อยไร้ประโยชน์ยิ่งนัก” พวกเขาโอดครวญขอความเมตตา
จากนั้นขันทีหันไปทางเฉิงเจียวเหนียง
เฉิงเจียวเหนียงยืนอยู่เงียบๆ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ขันทีพูดออก มา
“ช่วยไม่ได้จริงๆ เดิมร่างกายฝ่าบาทก็ไม่ค่อยจะสู้ดีอยู่แล้ว” ขันทีเปลี่ยนโทนเสียง จากนั้นโค้งตัวให้เฉิงเจียวเหนียง “ดังนั้น ไท เฮาจึงมีรับสั่งให้มอบอิสริยยศจวิ้นอ๋องเฟยให้แก่ฮูหยินพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงเจียวเหนียงเมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบคุกเข่าคำ นับ
“ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ” นางก้มหัวลง จากนั้นยื่นมือรับ เครื่องอิสริยยศและตราประจำ ตำ แหน่งต่างๆ
“ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญจวิ้นอ๋องเฟยตามกระหม่อมมาด้วยพ่ะย่ะ ค่ะ” ขันทีเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“โปรดรอสักครู่เพคะ” นางเอ่ย
จวิ้นอ๋องเฟยเปลี่ยนชุดแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นชุดทางการจาก นั้นก็นั่งรถออกจากตำ หนักจวิ้นอ๋องไป จากนั้นเหล่าผู้คนในตำ หนักจ วิ้นอ๋องจึงหันมาพูดคุยกันต่อ
“เหตุใดถึงมอบยศให้เสียแล้วล่ะ” นายทหารกู้ขมวดคิ้วพลาง เอ่ยถาม
“คงเป็นการแสดงความยินดีกระมัง เรื่องเช่นนี้ ยิ่งจัดการเร็วก็ ยิ่งดีขอรับ” ขุนนางอีกนายหนึ่งเอ่ยขึ้น
นายทหารกู้ส่ายหัว
“ถ้าเพื่อแสดงความยินดีจริงๆ ละก็ วันนั้นที่ทำ พิธีคงไม่ล่าช้า ขนาดนั้นหรอก” เขาเอ่ย พลางมองไปยังรถม้าด้านนอก จากนั้นย่น คิ้วแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง “ในวังมีคนดูแลเรื่องนี้ไหม”
ขันทีนายหนึ่งเดินมาข้างหน้า แล้วพยักหน้าให้
“มีอยู่ขอรับ” เขาเอ่ยตอบด้วยเสียงเบา “แม้ว่าจะเข้าใกล้ไท เฮาได้ยาก แต่ถ้าให้ส่งข่าวยังพอได้อยู่ขอรับ”
นายทหารกู้ถอนหายใจ
“นางเองก็ใช่ย่อย ยังไงก็รักษาเอาตัวรอดไว้ก่อนจะดีที่สุด” นายทหารกู้เอ่ย จากนั้นมองไปทางหมอหลวงหลี่ “ไหนจะเจ้าอีก หมอหลวงหลี่ อย่าไปหวังพึ่งใครมาก รีบหาวิธีรักษาฝ่าบาทด้วย ตนเองให้เร็วที่สุด!”
หมอหลวงหลี่เอ่ยตอบอย่างจำ ยอม “ข้าจะลองใช้โอสถตัวอื่นดู” เขาเอ่ย พลางกวักมือเรียกผู้ช่วย
ผู้ช่วยและขันทีอีกสองคนขานตอบ …
ณ วังหลวง เฉิงเจียวเหนียงกำ ลังถวายบังคมให้ไทเฮา
ไทเฮาไม่ได้พูดอะไร ขณะที่นางกำ นัลที่อยู่ด้านข้างกำ ลังอ่าน กฎระเบียบของสตรีในวังทีละบรรทัด
เฉิงเจียวเหนียงถวายบังคมอีกครั้งแล้วเอ่ยขอบคุณสำ หรับคำ สั่งสอน
“ใครๆ ก็ว่ากันว่าเจ้ามีฝีมือดีในการรักษาคน” ไทเฮาเอ่ยช้าๆ และเอ่ยกระแทกย้ำ ตรงคำ ว่าฝีมือดี ฟังเผินๆ อาจเหมือนนางกำ ลัง
ถูกประชดประชัน
เฉิงเจียวเหนียงก้มหน้ารับฟังคำ พูดของไทเฮา
“…จิ้นอันจวิ้นอ๋องเคยขอฝ่าบาทเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ฝ่า บาทเองก็ยอมรับคำ ขอเรื่องการอภิเษกสมรสในครั้งนี้ เจ้าอย่าทำ ให้ เขาผิดหวังเชียว ต้องดูแลเขาอย่างดี ให้เขากลับมามีร่างกายที่แข็ง แรงในเร็ววัน…”
เฉิงเจียวเหนียงขานตอบ
“…เหว่ยหลังเป็นเด็กร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนที่ เพิ่งเข้ามาในวังใหม่ๆ เขาเป็นเด็กที่เลี้ยงยาก ชอบเจ็บตรงนั้นปวด ตรงนี้ ข้าลงทั้งแรงกายแรงใจเลี้ยงดูเขามาจนเขาเติบใหญ่…”
ไทเฮาเอ่ยไปเอ่ยมาจนภาพในอดีตเริ่มผุดขึ้นในหัว
ภาพตรงหน้าปรากฏเด็กน้อยที่ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนกลายเป็น เด็กหนุ่มร่างใหญ่ที่กำ ลังฉีกยิ้มให้นาง
“ไทเฮา ข้าชอบเล่นตรงที่ของไทเฮาตรงนี้…”
“ไทเฮา อาหารที่นี่อร่อยที่สุด…”
จู่ๆ น้ำ ตาก็เริ่มไหลอาบแก้มไทเฮาโดยไม่รู้ตัว
“ไทเฮา!” ขันทีที่อยู่ด้านข้างร้องตะโกนพลางคุกเข่าลง
“เหว่ยหลังคือยอดดวงใจของข้า เจ้าต้องดีกับเขาให้มากๆ ล่ะ” ไทเฮาสะอื้นพลางกำ ชับ
เฉิงเจียวเหนียงมองไทเฮาแวบหนึ่ง จากนั้นก้มตัวลงไปถวาย บังคม
“เพคะ นั่นเป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน” นางเอ่ย
“ไทเฮา อย่าเพิ่งร้องสิขอรับ วันนี้เป็นวันมงคลนะขอรับ” ขันที พยายามเกลี้ยกล่อมไทเฮาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “หมอหลวงเองก็บอกไว้ ว่าไม่ให้ไทเฮาร้องไห้ หากไทเฮาเป็นอะไรขึ้น มา ฝ่าบาทจวิ้นอ๋องจะทรงมีห่วงนะพ่ะย่ะค่ะ”
หากไทเฮาเป็นอะไรขึ้นมา ฝ่าบาทจวิ้นอ๋องจะทรงเป็นห่วง
ไทเฮาเข้าใจประโยคเมื่อครู่อย่างดี จึงยื่นมือรับผ้าเช็ดหน้าซับ น้ำ ตาออก จากนั้นจึงโบกมือให้เฉิงเจียวเหนียง
“วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้พระองค์ได้สบายใจ หน่อย” ไทเฮาเอ่ย
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ จากนั้นลุกขึ้นยืนแล้วกราบทูลลา
การเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ก็เท่ากับว่าจะต้องได้เจอฮองเฮาด้วย ตอนที่ เฉิงเจียวเหนียงเดินเข้ามาในตำ หนัก ฮองเฮาดูเหมือนจะแสดงท่าที ตกใจไม่น้อย
“ไทเฮาให้เจ้าเข้ามารึ” ฮองเฮาเอ่ยถาม
ฮองเฮามองไปทางด้านหลัง พบว่าไม่มีขันทีเดินตามนางเข้า มา
“ไทเฮาไม่อยากให้เจ้ามาพบกับข้ามากที่สุด ราวกับดักจับโจร อย่างไรอย่างนั้น แต่กลับเป็นคนออกความเห็นให้เจ้าเข้ามาหาข้า เองเนี่ยนะ” ฮองเฮาเอ่ย “ไทเฮาใช่ว่าจะไม่รู้ ว่าบริเวณนี้ ไม่มีใครเข้า มายุ่มย่ามได้ แม้แต่ตัวไทเฮาเองก็ตาม”
เฉิงเจียวเหนียงขานรับ
“ถ้าเช่นนั้น ก็ทรงเห็นว่า ไม่ต้องคุ้มกันแล้วใช่ไหมเพคะ” เฉิง เจียวเหนียงเอ่ยถาม
ไม่ต้องคุ้มกันแล้วอย่างนั้นรึ
ฮองเฮาขมวดคิ้ว พลันลุกขึ้นยืนราวกับว่านึกอะไรขึ้นได้
“ไม่ได้นะ!” ฮองเฮาตะโกน
…
“เอาละ”
หมอหลวงหลี่มองดูของเหลวในหม้อต้มโอสถที่เดือดปุดๆ จาก นั้นลุกขึ้นยืน
เขากำ ลังจะเปลี่ยนสูตรโอสถสำ หรับฝ่าบาท มิหนำ ซ้ำ ยังลอง เปลี่ยนวิธีการต้มโอสถอีกด้วย เผื่อว่าจะได้ผล อย่างน้อยยาตัวนี้น่า จะทำ ให้เขามีพละกำ ลังขึ้นมาได้บ้าง
จากนั้นผู้ช่วยก็ช่วยนำ หม้อโอสถนี้เทลงใส่ถ้วย
ขันทีที่ยืนรออยู่นานสองนานก็รีบรับถ้วยนั้นมา
“ไปกันเถิด” หมอหลวงหลี่เอ่ย
พวกเขาเดินเลี้ยวออกมาจากห้องโอสถ จากนั้นเดินผ่านตรง โถงทางเดิน แล้วจึงมาถึงที่ตำ หนักของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ขันทีจิ่งล่ะ” ขณะกำ ลังก้าวเท้าเข้าไปด้านใน เมื่อไม่พบกับ ขันทีจิ่ง จึงเอ่ยถามขึ้น
ในห้องมีเพียงแค่ขันทีสองนายกับนางกำ นัลอีกสองนาง
“เมื่อครู่ขันทีจิ่งถูกนายทหารกู้เรียกตัวไปเจ้าค่ะ” นางกำ นัล เอ่ยตอบ
หมอหลวงหลี่พยักหน้าตอบ เหล่านางกำ นัลจึงรีบพาตัวจิ้ นอันจวิ้นอ๋องมา ขันทีนายหนึ่งถือกรวยไว้ ส่วนขันที่ที่ถือถ้วยโอสถก็ ค่อยๆ ป้อนจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“เอาละ พวกเจ้าคอยสังเกตอาการนะ หากฝ่าบาทฟื้นแล้วก็รีบ ตามข้ามาดูอาการฝ่าบาทโดยด่วน” หมอหลวงหลี่กำ ชับ “ข้าจะไป เตรียมโอสถอีกสำ รับ”
ขันทีและนางกำ นัลขานรับ
สักพัก ขันทีจิ่งก็เดินเข้ามาในห้อง เห็นภาพขันทีสองคนและ นางกำ นัลอีกสองคนกำ ลังนั่งเฝ้าเตียงและคอยวางถาดน้ำ แข็งไว้ใน ห้อง
“หมอหลวงหลี่ล่ะ ยังต้มโอสถไม่เสร็จอีกรึ” ขันทีจิ่งเอ่ยถาม พลางขมวดคิ้ว
“ถวายโอสถให้ฝ่าบาทเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” นางกำ นัลเอ่ย “หมอหลวงหลี่กำ ลังไปต้มโอสถเพิ่มอีกชุดเจ้าค่ะ”
ขันทีจิ่งเมื่อได้รับคำ อธิบายแล้วก็คลายปมคิ้วออก จากนั้นมอง ไปทางผ้าม่านที่เตียง
“หมอหลวงหลี่บอกว่าฝ่าบาทจะต้องฟื้นขอรับ” ขันทีนายหนึ่ง เอ่ยขึ้น
ขันทีจิ่งก้าวเท้าไปเปิดม่านที่เตียงของฝ่าบาทอย่างอดไม่ได้
“ฝ่าบาท” เขาพยายามมอง และพยายามขานเรียกฝ่าบาท สัก พักสีหน้าของขันทีจิ่งเริ่มเปลี่ยน เข่าทรุดลงไปกับพื้น
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท!”
เขายื่นมือไปใกล้ๆ จากนั้นคว้าร่างของจิ้นอันจวิ้นอ๋อง สัมผัสที่ มือของเขามีแต่ความเย็นวาบและแข็งทื่อ
ไม่จริง!
ขันทีจิ่งรีบปล่อยมือออก ร่างชายหนุ่มพลันล้มลงไปด้านหลัง
“ฝ่าบาท!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นทั่วทั้งห้อง
ประจวบเหมาะกับหมอหลวงหลี่กำ ลังถือถ้วยโอสถเข้ามาใน ห้อง พอได้ยินเสียงร้อง มือของเขาก็เริ่มสั่น
ขันทีนายหนึ่งรีบคลานเข้ามาใกล้ๆ เขา “ฝ่าบาทตายแล้ว! ฝ่าบาทตายแล้ว!” เขาร้องตะโกนสุดเสียง ตายแล้วงั้นรึ…
ถ้วยโอสถในมือของเขาแตกดังเพล้ง เศษถ้วยกระจายทั่วพื้น