มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 33 เหมือนคนคนเดียวกัน
ในความเป็นจริงคนที่เคยเห็นจิ๋งจิ่วลงมือนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่ตายไปหมดแล้ว ดังนั้นนอกจากพวกเจ้าล่าเยวี่ยแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาโหดแค่ไหน
แต่ทุกคนรู้ว่าเขาพูดน้อย
วันนี้เขาพูดประโยคยาวๆ อย่างที่ยากจะได้เห็นในเวลาปกติสองประโยค แต่มันกลับเป็นการติเตียนสำนักจงโจว?
ภายในตำหนักมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา จากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ต่อให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักชิงซาน แต่ท่านผู้นั้นคือนักพรตไป๋นะ แล้วเจ้าใช้น้ำเสียงที่เหมือนผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กพูดกับนางได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นสำนักจงโจวพาคนมามืดฟ้ามัวดินขนาด นี้ แต่สุดท้ายกลับต้องจากไปอย่างเงียบๆ เพียงเท่านี้ก็เสียหน้ามากพอแล้ว สำนักชิงซานที่ได้รับชัยชนะยังคิดจะทำอะไรอีก?
เหตุผลที่จิ๋งจิ่วพูดสองประโยคนั้นง่ายมาก นั่นเพราะเขาต้องการเตือนอีกฝ่าย
ครั้งนี้ดูเหมือนสำนักชิงซานจะได้อะไรกลับไปเยอะมาก ทั้งรักษากฎของงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเอาไว้ได้ ส่วนแบ่งของสำนักกระบี่ซีไห่ก็ได้มาเป็นของตน มือที่ยื่นลงไปในดินแดนหมิงของส สำนักจงโจวข้างนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อไปการจะเอาทรัพยากรจากใต้ดินก็จะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมาก แต่ทุกคนต่างรู้ว่าสำนักชิงซานต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้แค่ไหนเพื่อ อเรื่องนี้?
จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าถงเหยียนจะกลับมาอย่างปลอดภัยได้หรือเปล่า
การจะสังหารปุโรหิตและเหล่ายอดฝีมือของเผ่าหมิงเหล่านั้น สำนักชิงซานย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนไปเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นหินผลึก ยาวิเศษและเวลาที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรซึ่งเป็นสิ่งที่ ล้ำค่าที่สุด
ถ้าพูดให้ถูก ค่าตอบแทนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสำนักจงโจวบีบให้สำนักชิงซานต้องออกมา
จิ๋งจิ่วบอกนักพรตไป๋ว่าอย่าได้มีครั้งต่อไป ดูเผินๆ แล้วอาจฟังดูเหมือนว่าเขาพูดถึงเรื่องอุโมงค์ในหุบเขาจวี้หุนและเรื่องที่เผ่าหมิงบุกขึ้นมาบนโลก แต่ความจริงแล้วนั่นคือก การเตือนอย่างเปิดเผยว่าสำนักจงโจวอย่าได้พยายามสั่นคลอนตำแหน่งบนแผ่นดินเฉาเทียนของสำนักชิงซานอีก ไม่อย่างนั้นสำนักชิงซานจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งนี้
บรรยากาศภายในตำนักแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาอย่างมาก
เมฆหมอกที่ปกคลุมนักพรตไป๋ค่อยๆ ไหลเวียน หมุนวน
เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปในตอนนี้
ก็เหมือนกับท้องทะเลที่ไร้ซึ่งลม เปลี่ยนเป็นเหมือนกระจกบานหนึ่ง
ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
หากนักพรตไป๋ลงมือ ตำหนักแห่งนี้จะต้องกลายเป็นเศษซาก วัดกั่วเฉิงเองก็อาจจะกลายเป็นเศษซาก
ทะเลตะวันตกที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้จะเกิดคลื่นอันรุนแรงจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้คนที่มาสวดภาวนาและร่ำไห้อยู่สองข้างทางของถนนจะตายทั้งหมด
จากนั้นโลกแห่งการบำเพ็ญพรตก็จะทำสงครามกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่งดงามจะถูกทำลาย อย่างเช่นสะพานน้อยๆ ที่อยู่เหนือลำธาร อย่างเช่นหอเด็ดดาว
จากนั้นแผ่นดินเฉาเทียนก็จะกลับไปเมื่อหนึ่งพันปีก่อน เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจจะสูญสิ้นได้ทุกเมื่อ
ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้
ปู้ชิวเซียวก้าวมาข้างหน้าสองก้าว
เท้าของฉานจึไม่รู้ว่าลงมาอยู่ที่พื้นตั้งแต่เมื่อไร
อาต้าซุกลงไปในอ้อมอกของเจ้าล่าเยวี่ย
ข่ายพลังของวัดกั่วเฉิงเตรียมพร้อมเปิดใช้งาน
ในที่สุดช่วงเวลานั้นก็มาถึง
ปฏิกิริยาของนักพรตไป๋นั้นเหนือไปจากที่ทุกคนคิดเอาไว้
นางมองดูจิ๋งจิ่ว พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “รับทราบ”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ นางก็พาศิษย์ชิงซานออกไปจากวัดกั่วเฉิง นั่งเรือเมฆบินไปทางเหนือ
ผู้คนที่อยู่ในวัดกั่วเฉิงมองดูเรือลำใหญ่ที่ค่อยๆ หายลับไปในขอบฟ้าลำนั้น ภายในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อนอย่างมาก ทั้งรู้สึกดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ แล้วก็มีความรู้สึกไม่เข้ าใจอยู่เป็นจำนวนมาก
นี่มิใช่นิสัยของสำนักจงโจวแน่นอน
ในช่วงเวลาสองปีหลังนักพรตหลิ่วฉือจากไป ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือว่าโลกแห่งการบำเพ็ญพรต ท่าทีของสำนักจงโจวก็ล้วนแต่แข็งกร้าว ด้วยเหตุนี้ถึงได้มีงานชุมนุมในวัดกั่วเฉิงครั้งนี้ข ขึ้น
ผลสุดท้ายเรือเมฆก็จากไปแบบนี้จริงๆ นักพรตไปไม่ทำอะไร ทั้งยังพูดว่ารับทราบ?
บัณฑิตคนหนึ่งของเรือนอี้เหมาส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า “ใครจะคิดบ้างว่างานชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้จะเลิกราไปง่ายๆ แบบนี้”
ซีอี้อวิ๋นส่ายศีรษะออกมา “หากเจ้ารู้ว่าสำนักชิงซานสังหารมารเผ่าหมิงที่เขาเหลิ่งซานอย่างโหดเหี้ยมแค่ไหน เจ้าจะไม่พูดแบบนี้”
“ถูกต้อง เดิมการปะทะกันของสำนักชิงซานกับสำนักจงโจวก็ไม่ได้อยู่ในวัดกั่วเฉิงอยู่แล้ว หากแต่อยู่ในเขาเหลิ่งซาน กระทั่งอาจจะอยู่ในดินแดนหมิง”
ปู้ชิวเซียวเก็บจานฝนหมึกหางมังกรกลับเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นเดินไปฝั่งตรงข้าม ยกมือบอกลูกศิษย์อย่างซีอี้อวิ๋นและหลิ่วสือซุ่ยว่าไม่ต้องตามตนเองมา
ฝั่งตรงข้ามคือสำนักชิงซาน
พวกเจ้าล่าเยวี่ยรู้ว่าเขามีคำพูดจะพูดกับจิ๋งจิ่ว จึงถอยออกไปอย่างรู้ตัว
ปู้ชิวเซียวมองดูใบหน้าที่อ่อนเยาว์และงดงามใบหน้านั้น คิดถึงการสนทนากับอีกฝ่ายในเมืองเจาเกอครั้งนั้น ภายในใจอดรู้สึกทอดถอนใจขึ้นมาไม่ได้
เขาเคยเป็นกำลังหลักที่อายุน้อยที่สุดของสำนักฝ่ายธรรมมะ เพียงแต่ตอนที่เขาเป็นเจ้าเรือนอี้เหมา อายุเขาก็มากกว่าจิ๋งจิ่วในตอนนี้มากนัก
ปู้ชิวเซียวกล่าวว่า “ยังไม่ได้แสดงความยินดีที่ท่านกลายเป็นเจ้าสำนัก”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”
ผู้บำเพ็ญพรตเน้นย้ำเรื่องละวางอารมณ์และกิเลส แต่พวกเขาก็ทำเรื่องที่ขัดกับวิถีของตนเอง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นี่มันก็ไม่ได้เกี่ยวเรื่องพลังและอำนาจเลย
คำตอบของเขาย่อมต้องมีเหตุผล แต่บนโลกนี้จะมีผู้บำเพ็ญพรตสักกี่คนที่สามารถทำเช่นนี้ได้?
ปู้ชิวเซียวพบว่าคำตอบของเขามิใช่เป็นการถ่อมตัว หากแต่คิดเช่นนี้จริงๆ จึงยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา เขากล่าวว่า “ได้ยินว่าสือซุ่ยทำเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวหนึ่งให้ท่าน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เขาเคยเห็นข้าทำ”
ปู้ชิวเซียวเปลี่ยนประเด็นว่า “แล้วชิงซานในตอนนี้เอาอย่างใครอย่างนั้นหรือ?”
มีคำพูดบางคำที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาจนหมดก็รู้ได้ว่าหมายถึงอะไร
ทุกคนต่างมองออก ที่สำนักชิงซานสามารถสังหารมารเผ่าหมิงได้เยอะขนาดนี้ นั่นจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับดินแดนหมิงอย่างแน่นอน
“ข้าไม่อยากให้พวกท่านเป็นเศษมรดกความชั่วร้ายของไท่ผิงโดยมีความช่วยเหลือจากเผ่าหมิง”
ปู้ชิวเซียวกล่าวว่า “หากมีวันนั้นจริงๆ ข้าจะคิดเสียว่าการสนทนาภายในเมืองเจาเกอครั้งนั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น”
ความหมายของคำพูดประโยคนี้เองก็ชัดเจนเป็นอย่างมากเช่นกัน
หากสำนักชิงซานไม่สามารถสลัดอิทธิพลของนักพรตไท่ผิงให้หลุดออกไปได้ เช่นนั้นปู้ชิวเซียวก็จะไม่ยอมรับการข่มขู่จากจิ๋งจิ่วอีกต่อไป ต่อให้ต้องสูญเสียตำแหน่งและชื่อเสียง เขาก็จะล ลุกขึ้นมาสู้กับสำนักชิงซาน
จิ๋งจิ่วค่อนข้างชื่นชมปู้ชิวเซียว จึงยอมกล่าวอธิบายเล็กน้อย “ข้าส่งศิษย์ชิงซานลงไปล่วงหน้าคนหนึ่ง”
ปู้ชิวเซียวคิดไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ เขางุนงงเล็กน้อย รู้สึกชื่นชมศิษย์หนุ่มของชิงซานที่ลงไปในดินแดนหมิงผู้นั้นอย่างมาก ก่อนกล่าวว่า “หวังว่าเขาจะกลับมาอย่างปลอดภัย ย
……
……
การบำเพ็ญเพียรของมหาปุโรหิตมีปัญหา เวลานี้กำลังเก็บตัวล้างร่างกายอยู่ในแม่น้ำหมิง เหล่าปุโรหิตกำลังตกอยู่ในสภาพเหมือนฝูงมังกรที่ไม่มีผู้นำ ยิ่งไปกว่านั้นก็เหมือนอย่างที่จ จิ๋งจิ่วคิดเอาไว้ ทุกวันปุโรหิตเหล่านั้นจะได้รับการกราบไหว้บูชาจากประชาชน ใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อและฟอนเฟะ เมื่ออยู่ภายใต้ความเย้ายวนของลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิง พวกเขาแทบจะไม่สามาร รถคิดใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ ถึงได้ถูกหมิงซือดึงเข้ามาอยู่ในกับดักของถงเหยียน
ทว่าต่อให้ปุโรหิตเหล่านั้นจะโง่เขลาแค่ไหน แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นติดต่อกัน ในที่สุดพวกเขาก็รู้ตัวขึ้นมา จึงคิดอย่างตกตะลึงและโกรธแค้นว่านี่คือแผนการของพวกมนุษย์
กระท่อมที่ปูด้วยใบไม้สีทองยิ่งดูงดงามเมื่ออยู่ในโลกสีขาวดำ เหมือนดั่งความฝันก็มิปาน เมื่อเทียบกับมันแล้ว ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นเหมือนแท่งหมึกต้นนั้นกลับมีความงดงามอีกอย่าง งหนึ่ง
ถงเหยียนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ มองดูกองทัพของทั้งสองฝ่ายที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่บนทุ่งกว้างที่อยู่ห่างไกลออกไป จู่ๆ พลันถามขึ้นมาว่า “หกร้อยปีมานี้ โลกเบื้องล่างคอยแอบส่งทรัพยากรขึ นไปให้เขาอวิ๋นเมิ่งไม่ขาดสาย เช่นนั้นอุโมงค์จะต้องมีความคงที่อย่างแน่นอน เช่นนั้นเหตุใดปุโรหิตเหล่านั้นถึงไม่ลองใช้เส้นทางนั้น?”
หมิงซือลอยขึ้นมาอยู่ในระดับความสูงที่เท่ากับเขา ก่อนกล่าวว่า “อุโมงค์เส้นนั้นอยู่ในการควบคุมของมหาปุโรหิต ยิ่งไปกว่านั้นเขาอวิ๋นเมิ่งยังสั่งห้ามไม่ให้เข้าออกทางนั้นเด็ดขาด เจ้าน่าจะเข้าใจเหตุผลนะ”
ข่ายพลังที่ใช้ขนทรัพยากรได้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถขนส่งสิ่งมีชีวิตได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือสำนักจงโจวไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นเห็นว่าตนเองได้รับผลประโยชน์จากดินแดนหมิงมา าโดยตลอดอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่อาจให้ใครพบเจอหลักฐานที่ชัดเจนได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาที่มีสถานะสูงส่งอยู่ในใจประชาชนด้วยภาพลักษณ์ผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์และมีความเป็นห่วงเ เป็นใยใต้หล้าจะแก้ต่างให้ตนเองได้อย่างไร?
ถงเหยียนกล่าวว่า “อุโมงค์ที่คงอยู่มาหกร้อยปี….ยังไงก็ยังรู้สึกว่าเป็นไปได้ยากที่จะแอบซ่อนเอาไว้ และที่น่าแปลกก็คือตอนที่ข้าอยู่ในข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่ง ข้าไม่พบเห็นร่องรอ อยอะไรเลย”
หากพูดถึงเรื่องความเข้าใจที่มีต่อข่ายพลังเขาอวิ๋นเมิ่งแล้วล่ะก็ ตอนนี้นอกจากนักพรตไป๋นักพรตถานและฉีหลินแล้ว ก็น่าจะมีเพียงอดีตศิษย์อัจฉริยะของสำนักจงโจวผู้นี้เท่านั้นที่ รู้จักมันดี
เพราะว่าเขาขุดโพรงอยู่ด้านล่างเขาอวิ๋นเมิ่งมาเป็นเวลาหลายปี
บนใบหน้ากึ่งโปร่งแสงของหมิงซือเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ค่อนข้างแปลกประหลาด เขากล่าวว่า “อุโมงค์นั้นลึกลับเป็นอย่างมาก ข้าเองก็ยังหาไม่เจอ ดังนั้นเจ้าอย่าคิดที่จะหยั่งเชิงข้าเล ลย”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ข้าเพียงแต่สงสัยในเรื่องเหล่านี้”
หมิงซือพลันชูมือขึ้นไปในท้องฟ้าที่มืดสลัว จากนั้นครู่หนึ่งกล่าวว่า “พอเท่านี้แล้วกัน”
ถงเหยียนมองไม่เห็นว่าในมือเขามีอะไร แต่ว่ารับรู้ได้ถึงความรู้สึกอันตรายอย่างรุนแรง กล่าวว่า “อย่างนั้นขอลา”
หมิงซือชี้ไปยังสนามรบที่อยู่ห่างออกไป กล่าวว่า “ถ้าหากเจ้าออกไปตอนนี้ ข้าไม่สามารถรับรองได้ว่าจะข้าจะมีชีวิตรอดส่งเข้าไปถึงก้นบ่อ”
ถงเหยียนรู้ว่าถึงแม้คำพูดของหมิงซือจะฟังดูค่อนข้างน่าเหลือเชื่อ แต่มันก็มีความจริงอยู่หลายส่วน
ปุโรหิตเหล่านั้นรู้ตัวว่าถูกเขาหลอกแล้ว ทุกคนกำลังอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง
เมืองหลวงของเผ่าหมิงในเวลานี้ได้ถูกกองทัพสลพชีพของเหล่าปุโรหิตล้อมเอาไว้ กระทั่งบนท้องฟ้าก็มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ครั้งนี้สิ่งที่ทหารเผ่าหมิงที่คลุ้มคลั่งไม่กลัวตายและเหล่าปุโรหิตที่มีดวงตาแดงก่ำเหล่านั้นต้องการมิใช่ตำแหน่งจักรพรรดิ หากแต่เป็นชีวิตของเขา
“เมืองหลวงไม่มีทางถูกโจมตีจนแตก เจ้าอยู่ที่นี่ก็จะมีชีวิตรอดไปได้” หมิงซือมองดูดวงตาเขาพลางกล่าวว่า “จะว่าไปแล้วมันก็น่าขัน แต่ตอนนี้ข้ามองเห็นเงาบางส่วนของอาจารย์บนตัวเ เจ้าจริงๆ ข้าเชื่อว่าหากมีความช่วยเหลือของเจ้า ข้าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่นี่ได้”
สำหรับถงเหยียนแล้ว การจะปรับตัวเข้ากับสถานที่ที่มีเพียงสีขาวและสีดำเหมือนอย่างดินแดนหมิงนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ปัญหาก็คือที่นี่ไม่มีพลังวิญญาณ เมื่อปราณก่อกำเนิดหลั่งไหล ลออกไป เขาก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนกระทั่งตายไป เขากล่าวว่า “ข้าไม่อยากเป็นกุนซือที่นอนเปลี้ยอยู่บนเก้าขี้เข็นหรือว่าบนเปลหาม”
หมิงซือยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ถ้าแค่สองสามปีก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนเจ้าได้”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร?”
หมิงซือกล่าวว่า “ก่อนอื่นคือเจ้าต้องช่วยข้าสืบว่าจิ๋งจิ่วเป็นใครกันแน่”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ข้าไม่เข้าใจความหมายของท่าน”
หมิงซือกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าเขาไม่มีทางใช่คนผู้นั้น แต่ตอนนี้ข้ากลับเริ่มลังเลแล้ว”
ถงเหยียนนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
“หากเขาเป็นคนผู้นั้นจริงๆ ข้าคงจะหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะร่วมมือกับเขาต่อ”
บนใบหน้ากึ่งโปร่งแสงของหมิงซือมีเส้นแสงจำนวนหลายเส้นปรากฏขึ้นมา ดูแปลกประหลาดแต่กลับน่าเกรงขาม เหมือนกับรูปปั้นเทพเจ้าที่ีสีหลุดลอกออก
……
……
เสียงคลื่นในทะเลตะวันออก เมื่อฟังดูใกล้ๆ แล้วมีความคล้ายกับเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงมาจริงๆ นี่มีความเกี่ยวข้องกับการที่ริมทะเลนั้นเต็มไปด้วยโขดหินที่มีความแข็งและมีรูปร่างที่แต ตกต่างกันออกไป บนผนังของบ่อผ่านฟ้าเองก็มีหินที่มีลักษณะเดียวกัน มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก ตะไคร่สีเขียวจำนวนมากเกาะอยู่บนก้อนหินจนทำให้ลื่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมียันต์ และข่ายพลังจำนวนนับไม่ถ้วนที่ติดเอาไว้มาเป็นเวลานานแสนนาน นอกจากสิ่งมีชีวิตใต้ดินบางชนิดแล้วก็แทบจะไม่มีอะไรที่จะปีนขึ้นมาได้
จักจั่นเหมันต์พลิกตัวบนฝ่ามือของจิ๋งจิ่ว จากนั้นหายไปยังที่อื่น
ลมทะเลในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงนั้นค่อนข้างหนาวเย็น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือว่า ฉานจึจึงลูบศีรษะที่เรียบลื่นของตัวเอง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อย
“ท่านสมคบคิดกับดินแดนหมิงจริงๆ ด้วย”
“เปลี่ยนคำพูด”
“ท่านสมคบคิดกับดินแดนหมิงได้แล้วจริงๆ ด้วย”
จิ๋งจิ่วไม่สนใจเขาอีก หากแต่เดินไปริมทะเล
ฉานจึเดินตามอยู่ข้างหลังเขา เท้าที่เปลือยเปล่าทั้งสองข้างเหยียบไปบนก้อนหินที่แหลมคม คล้ายไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า “หมิงซือใช่ไหม? หมิงซือใช่ไหม!”
จิ๋งจิ่วหยุดฝีเท้า กล่าวถามด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า “เสียงดังกว่านี้อีกได้ไหม?”
“ได้สิ ตอนเด็กๆ ข้าเคยเรียนวิธีคำรามของปีศาจภูเขาจากพ่อบุญธรรม”
ฉานจึกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า “ว่าแต่ท่านนั่นแหละ ท่านกลัวอะไร? ท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้มันให้คนอื่นรู้ไม่ได้? อย่างนั้นทำไมท่านยังทำอีก?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ยุ่งยากเกินไป”
หลังกลับไปชิงซาน ไม่แน่อาจจะต้องอธิบายให้หยวนฉีจิงฟังอีก เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาหน่อยๆ
ฉานจึมองดวงตาเขาพลางกล่าวว่า “หมิงซือเป็นนักเรียนของไท่ผิง ดังนั้นสรุปแล้วก็คือครั้งนี้พวกท่านศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมมือกันเล่นงานสำนักจงโจว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ถูกต้อง ไม่ทำก็น่าเสียดาย”
นี่เป็นเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับ เพราะสถานการณ์มันเป็นใจอย่างมากจริงๆ
ก็เหมือนที่่ว่าทำไมถึงเตะคน นั่นก็ย่อมต้องเป็นเพราะมุมมันได้พอดี
ฉานจึกล่าวว่า “อย่าลืมล่ะว่าข้าถูกศิษย์พี่ของท่านฆ่าตาย”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “นั่นมันชีวิตที่แล้ว”
ฉานจึกล่าวว่า “พี่ชายฮ่องเต้ของทานก็ถูกเขาฆ่าตาย”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าก็เลยจะฆ่าเขา”
ฉานจึนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “ความจริงพวกท่านศิษย์พี่ศิษย์น้องสู้หลิ่วฉือไม่ได้ เขาดูสุภาพอ่อนโยน แต่กลับมีความหนักแน่น อืม….หยวนฉีจิงเองก็ดีกว่าพวกท่าน”
จิ๋งจิ่วกล่าว “แต่พวกข้ายังมีชีวิตอยู่”
ดังนั้นเขาจึงไม่ยกโทษให้หลิ่วฉือ
ฉานจึเข้าใจความหมายของเขาประโยคนี้ จึงไม่ได้พูดอะไรอีก
แสงอาทิตย์ตกกระทบลงบนทะเลตะวันออก เกิดเป็นลมทะเลพัดขึ้นมาแผ่วเบา
สายลมดันน้ำทะเล เกิดระลอกคลื่นเป็นชั้นๆ ซัดสาดใส่โขดหิน แตกกระจายเป็นฟองน้ำสีขาวเล็กๆ
ความรู้สึกในการชมทิวทัศน์จะเป็นอย่างไร มันก็ต้องดูอารมณ์ของคนที่ชมทิวทัศน์ในเวลานั้น
น้ำทะเลแตกง่ายกว่าเครื่องเคลือบ
เมื่อคิดถึงหลิ่วฉือที่กลายเป็นสายฝนในฤดูใบไม้ผลิ ทิวทัศน์ที่งดงามเช่นนี้ก็มีแต่จะทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวังและโกรธเกรี้ยว
จิ๋งจิ่วและฉานจึยืนอยู่ริมผา สายตามองดูเกลียวคลื่นที่อยู่ใต้เท้า ก่อนจะทอดตามองออกไปยังที่ที่ไกลออกไป
“หลังจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?”
“ข้าอยากจะลองดูอีกครั้ง”
ฟังธรรมอยู่ในวัดกั่วเฉิง สะบั้นกระบี่ในทะเลตะวันตก พากระบี่พรหมจรรย์ท่องไปบนโลก
เขาเคยลองหลอกล่อนักพรตไท่ผิงออกมาฆ่าถึงสามครั้งแล้ว สองครั้งแรกเกือบสำเร็จ ครั้งหลังสุดไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หากดอกบัวหมายถึงการกลับมาเกิดใหม่ อย่างนั้นนักพรตไท่ผิงในตอนนี้ก็น่าจะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอที่สุด เขาอยากจะลองดูอีกครั้งหนึ่ง