มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 34 ลำแสงต่างๆ ผิวน้ำต่างๆ
ฉานจึกล่าวกับเขาว่า “ท่านต้องไปเผชิญหน้ากับไท่ผิง ไม่ควรจะไปหาเรื่องสำนักจงโจว แล้วก็ยิ่งไม่ควรจะไปพูดกับนักพรตไป๋เหมือนสั่งสอนเด็กน้อย”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หากข้าเป็นข้า ทำไมถึงไม่ได้?”
ปรมาจารย์เกาะหมอกหนานชวีตายไปแล้ว อาจารย์อาไท่หลูยังถูกขังอยู่ในคุกกระบี่ ทั่วทั้งแผ่นดินเฉาเทียนในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือว่าความอาวุโส เขาก็ล้วนแต่เป็นคนที่สูงที สุด
“ท่านน่าจะรู้ดี สำนักจงโจวนั้นเป็นของตระกูลไป๋มาโดยตลอด ตระกูลไป๋แข็งแกร่งแค่ไหน ท่านเองก็รู้ดีกว่าใคร”
ฉานจึกล่าวว่า “ท่านถูกยายของนางโจมตีจนตกลงมา ไม่มีทางที่ตอนนี้นางจะยังคาดเดาไม่ได้ว่าท่านเป็นใคร”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อืม?”
ฉานจึกล่าวว่า “หากนางรู้ว่าท่านเป็นใคร เหตุใดถึงไม่ทำอะไร? นี่มันแปลกอย่างมาก”
“หลายๆ เรื่องบนโลกนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับการเล่นหมากล้อม ถงเหยียนชอบเดินนำหน้า วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า ล่อลวงให้คนมาติดกับ แต่ข้าไม่เหมือนกัน”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าชอบรอให้อีกฝ่ายวางกับดัก จากนั้นค่อยทำลาย”
ฉานจึกล่าวว่า “แบบนั้นจะทำให้สูญเสียความได้เปรียบได้”
ฉานจึกล่าวว่า “แต่ข้ามองเห็นความคิดของอีกฝ่าย อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์”
ฉานจึมองเขา กล่าวว่า “ข้าเข้าใจความหมายของท่าน แต่ว่าข้าก็ยังรู้สึกว่าท่านเพียงแค่ขี้เกียจ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อาจจะ”
ฉานจึกล่าวว่า “แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าแค่นักพรตไป๋วางหมากลงมาตัวหนึ่งก็ขยี้ท่านจนตายได้แล้ว ต่อให้ท่านจะมองเห็นความคิดของนาง มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
ตายในที่นี้คือการตายจริงๆ มิใช่การตายบนกระดานหมากล้อม
จิ๋งจิ่วมองไปยังเรือมหาสมบัติที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในส่วนลึกของทะเลตะวันออก กล่าวว่า “เจ้าคิดว่าทำไมตอนนี้ข้าถึงยอมออกมาเดินข้างนอก?”
นี่ย่อมมิได้เป็นเพราะเขาเป็นเจ้าสำนักชิงซาน บนแผ่นดินเฉาเทียนเลยไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเขา หากแต่เป็นเพราะตัวเขาในตอนนี้มีความมั่นใจว่ายากจะมีคนสังหารเขาได้
ฉานจึกล่าวว่า “ด้วยสภาวะของท่านในตอนนี้ นอกจากเพลงกระบี่ประหลาดนั่นแล้วยังมีอะไรที่สามารถใช้ปกป้องตัวเองได้อีก? มันก็เป็นเพราะว่าตอนนี้ท่านบรรลุขั้นแหวกทะเล ในที่สุดก็ใ ใช้ลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงได้แล้วใช่หรือเปล่า? แต่ท่านอย่าลืมเสียล่ะว่าท่ายเคยรับปากจักรพรรดิแห่งหมิงเอาไว้ว่าสักวันท่านจะส่งลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงกลับไป เมื่อถึงตอนนั้นห หมิงซือจะทำอย่างไรกับท่าน เขาเป็นนักเรียนของไท่ผิงนะ”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ค่อยว่ากัน”
ฉานจึพลันกล่าวขึ้นมาว่า “นักพรตไป๋ไปหาจิ่งซูมาแล้ว”
จิ๋งจิ่วแปลกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “จำไม่ได้ว่าพวกนางรู้จักกัน”
ฉานจึกล่าวว่า “ในอดีตตอนที่ท่านเก็บตัวอยู่บนยอดเขาซั่งเต๋อ พวกนางเคยเจอกันที่ตงเหย่ จากนั้นก็ติดต่อกันมาโดยตลอด”
ในเมื่อเก็บตัวอยู่บนยอดเขาซั่งเต๋อ ไม่ได้เก็บตัวบนยอดเขาเสินม่อ เช่นนั้นอย่างน้อยก็เป็นเรื่องเมื่อหกร้อยปีก่อน
“เมื่อหกร้อยปีก่อน สำนักเสวียนหลิงตัดสินใจตามชิงซานก็เพราะว่าท่าน อันที่จริงจิ่งซูเป็นญาติของท่าน แต่นางมีเพียงความหวาดกลัวต่อท่าน หาได้มีความรู้สึกเคารพแม้แต่น้อย”
ฉานจึกล่าวว่า “เพราะก่อนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนจะขึ้นครองราชย์ ในเมืองเจาเกอเจิ่งนองไปด้วยเลือด สมาชิกในราชวงศ์เก้าในสิบล้วนตายไป คนที่ผ่านเรื่องนั้นมา มีใครบ้างไม่หวาดกลัว?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าอยากพูดอะไร?”
ฉานจึกล่าวอย่างเฉยชาว่า “บนแผ่นดินเฉาเทียนก่อนที่จะมีงานชุมนุมเหมยฮุ่ย มนุษย์เกือบจะต้องดับสูญ แต่สุดท้ายมีมนุษย์กี่คนที่ถูกคลื่นอสูรแคว้นเสวี่ยสังหาร? คนที่ตายเพราะคลื่ นอสูรยังมีจำนวนไม่มากเท่าคนที่ถูกผู้อพยพ ผู้บำเพ็ญพรตวิถีมาร หรือกระทั่งผู้บำเพ็ญพรตฝ่ายธรรมะสังหารด้วยซ้ำ ดังนั้นใต้หล้าจะวุ่นวายไม่ได้ หากวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นข้า ากับเฉาหยวนก็จำเป็นต้องออกมา”
……
……
แสงอาทิตย์ที่เหมือนกันทอแสงลงมายังทะเลสาบหลีหมิง ส่องสว่างทะเลสาบที่อยู่ในหมู่เขาแห่งนี้จนดูเหมือนกระจกบานใหญ่
นักพรตไป๋ยืนอยู่บนยอดเขา มองดูทิวทัศน์ที่งดงามนี้ ไม่รู้ว่าคิดถึงคันฉ่องฟ้ากระจ่างขึ้นมาหรือเปล่า ถึงได้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่เป็นเวลานาน
ริมทะเลสาบหลีหมิงและบนเกาะเล็กๆ เหล่านั้นอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด เหล่าลูกศิษย์ของสำนักเสวียนหลิงต่างมีใบหน้าขาวซีด หวาดกลัวจนถึงขีดสุด
เฉินเสวี่ยเซียวนั่งอยู่บนเก้าอี้เข็น มองดูยอดเขาอย่างเงียบๆ
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักเสวียนหลิง นางจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้นยังจำเป็นต้องสงบเยือกเย็นเช่นนี้ด้วย ถึงแม้อีกประเดี๋ยวจะต้องตายก็ตาม
เซ่อเซ่อยืนอยู่ด้านหลังรถเข็น ใบหน้าเล็กๆ เชิดขึ้น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกจนปัญญา
หลังจบงานชุมนุมที่วัดกั่วเฉิง นักพรตไป๋ไม่ได้ตามเรือเมฆกลับไปยังเขาอวิ๋นเมิ่ง หากแต่มายังสำนักเสวียนหลิง ไปยังสุสานบนยอดเขาแห่งนั้น
เหล่าไท่จวินถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งนั้น
ไม่มีใครรู้ว่านางมาทำไม ถ้าหากเพียงแค่มากราบไหว้เพียงอย่างเดียวก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าหากนางคิดจะมาล้างแค้นแทนเหล่าไท่จวินเพราะเรื่องก่อนหน้านี้ อย่างนั้นสำนักเสวียนหลิงควรจะ ทำอย่างไรดี? ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียนที่บรรลุสภาวะขั้นมหายานคิดอยากจะทำอะไร ยังจะมีใครสามารถขัดขวางนางได้?
เพราะบนโลกนี้มีชิงซานอยู่เพียงแห่งเดียว
นักพรตไป๋มองดูทะเลสาบหลีหมิงอย่างเงียบๆ จนกระทั่งแสงอาทิตย์เคลื่อนคล้อย น้ำในทะเลสาบกลายเป็นสีแดง นางถึงจะดึงสายตากลับมา
นางเดินไปตรงหน้าป้ายสุสานป้ายหนึ่ง มองดูตัวหนังสือที่อยู่บนป้ายหินเหล่านั้น ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “กระทั่งตอนที่ตายเจ้าก็คงจะคิดไม่ถึงว่าเขาก็คือซูกง[1] ที่เจ จ้าหวาดกลัวมาทั้งชีวิตสินะ”
บนป้ายสุสานได้เขียนชีวประวัติของเหล่าไท่จวินเอาไว้ อย่างเช่นในอดีตนางแต่งเข้ามาในสำนักเสวียนหลิงได้อย่างไร ภายหลังพาสำนักเสวียนหลิงไปเป็นพันธมิตรกับสำนักชิงซาน ทำเรื่ องราวที่ยอดเยี่ยมมากมายในโลกแห่งการบำเพ็ญพรต แต่เรื่องราวที่เกิดในสำนักเสวียนหลิงก่อนหน้านี้ไม่ได้เขียนเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นเหล่าไท่จวินยังคงใช้ชื่อเต๋อเหล่าไท่จวิน ไม่ได้ ใช้ชื่อจิ่งซูชื่อนั้น
นักพรตไป๋กล่าวว่า “ตอนนี้มาคิดดูแล้ว ความหวาดกลัวของเจ้ามันก็มีเหตุผลอยู่จริงๆ ถ้าพูดถึงเรื่องการวางแผนและกลอุบายแล้ว ไม่มีใครที่จะสู้ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นั้นได้จริงๆ”
นางไม่รู้ว่าเทพกระบี่ซีไห่ก็เคยมีความรู้สึกทอดถอนใจเช่นนี้เหมือนกัน
“เรื่องในดินแดนหมิงข้าไม่สนใจ ครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น แต่มันก็ทำให้ข้ามั่นใจว่าความคิดของข้านั้นถูกต้อง”
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ในเมื่อเขาถนัดเล่นหมากล้อม อย่างนั้นข้าก็ไม่ควรวางหมาก หากข้าไม่วางหมาก เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าคิดอะไรอยู่?”
ทะเลสาบหลีหมิงที่ต้องแสงอาทิตย์ยามเย็นค่อยๆ มีลมพัดขึ้นมา สายลมพัดตามเชิงเขามาถึงในสุสาน ธงขาวโบกสะบัดส่งเสียงดัง
“ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือถ้าหากพวกเราไม่วางหมาก ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นั้นก็จะเริ่มฆ่ากันเอง เพราะสิ่งที่พวกเขารู้สึกหวาดกลัวมากที่สุดยังคงเป็นอีกฝ่าย”
นักพรตไป๋มองดูป้ายสุสานพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง ง่ายๆ แบบนี้นี่แหละ พวกเราไม่ต้องทำอะไร พวกเขาก็จะฆ่ากันเองจนตาย”
แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลงบนป้ายสุสาน ตัวหนังสือที่สลักอยู่ในหินเหล่านั้นไม่สามารถตอบได้
“ขาของลูกสะใภ้เจ้าถูกเจ้าตัดไปแล้ว เมื่อถึงวันนั้นข้าจะตัดแขนทั้งสองข้างของนาง จากนั้นเอาใส่ไว้ในไห วางไว้หน้าหลุมศพเซ่นไหว้เจ้า”
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยตกลง ท้องฟ้ายามเย็นค่อยๆ เข้มขึ้น ทะเลสาบหลีหมิงแดงขึ้นทุกขณะ มองดูคล้ายโลหิตสดๆ กะละมังหนึ่ง
ภายในสุสานเงียบสงัด มีเพียงลมบนภูเขาที่ยังคงพัดอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย พัดพาเสียงของนักพรตไป๋ให้สลายหายไป
ในคำพูดเหล่านี้ของนางแอบซ่อนข้อมูลเอาไว้มากมาย ไม่ว่าใครมาได้ยินเข้า ก็จะต้องทำให้เกิดความโกลาหลอย่างมากแน่นอน
ความจริงแล้ว ภายในสุสานยังมีบุคคลที่สองอยู่อีกคนหนึ่ง
ร่างของไป๋เจ่าต้องแสงอาทิตย์จนทอดเป็นเงายาวสายหนึ่ง ทำให้นางยิ่งดูอ่อนแอ
คำพูดเหล่านั้นนางล้วนได้ยิน พูดให้ถูกก็คือนี่เป็นจุดประสงค์ที่นักพรตไป๋พานางมาที่นี่
“การวิเคราะห์ของท่านไม่ผิดเพี้ยนแน่หรือ?”
ในขณะที่พูดคำว่าการวิเคราะห์ของท่าน น้ำเสียงของนางยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อย
แต่เมื่อถึงห้าพยางค์หลัง น้ำเสียงของนางก็กลับมาสงบเยือกเย็น
เพียงแต่….ใบหน้าที่ขาวซีดกลับไม่สามารถถูกแสงอาทิตย์ย้อมให้กลายเป็นสีแดงได้
“เกิดเป็นคน หวาดกลัวความโดดเดี่ยว มองหาความสมบูรณ์แบบ ปรารถนาความเข้าอกเข้าใจและเป้าหมายที่ยาวไกล การที่จะเกิดความรู้สึกรักใคร่ชื่นชมคนผู้นั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ”
นักพรตไป๋มองดูบุตรสาวพลางกล่าวว่า “แต่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญพรตเฝ้าตามหาคือการโบยบินกลายเป็นเซียน เช่นนั้นก็ต้องก้าวข้ามธรรมชาติทุกอย่าง”
……
……
ฉานจึออกไปจากริมทะเลตะวันตก แต่คำพูดประโยคนั้นกลับยังล่องลอยอยู่ในเสียงคลื่น
หลังจากนั้นครู่หนึ่งจิ๋งจิ่วถึงจะได้สติขึ้นมา จากนั้นเข้าใจว่านี่เป็นคำเตือน จึงรู้สึกว่าค่อนข้างน่าขัน
เด็กน้อยในวันนั้น ตอนนี้คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะแล้วหรือ?
เตือนข้าอย่างนั้นหรือ? น่าขันเสียงยิ่งกว่าจัวหรูซุ่ยอีก
เสียงคลื่นซัดสาดไม่ขาดสาย คล้ายกำลังเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
จิ๋งจิ่วเดินกลับมายังริมบ่อผ่านฟ้า นั่งขัดสมาธิลงไป หลับตาเริ่มทำสมาธิ ขณะเดียวกันก็รอให้ถงเหยียนออกมา
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยตกลง ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเป็นสีแดงฉาน ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหว
เขาลืมตาขึ้นมา มองดูก้นบ่อที่มืดมิด จากนั้นมั่นใจว่าถงเหยียนไม่ปรากฏตัวแล้ว จึงนิ่งเงียบไปครู่ จากนั้นปล่อยยุงออกไปตัวหนึ่ง
ในเวลานี้เอง เงามืดเงาหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนท้องทะเล จากนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น
เรือกระบี่ชิงซานบินออกมาจากแสงอาทิตย์ยามเย็น
ลำแสงกระบี่จำนวนหลายสายส่องสว่างฟ้าดินที่ดูค่อนข้างมืดสลัว เจ้าล่าเยวี่ยและคนอื่นๆ ลงมายังริมทะเล
ตอนช่วงรุ่งเช้า ในส่วนลึกของทะเลตะวันออกได้มีเรือมหาสมบัติจากเกาะเทพเผิงไหลลำหนึ่งล่องผ่าน ซึ่งก็คือเรือที่เขามองเห็นก่อนหน้านี้
เจ้าล่าเยวี่ยและคนอื่นๆ นั่งเรือกระบี่ไล่ตามไปถามเรื่องบางเรื่อง เพราะว่าเรื่องที่ถามค่อนข้างซับซ้อน ดังนั้นจึงใช้เวลาเล็กน้อย
“เกาะเทพเผิงไหลยังไม่คลายผนึกเกาะ”
กู้ชิงกล่าวรายงาน “ราชาแห่งเรือมหาสมบัติโมโหอย่างมาก ห้ามไม่ให้ผู้บำเพ็ญพรตบนแผ่นดินขึ้นเกาะ ส่วนศิษย์ของชิงซาน.…ห้ามไม่ให้เข้าใกล้ระยะสามพันลี้”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ กระทั่งเขาก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วน เจ้าล่าเยวี่ยเหลียวหน้ามองไปทางทะเล เหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จัวหรูซุ่ยหนังตาห้อยตก คล้ายว่าหลับไปจริงๆ อย่าง งไรอย่างนั้น
นี่บอกว่าห้ามเข้ามาในระยะสามพันลี้นี้ย่อมไม่มีทางเป็นจริงไปเสียทั้งหมด มันเป็นแค่เพียงการปลอบใจตัวเองของราชาแห่งเรือมหาสมบัติเท่านั้น
หากสำนักชิงซานฝืนที่จะเข้าไป เชื่อว่าเขาก็คงจะทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกขโมยเรือไปถึงสองลำ
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ให้เรือกระบี่กลับไปก่อน พวกเจ้าตามข้าไปที่ที่หนึ่ง”
เรือกระบี่ของชิงซานบินฝ่าท้องฟ้ายามเย็นออกไป มุ่งหน้าไปทางตะวันตก ไม่นานก็หายไปในหุบเขาอีกด้านหนึ่ง
สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยที่อยู่ในหุบเขาแห่งนั้นยังคงเงียบสงัด ดอกท้อยังคงเบ่งบาน ดูคล้ายหยดเลือดสีแดงเมื่อต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น
……
……
ลำแสงกระบี่ที่เข้มอ่อนไม่เหมือนกันส่องสว่างผิวน้ำ
ที่นี่มิใช่ริมทะล หากแต่เป็นริมทะเลสาบ
มิใช่ทะเลสาบหลีหมิงที่มีหมู่เขาโอบล้อม หากแต่เป็นทะเลสาบต้าเจ๋อที่กว้างใหญ่ไพศาล
จิ๋งจิ่วเดินไปริมทะเลสาบ มองไปยังส่วนลึกของทะเลสาบต้าเจ๋อ ดูคล้ายสงบนิ่ง แต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยจิตสังหาร
เจ้าล่าเยวี่ยและหลิ่วสือซุ่ยเคยไล่ตามนักพรตไท่ผิงมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งนี้ รู้ว่าฮ่องเต้เซียวซ่อนตัวอยู่ที่นี่ จึงรู้สึกตื่นตัวขึ้นมา
ปรมาจารย์เกาะหมอกหนานชวีตายไปแล้ว ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินตามนักพรตไท่ผิงหลบหนีอยู่ข้างนอก หากสังการผู้หลบหนีกระบี่คนสุดท้ายผู้นี้ได้ เช่นนั้นคงเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก
สีหน้าของจัวหรูซุ่ยเองก็ดีอย่างมาก สายตาเปล่งประกายเหมือนอัญมณี เขาไม่รู้ว่าฮ่องเต้เซียวอยู่ที่นี่ แล้วก็ไม่ใช่ว่าชื่นชอบฆ่าคน เขาเพียงแต่ชอบต่อสู้
มีท่านไป๋กุ่ยมาคอยคุ้มกัน การต่อสู้ครั้งนี้จะต้องสนุกอย่างแน่นอน
กู้ชิงอุ้มกระบี่คมจักรวาลที่มีผ้าหยาบห่อเป็นชั้นๆ เอาไว้ มองไปทางเมืองเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังอย่างตื่นตัว