พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง - บทที่ 602 กลายเป็นดี
“…ฮูหยินเจ้าคะ ให้วางกับข้าวไว้ตรงไหน” “…นายหญิง ท่านลองชิมดูว่าอร่อยหรือไม่” “…เหตุใดยังเรียกว่านายหญิงอยู่อีก” “ข้าลืมไป ข้าลืมไป” เสียงหัวเราะคิกคักของพวกนางดังขึ้น
ที่ตำ หนักของเขาไม่เคยคึกคักเช่นนี้มาก่อน เขาไม่ชอบเสียง โหวกเหวก และไม่ชอบให้ใครมาดูแลรับใช้ใกล้ๆ ชอบจะอยู่คนเดียว มากกว่า ทว่ายามนี้ได้ยินเสียงคึกคัก ในใจกลับไม่ได้รำ คาญ ตรงกัน ข้ามเขารู้สึกสบายใจมาก
เหมือนกับผลักหน้าต่างออกไปในฤดูใบไม้ผลิแล้วมีสายลมนุ่ม นวลพัดโชยหน้า
นิ้วของจิ้นอันจวิ้นอ๋องขยับเล็กน้อย หมายจะลืมตาขึ้น “ฝ่าบาท!”
เสียงพูดคุยข้างหูยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท ท่านฟื้นแล้วหรือ”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องลืมตาขึ้น เห็นขันทีคนสนิทของตัวเอขยับมาใกล้ หูด้วยสีหน้าตื่นเต้น
สลบไปอีกแล้วกระมัง ครานี้สลบไปนานเท่าใดกันนะ
“ฮูหยิน ฮูหยิน ฝ่าบาทฟื้นแล้ว ฝ่าบาทฟื้นแล้ว” ขันทีจิ่งหัน หน้าร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
เสียงฝีเท้าซอยถี่ดังขึ้นจากอีกฝั่ง มีคนลุกขึ้นมา
จิ้นอันจวิ้นอ๋องรู้สึกว่าเบื้องหน้าสว่างจ้า สายตาเลือนรางพลัน แจ่มชัดขึ้น
“ฟื้นแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ย สำ รวจใบหน้าของเขา “เอาน้ำ หรือไม่”
จิ้นอันจวิ้นอ๋องพยักหน้า
“ป้อนน้ำ ให้ฝ่าบาทที” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยพลางหลีกทางให้
ขันทีจิ่งรีบขานรับ เรียกสาวใช้สองนางมาพยุงจิ้นอันจวิ้นอ๋อง ให้กึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างระมัดระวัง ยกชามน้ำ เปล่าขึ้นป้อนให้อย่าง เบามือ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองหญิงผู้นั้นหันหลังเดินออกไปทางด้านนอก
“ไปบอกหมอหลวงหลี่ว่าทรงฟื้นแล้ว ป้อนยาถวายได้แล้ว” นางเอ่ยบอก
ขันทีน้อยคนหนึ่งขานรับแล้วรีบวิ่งออกไป
จิ้นอันจวิ้นอ๋องมองนางนั่งลงในห้องโถงฝั่งตรงข้าม สาวใช้ทั้ง สองส่งชามและตะเกียบให้นาง คล้ายกระซิบพูดอะไรบางอย่าง สีหน้านางจึงเผยรอยยิ้มออกมา…
ใบหน้าหนึ่งยื่นมาหา บดบังสายตาของเขาเอาไว้
“ฝ่าบาท ดื่มน้ำ พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่งเอ่ยด้วยความเป็นห่วงอย่าง ยิ่ง เขาพินิจดูจิ้นอันจวิ้นอ๋องอย่างละเอียด
ใบหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย สีหน้ามึนงง
ถูกยาพิษถึงสองครั้งติดต่อกัน ร่างกายย่อมทรุดโทรมลงไป มาก ท่าทางจึงได้เหม่อลอยเสียอย่างนั้น
จิ้นอันจวิ้นอ๋องหลับตาแล้วเอนกายลงอีกครั้ง
“ไม่กินแล้ว” เขาบอก
จิบไปได้แค่สองคำ ขันทีจิ่งก็ตั้งใจจะโน้มน้าวอีก ทว่าก็รู้จัก นิสัยของจิ้นอันจวิ้นอ๋องดี เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้วคือตัดสินใจแล้ว ไม่ชอบให้ใครพูดซ้ำ ซาก
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าซ้อนทับกันดังขึ้น หมอหลวงหลี่รีบร้อน เข้ามา เห็นเฉิงเจียวเหนียงกินข้าวเรียบร้อยแล้วจึงมาตรวจอาการให้ จิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ดีขึ้นมากแล้วจริงๆ ดีขึ้นมากแล้วจริงๆ” เขาตรวจอาการไป พลางเอ่ยด้วยความดีใจไปพลาง
ป้อนยาและฝังเข็มเสร็จ เฉิงเจียวเหนียงที่กินข้าวเสร็จก็เดินเข้า มา เพิ่งจะมองจิ้นอันจวิ้นอ๋องครู่หนึ่ง ก็โดนหมอหลวงหลี่เชิญไปอีก ฝั่งด้วยความตื่นเต้น
“ฮูหยิน ทั้งๆ ที่เป็นพิษชนิดเดียวกันแท้ๆ แต่เหตุใดครานี้จึงไม่ เป็นอะไรเล่า” เขาถาม
“พิษนั้นเป็นพิษชนิดเดียวกัน แต่คนที่โดนพิษแตกต่างกับเมื่อ ก่อน” เฉิงเจียวเหนียงเอ่ยบอก
จิ้นอันจวิ้นอ๋องไม่เหมือนเมื่อก่อนรึ
หมอหลวงหลี่มองจิ้นอันจวิ้นอ๋องที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความ ฉงน
ตรงไหนที่ไม่เหมือนล่ะ
“แม่นาง เจ้าเปลี่ยนพระองค์ให้ไม่เหมือนเดิมได้อย่างไรกันแน่” เขารีบถามขึ้น
ขันทีจิ่งที่อยู่ด้านข้างกระแอมหนัก สีหน้ากระอักกระอ่วนเล็ก น้อย
ทำ ไมรึ
หมอหลวงหลี่หันไปมองขันทีจิ่งด้วยความสงสัย
“ฮูหยิน วุ่นมาครึ่งค่อนวันแล้ว ท่านไปพักผ่อนเถิด” ขันทีจิ่ง เอ่ยกับเฉิงเจียวเหนียงด้วยความเคารพ
เฉิงเจียวเหนียงส่งเสียงอืมออกมา สาวเท้าเดินออกไป
“ฮูหยิน ทางนี้ปูเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“จะอ่านตำ ราก่อนหรือไม่”
เสียงพูดคุยสดใสดังลอยมาจากในห้องนั้น
ทางด้านหมอหลวงหลี่ถลึงตาใส่ขันทีจิ่งอย่างไม่พอใจนัก
“ข้ายังถามไม่เสร็จเลย” เขาเอ่ยเสียงเบา
“เจ้าโง่หรือไร ที่เจ้าถามมาน่ะมีแต่อะไรก็ไม่รู้” ขันทีจิ่งก็ถลึงตา คืนอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน เขาลากอีกฝ่ายมาอีกด้านแล้วกระซิบ ว่า “เจ้าว่าฝ่าบาทเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมได้อย่างไร”
“เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมได้อย่างไรอย่างนั้นรึ” หมอหลวงหลี ถาม
ขันทีจิ่งถลึงตาใส่เขา
“แน่นอนว่า ว่า… ว่ากลายเป็นชายชาตรีอย่างแท้จริงแล้วนะสิ” เขาบอกอย่างไม่สบอารมณ์
หมอหลวงหลี่นิ่งชะงักไป
“เจ้ายังจะถาม ยังจะถามว่าเปลี่ยนไปอย่างไรอีกรึ เจ้า… เจ้า มันน่าไม่อาย! ต่อให้เคารพนางเป็นอาจารย์ก็ต้องรู้จักพองามด้วย” ขันทีจิ่งกัดฟันกระซิบบอก ยื่นมือใช้แส้ขนหางจามรีเคาะแขนหมอหล วงหลี่ “เจ้าจะให้ฮูหยินตอบเจ้าอย่างไร”
หมอหลวงหลี่กระจ่างแจ้งทันที เขากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ทั้ง งงงวยสับสน
“เป็นแบบนี้เองรึ” เขาขมวดคิ้วเอ่ย
เรื่องพรรค์นี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ แต่บนโลกนี้เดิมทีก็มี สรรสิ่งให้เรียนรู้ไม่สิ้นสุดอยู่แล้ว ก็เหมือนตอนนั้นที่เขาไม่เคยคิดเลย ว่าแม่นางผู้นี้จะสามารถทำ ให้นายใหญ่เฉินลงจากเตียงไม่ได้ถึงสาม วัน…
ขณะที่พวกเขากระซิบกระซาบกันอยู่ จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่อยู่บน เตียงก็กระแอมเบาๆ
“ฝ่าบาท” ทั้งสองรีบสาวเท้าไปหา เอ่ยถามอย่างห่วงใย จิ้นอันจวิ้นอ๋องยกมือขึ้นเล็กน้อย โบกไปทางพวกเขา “ออกไป” เขาเอ่ย
หมอหลวงหลี่กับขันทีจิ่งต่างนิ่งชะงัก “หนวกหู” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยขึ้นมาสองคำ แล้วหลับตาลง หมอหลวงหลี่กับขันทีจิ่งมองแวบหนึ่งพลางบ่นใส่กัน เสียงดังหนวกหูฝ่าบาทเข้าให้แล้ว
ฝ่าบาทฟื้นจากความตายก็อาการไม่สู้ดีนักอยู่แล้ว ควรจะพัก ผ่อนให้มาก ทั้งสองคำ นับแล้วเดินออกมา
“ไปเถิด อยู่กับฮูหยิน ไม่มีอะไรต้องห่วง” ขันทีจิ่งมองหมอหล วงหลี่ที่ลีลาไม่อยากกลับพลางกระซิบบอก
“ข้าไม่เป็นห่วงอยู่แล้ว” หมอหลวงหลี่บอก พลางมองไปในห้อง โถงอย่างเสียดาย ด้านหลังม่านไข่มุกที่ปิดลงสามารถมองเห็นหญิงผู้ นั้นนั่งตัวตรงอ่านหนังสืออยู่ข้างหน้าต่าง “ข้ายังมีบางเรื่องที่อยาก จะให้ชี้แนะ”
ขันทีจิ่งถ่มน้ำ ลายใส่เขา ก้าวเข้าไปหา ค้อมกายคำ นับให้ทาง ม่านไข่มุก
“ฮูหยิน ฝ่าบาททรงพักผ่อนแล้ว” เขาบอกด้วยความนอบน้อม “บรรดาสาวใช้รออยู่ด้านนอก มีเรื่องใดโปรดสั่งได้เลย”
เฉิงเจียวเหนียงวางตำ ราในมือลง แล้วพยักหน้า
“พวกเจ้าไปเถอะ” นางบอกพลางลุกขึ้นยืน
มองคนเหล่านั้นออกไป ซู่ซินรีบไปเลิกม่านขึ้น เฉิงเจียวเหนียง ก้าวเข้าไปข้างเตียง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องนอนหลับตาอยู่บนเตียงคล้ายหลับอยู่
“ฮูหยินหรือเจ้าคะ” ปั้นฉินถามเสียงเบา
“พวกเจ้าก็ออกไปพักผ่อนเถิด ตื่นเต้นดีใจกันก็เหนื่อยกันหมด แล้ว” เฉิงเจียงเหนียงเอ่ย
ซู่ซินกับปั้นฉินขานรับแล้วออกไป
ภายในห้องเงียบสงัด จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่หลับตาอยู่รู้สึกว่าคนคน นั้นนั่งลงบนเตียง มีเสียงพลิกหน้าหนังสือลอยมาแผ่วเบา
ฤดูร้อนแดดเจิดจ้า คล้ายมีเสียงจักจั่นอยู่รำ ไร คลอเคล้ากลิ่น หอมจางๆ จิ้นอันจวิ้นอ๋องค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทราไป
เมื่อจิ้นอันจวิ้นอ๋องตื่นขึ้นมาอีกครั้งภายในห้องก็เริ่มจุดโคม แล้ว
เสียงหัวเราะดังลอยมาในห้องอีกครั้ง
“…เจ้าดูสิ นี่ต้องเป็นเด็กน้อยที่เขียนแน่ๆ…”
“นั่นสิ นั่นสิ อันนี้เหมือนกับลายมือนายหญิงอยู่บ้าง”
พวกนางกำ ลังดูอะไรกันนะ
จิ้นอันจวิ้นอ๋องอยากจะฝืนลุกขึ้น สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง เห็นในทันใด นางเอ่ยขึ้นว่าฝ่าบาทตื่นแล้วด้วยความดีใจ
เสียงหัวเราะพูดคุยด้านนอกหยุดชะงักลง ม่านมุกขยับไหว มี คนเดินเข้ามา
“ฝ่าบาทรีบนอนลงไปเร็วเพคะ” ซู่ซินเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน มอง จิ้นอันจวิ้นอ๋องที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่
เฉิงเจียวเหนียงหัวเราะขึ้น นางเดินไปหาพลางพินิจมองเขา อย่างละเอียด
“สีหน้าดีขึ้นมากแล้ว นอนอยู่นานเพียงนี้ ก็ลุกขึ้นนั่งเสียหน่อย เถิด” นางบอก
ได้ยินนางพูดเช่นนี้บรรดาสาวใช้ก็รีบรองหมอนอิงให้ พยุงจิ้ นอันจวิ้นอ๋องให้นั่ง
นอนนานเกินไปจริงๆ ด้วย สายตาพร่ามัวอยู่เล็กน้อย มือข้าง หนึ่งจับไหล่เขาไว้ สัมผัสได้ถึงไอร้อนอ่อนนุ่มผ่านเสื้อฤดูร้อนผืนบาง ด้าน
“จิบเสียหน่อย” เฉิงเจียวเหนียงบอก มือหนึ่งประคองไหล่เขา อีกมือส่งถ้วยชาไปชิดริมฝีปากจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
จิ้นอันจวิ้นอ๋องจิบตามที่นางบอก
“ฮูหยิน อาหารให้วางไว้ตรงไหนเจ้าคะ” เสียงถามของสาวใช้ ดังขึ้นจากด้านนอก
เฉิงเจียวเหนียงมองจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“อยากกินข้าวกับข้าหรือไม่เพคะ” นางยิ้มบางเอ่ยถามขึ้น …
“ลุกขึ้นมากินข้าวได้แล้วรึ”
ข่าวคราวแพร่ออกไปนอกตำ หนัก นายทหารกู้ดีใจยกใหญ่ กระทั่งข้าวก็ไม่สนใจจะกิน เขาลุกขึ้นเดินวนไปมาอยู่หลายหน
“เสียใจขึ้นมาแล้วกระมังที่ไม่ให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องแต่งนางเข้ามา เสียแต่เนิ่นๆ” ขันทีจิ่งยิ้มเอ่ย
“แต่เนิ่นๆ อย่างนั้นรึ แต่เนิ่นๆ ก็ไม่แน่ว่าจะได้แต่งมิใช่หรือ” นายทหารกู้เอ่ย “หากไม่ได้ต้องการจะลากนางมาร่วมฝังด้วย ไทเฮา ก็ไม่มีทางให้นางได้แต่งเข้ามาหรอก”
และยามนี้ไทเฮาจะต้องเสียใจเป็นที่สุดอย่างแน่นอน
“ได้ยินความร้ายกาจของแม่นางเฉิงผู้นี้มาตั้งนานแล้ว ที่สิ่งที่ ได้ยินมากับสิ่งที่ได้สัมผัสนั้นแตกต่างกันนัก” เขาลูบเคราเอ่ย
“แน่นอนสิ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่า ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่เรียกว่าเป็นเรื่อง ใหญ่ นึกไม่ถึงเลยว่าในใจจะผ่อนคลายได้มากถึงเพียงนี้” ขันทีจิ่ง เอ่ย
ยามนี้อันตรายมากมาย ตำ หนักจวิ้นอ๋องแทบจะพังพินาศ ทว่า พอหญิงนางนี้ย่างก้าวเข้ามา พูดจาไม่เกินสามคำ สถานการณ์ก็ พลิกผันไปหมด
ที่ว่ากันว่าพลิกฟ้าตลบฝนนั้นหมายความเช่นนี้นี่เอง
แม้ว่าการฟื้นคืนชีพของจวิ้นอ๋องจะเป็นจุดสำ คัญและแก่นของ เรื่อง ทว่าเหตุใดจวิ้นอ๋องถึงสามารถฟื้นคืนมาได้นั้นต้องเป็นคุณงาม ความดีของสตรีนางนั้นแน่นอน
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นศิษย์สำ นักขงจื้อไม่เชื่อเรื่องภูตผี แต่ยาม นี้ในใจพวกเขาก็อดจะจินตนาการไปไม่ได้
“ทรงเสวยแกงรังนกไปถ้วยหนึ่ง”
หมอหลวงหลี่เดินเข้ามาจากด้านนอก เอ่ยบอกอย่างปลื้มปริ่ม
“นานมาแล้ว เป็นครั้งแรกเลยที่ฝ่าบาทเจริญอาหารเพียงนี้”
นายทหารกู้กับขันทีจิ่งสีหน้าเบิกบานยิ่งกว่าเดิม
“เจ้ายังมัวอยู่ที่นี่ทำ ไมอีก” หมอหลวงหลี่คล้ายเพิ่งจะเห็นขันที จิ่ง “เจ้ามิได้ทำ เรื่องมิควรเสียหน่อย เหตุใดจึงหลบออกมาแอบอู้ เล่า”
ขันทีจิ่งยังไม่ทันลุกขึ้นเอ่ยลา นายทหารกู้ก็รีบยกมือขึ้นห้ามไว้
“พระชายาไม่ชอบให้คนไปรับใช้มากมาย หากมิได้รับสั่งเรียก หา พวกเจ้าก็อย่าเข้าไปให้นางรำ คาญเลย” เขาบอก
หมอหลวงหลี่ถลึงตาใส่เขา
“เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่าประโยคนี้คุ้นหูนัก นายทหารกู้เจ้าเรียน รู้ไวเสียจริง” เขาเอ่ย
เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในห้อง
บรรดาบ่าวรับใช้ด้านนอกได้ยินเข้าก็ต่างสบตากันอย่างอดไม่ ได้ สีหน้าชื่นมื่นยากจะปิดบัง
นานมากแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะจากด้านใน
การแต่งงานครานี้แก้ชงได้ดียิ่งนัก
แสงไฟนวลสว่าง ลมโชยพลิ้วเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ม่าน ผืนบางที่กางไว้เพื่อกันยุงขยับไหว
ปั้นฉินเห็นเฉิงเจียวเหนียงวางตะเกียบลงก็รีบถือน้ำ มาให้ล้าง ปาก บรรดาสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามาเก็บโต๊ะอาหารยกออกไป
เมื่อรู้ว่าทางนั้นกินข้าวกันเสร็จแล้ว ขันทีจิ่งกับหมอหลวงหลี่จึง ได้เข้ามา
หมอหลวงหลี่จับชีพจรให้จิ้นอันจวิ้นอ๋องพลางถามเขาให้พูด คุย
แม้ว่ายังแทบจะพูดคุยอะไรไม่ได้ แต่ดีกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยที เดียว หมอหลวงหลี่ดีใจสุดแสน เขาถามนั่นถามนี่อยู่นานสองนาน
จิ้นอันจวิ้นอ๋องกลับจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองเฉิงเจียว เหนียงที่นั่งพูดคุยกับขันทีจิ่งตรงหน้าต่างฝั่งตรงข้าม
ภายใต้แสงไฟผิวพรรณนางขาวเนียนละเอียดยิ่งกว่าเดิม ดวงตาทั้งสองข้างส่องสว่างสดใส สีหน้านางตั้งอกตั้งใจยิ่ง ทว่าแฝง ไปด้วยความผ่อนคลายสบายใจ ทำ ให้คนที่พูดคุยอยู่ทั้งสัมผัสได้ว่า ตนได้รับความสำ คัญประหม่าในเวลาเดียวกัน
“ฝ่าบาท”
หมอหลวงหลี่เดินเข้าไปใกล้ ยืนอยู่ตรงหน้าจิ้นอันจวิ้นอ๋อง บัง สายตาเขาไว้
“ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่”
“มีอะไรให้พูดนักหนา” จิ้นอันจวิ้นอ๋องเอ่ยอย่างเชื่องช้า “ถึง เวลากินยาก็กิน ถึงเวลาฝังเข็มก็ฝัง พูดจามากความนัก”
หมอหลวงหลี่นิ่งอึ้ง ทันใดนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา เขามองเฉิง เจียวเหนียงที่อยู่ตรงนั้น
สีหน้าของขันทีจิ่งฉายแววความตกใจออกมาเช่นกัน เขาหัน หน้าไปมองจิ้นอันจวิ้นอ๋อง
“ฝ่าบาทก็ต้องไปหรือ” เขาถาม
พวกเขากำ ลังพูดคุยกันเรื่องกลับบ้านในวันพรุ่งนี้ เดิมคิดว่า สภาพเช่นนี้คงยกเลิกไปก่อน คิดไม่ถึงว่าเฉิงเจียวเหนียงยืนกรานจะ ไป นางต้องการจะไปไม่พอ ยังจะพาจิ้นอันจวิ้นอ๋องไปด้วยอีก
“แต่ร่างกายฝ่าบาท…” หมอหลวงหลี่เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้เช่น กัน
“พรุ่งนี้ก็หายแล้ว” เฉิงเจียวเหนียงบอก
พรุ่งนี้ก็หายแล้วอย่างนั้นรึ
หมอหลวงหลี่กับขันทีจิ่งเบิกตาโต
จริงๆ นะหรือ
ฟากฟ้าราตรีเริ่มมืดมิด หลังจากเฉิงเจียวเหนียงอาบน้ำ อาบท่า ออกมา จิ้นอันจวิ้นอ๋องก็ถูกขันทีน้อยสี่นายสรงน้ำ ให้เรียบร้อยก่อน จะพยุงมานอนบนเตียง
“ผมแห้งหรือยัง” เฉิงเจียวเหนียงถาม
“ฮูหยิน ไม่ได้สระผมให้ฝ่าบาทขอรับ” ขันมีตอบอย่าง นอบน้อม
เฉิงเจียวเหนียงพยักหน้า
“พวกเจ้าออกไปเถิด” นางบอก
บรรดาขันทีขานรับแล้วออกไป ปั้นฉินกับซู่ซินดับโคมภายใน ห้องทั้งสองดวง แล้วออกมาเช่นกัน
“คืนนี้ข้าจะเฝ้ายามอยู่ตรงนี้ เจ้ากลับไปนอนที่ห้องเถิด” ซู่ซินบ อก
ปั้นฉินลังเลเล็กน้อย
“อย่างไรเสียเมื่อกลางวันก็เกิดเรื่องใหญ่เช่นนั้นขึ้น ข้าอยู่ด้วย ดีกว่า” นางเอ่ยบอกเสียงเบา
ในขณะที่ทั้งสองกำ ลังพูดคุยกันก็ได้ยินเสียงพูดของเฉิงเจียว เหนียงดังขึ้นลอยมา
“…ถอดอาภรณ์ออกเถิด…”
ทั้งสองพลันตะลึง มองไปทางด้านนั้นทันที
นอนหลับจะถอดเสื้อผ้าก็เป็นเรื่องปกติ…
“…คืนนี้ก็จะเอาอีกหรือ…”
เสียงอ่อนระโหยโรยแรงของจิ้นอันจวิ้นอ๋องดังลอยมา
ปั้นฉินกับซู่ซินพลันหลบสายตาอีกฝ่าย ใบหน้าต่างแดงก่ำ
ซู่ซินดึงมือปั้นฉินไว้ ซวนเซถอยไปยังห้องโถง วิ่งไปยังห้องรอง อีกด้าน พลางรีบร้อนดับไฟ
ภายในห้องตกสู่ความมืดมิด ทางด้านห้องนอนก็มีเสียงครวญ ครางอู้อี้ดังขึ้นเบาๆ
ซู่ซินดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง
นายหญิงโปรดเห็นใจข้าด้วยเถิด