มรรคาสู่สวรรค์ - ตอนที่ 32 ชิงซานก่อปัญหาเล็กๆ
ตรงนั้นอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าลี้ มีหิมะผุดออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะปลิวลอยขึ้นไปตามลม จากนั้นสลายหายไปกลางอากาศ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ
กฎแห่งกระบี่หยวนฉีจิงมาบัญชาการด้วยตัวเอง นักพรตกว่างหยวนและหนานว่างพร้อมโจมตีทุกเมื่อ ในชั้นเมฆทางด้านนั้นอาจจะยังมียอดฝีมือแอบซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนนมาก
ด้วยความแข็งแกร่งและนิสัยมั่นใจของสำนักชิงซานแล้ว การที่พวกเขายกกำลังมามากขนาดนี้ แสดงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่นั้นยังไม่จบลงอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นยังรุนแรงอย่างมาก ด้วย
“ต้องการให้พวกข้าทำอะไรไหม?” ประมุขนิกายเฟิงเตาถามอย่างไม่ลังเล
การกำจัดเผ่าหมิงคือหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้
นักพรตกว่างหยวนตอบไปอย่างซื่อๆ “ข้าเองก็ไม่รู้ เจ้าสำนักเรียกให้พวกข้ามา พวกข้าก็มา”
ประมุขนิกายเฟิงเตาคิดถึงเจ้าสำนักชิงซานที่อายุยังน้อยผู้นั้น ทันใดนั้นไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอะไร เขามองดูศพของปุโรหิตที่สิบสองพลางกล่าวว่า “จะจัดการอย่างไร? ให้ข้าเอากลับเ เมืองจวี้เย่ไหม?”
“ไม่ต้อง”
ทันทีที่นักพรตกว่างหยวนกล่าวจบ แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าก็ส่องสว่างไปบนกระบี่สุริยันหวนกลับ เปลวเพลิงอันร้อนแรงลุกไหม้ขึ้นมาทันที เผาไหม้ศพของปุโรหิตที่สิบสองจนเป็นเถ้าถ่าน
จากนั้นเขาหยิบเอากระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งดูอย่างตั้งใจ ก่อนจะมั่นใจว่าเวลาและสถานที่ไม่ผิด จึงประสานมือบอกลา ขี่กระบี่บินออกไปหลายร้อยลี้ทางตะวันตกเฉียงเหนือ
เสียงเพลงที่ไม่ค่อยไพเราะเสียงนั้นก็ลอยตามไป พายุหิมะที่โดดเดี่ยวก็หายไปในท้องฟ้า
……
……
ปุโรหิตที่สิบสองมายังโลกมนุษย์ จากนั้นถูกสำนักชิงซานสังหารในทันที เรื่องนี้มันบังเอิญมากเกินไป ย่อมต้องทำให้เกิดการคาดเดาและความสงสัยเป็นอย่างมาก
เซ่อเซ่อบอกว่าสำนักชิงซานไม่จำเป็นต้องอธิบาย จริงอยู่ที่สำนักชิงซานไม่จำเป็นต้องอธิบายให้คนในใต้หล้าฟัง แต่ก็มีบางคนที่เป็นคนพิเศษ
ภายในห้องฌานที่อยู่ในส่วนลึกของสวนจิ้งหยวน ฉานจึดึงแท่งไม้เล็กๆ ออกมาจากในหู ก่อนจะเป่าขี้หูที่ติดตรงปลายไม้ออกไปแล้วกล่าวถามว่า “คิดไม่ถึงว่าท่านจะเดินไปบนเส้นทางเดียว กับนักพรตไท่ผิงในอดีต”
จิ๋งจิ่วคีบเอากาเหล็กที่อยู่บนโต๊ะออกไปวางไกลตัว ก่อนกล่าวว่า “ข้ากับเขาไม่เคยเหมือนกัน”
ฉานจึแคะหูอย่างตั้งใจอีกครั้ง จากนั้นเอาแท่งไม้เล็กๆ โยนไปในดินที่อยู่ด้านนอกหน้าต่าง ก่อนกล่าวว่า “ไม่ว่าใครต่างก็เดาออกว่าพวกท่านติดต่อกับโลกด้านล่าง”
“ไม่ได้หรือ?” เสียงของจิ๋งจิ่วไม่มีอารมณ์แฝงอยู่แม้แต่น้อย
ชางหลงแปลงเป็นคุกสะกดมารอยู่ในเมืองเจาเกอ อุดอุโมงค์ที่อยู่ในหุบเหวลึกเส้นนั้นเอาไว้ ไม่รู้ว่าสำนักจงโจวแอบอ้างชื่อจักรพรรดิแห่งหมิงรีดเอาผลประโยชน์จากเผ่าหมิงมามากน้ อยเท่าไร
มหาปุโรหิตเผ่าหมิงเคยส่งร่างเงามาพบเขาที่เมืองเจาเกอ ในตอนนั้นเขาก็รู้สึกมั่นใจในเรื่องบางเรื่อง
ฉานจึเข้าใจความหมายของเขา กล่าวว่า “ไม่มีหลักฐาน”
จิ๋งจิ่วเทชาให้ตัวเอง ก่อนกล่าวว่า “พวกเจ้าก็ไม่มีหลักฐานเหมือนกัน”
ฉานจึเองก็เทชาให้ตัวเอง ก็จะค่อยๆ จิบไปคำหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ชาดี แต่ไม่ว่าท่านจะร่วมมือกับใครในเผ่าหมิงก็ล้วนแต่มิใช่เรื่องดี”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “กู้ชิงใช้กาเหล็กต้ม ข้าคิดว่าดีมาก”
ฉานจึมองเขา กล่าวว่า “ยังอีกตั้งหลายปี ยึดเอาตำแหน่งเจ้าสำนักมาเร็วขนาดนี้เลย?”
ตั้งแต่ฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาอ่านคัมภีร์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ในห้องฌานห้องนี้ ครุ่นคิดถึงวิธีจำนวนนับไม่ถ้วน ในที่สุดก็เจอแนวทางที่จะแก้ไขข่ายพลังหมอกควันจางหาย
แต่ก็เหมือนอย่างที่ฉานจึได้ว่ามา ตอนนี้จิ๋งจิ่วยังอยู่แค่ขั้นแหวกทะเลระดับต้น ยังห่างจากขั้นทะลวงสวรรค์ระดับสูงสุดอีกไกล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการบรรลุกลายเป็นเซียนเล ลย
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลังคนคนนั้นตายไป ใครเป็นเจ้าสำนักมันก็ไม่ได้ต่างกัน”
ฉานจึกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าหากไท่ผิงตายง่ายขนาดนั้น เขาคงจะตายไปตั้งแต่เมื่อหกร้อยปีก่อนแล้ว เมื่อสามร้อยปีก่อนก็คงจะตายไปแล้วเหมือนกัน เมื่อสามปีก่อนก็คงจะตายไปแ แล้วเหมือนกัน”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดประเด็นนี้ต่อ เขากล่าวว่า “ช่วยข้าจับตาดูตระกูลไป๋เอาไว้ อย่าให้นางติดต่อกับโลกด้านนอก อย่างน้อยช่วงหลายวันนี้ก็ไม่ได้”
ฉานจึกล่าวว่า “เรื่องนี้ง่ายมาก”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าสู้นางไม่ได้”
ตอนงานชุมนุมเหมยฮุ่ยช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฉานจึเคยพูดประโยคนี้กับเยวี่ยเชียนเหมินต่อหน้านักพรตกว่างหยวน ดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นการดูแคลนสำนักจงโจว แต่ความจริงแล้วเป็นการเตือน นสำนักชิงซาน
ผ่านมาครึ่งปี ในที่สุดเขาก็เอาคำพูดประโยคนี้คืนให้แก่ฉานจึ
ฉานจึถอนใจ กล่าวว่า “ที่นี่คือวัดกั่วเฉิงนะ”
ในตอนบ่าย ในที่สุดข้อมูลอย่างละเอียดในตอนที่ปุโรหิตที่สิบสองตายก็ถูกส่งมายังริมทะเลตะวันออก ทุกคนถึงได้รู้ว่าคนที่ลงมือเมื่อวานนี้คือนักพรตกว่างหยวน
เมื่อถึงตอนพลบค่ำก็มีข่าวล่าสุดส่งมาอีกครั้ง ปุโรหิตที่เจ็ดของเผ่าหมิงพาพ่อมดที่เชี่ยวชาญวิชาเพลิงวิญญาณชิงจิตมาสองคน ปรากฏตัวในสถานที่ที่ไม่ไกลจากเมืองจวี้เย่
เทพดาบอยู่ที่เมืองไป๋เฉิง ยอดฝีมือของนิกายเฟิงเขายังไม่ทันลงมือ ปุโรหิตที่เจ็ดและพ่อมดที่เชี่ยวชาญวิชาเพลิงวิญญาณชิงจิตสองคนนั้นก็ตายลงไป
ยังคงตายด้วยกระบี่ของชิงซาน
……
……
ท้องฟ้ายามค่ำคืนมาเยือน แสงดาวค่อยๆ ลอยขึ้นมา เสียงกลองตอนเย็นได้หยุดลงแล้ว การทำวัตรเย็นเสร็จสิ้น วัดกั่วเฉิงตกอยู่ในความเงียบสงัด หากเดินอยู่ในป่าเจดีย์จะสามารถได้ยินเสีย ยงร้องไห้เบาๆ และเสียงสวดภาวนาดังมาจากสองข้างทางของถนนหลวง ไม่รู้ว่าเป็นคนไข้คนไหนที่กำลังจะตาย
การรับรู้ทั้งหกของผู้บำเพ็ญพรตมีความเฉียบคมเป็นอย่างมาก ยอดฝีมือขั้นจิตทารกเหมือนอย่างไป๋เจ่า หากตั้งใจฟังก็จะสามารถได้ยินเสียงคลื่นในทะเลตะวันออกที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี ได้
แต่ในหัวของนางตอนนี้มีคลื่นลมซัดสาด มีเสียงจำนวนนับไม่ถ้วน นางย่อมต้องไม่มีใจจะไปนั่งฟังเสียงที่อยู่ไกลออกไปเหล่านั้น
เมื่อมาถึงด้านนอกสวนจิ้งหยวน สมณะต้าฉางเข้าไปแจ้ง จากนั้นนางเดินเข้าไป
กู้ชิงนั่งทำสมาธิอยู่ตรงหน้าเจดีย์หินองค์นั้น ดูเหมือนไม่มีเรื่องอะไรที่มีค่าพอที่จะทำให้เขากังวลใจ
จัวหรูซุ่ยนั่งสัปหงกอยู่ตรงเจดีย์ด้านขวา ดูเหมือนข้าวเย็นจะกินจนอิ่มอย่างมาก
เมื่อมาถึงห้องฌาน กลิ่นชาจางๆ ลอยมา นางมองดูจิ๋งจิ่วและเจ้าล่าเยวี่ยที่นังอยู่ติดกัน คลื่นลมภายในใจค่อยๆ สงบลง นางกล่าวถามว่า “ยังมีอีกเท่าไร?”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดอะไร เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าถงเหยียนหลอกยอดฝีมือของเผ่าหมิงขึ้นมาได้กี่คน จนถึงตอนนี้ กระทั่งเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมพวกปุโรหิตของเผ่าหมิงถึงได้หลอกง ง่ายขนาดนี้ —- นั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าลัญจกรแห่งจักรพรรดิหมิงนั้นมีความหมายของผู้คนที่อยู่ในโลกด้านล่างอย่างไร
ไป๋เจ่ามองดูดวงตาของเขา กล่าวถามว่า “ศิษย์พี่อยู่ข้างล่างใช่ไหม?”
จิ๋งจิ่วไม่ได้ตอบคำถามนี้เช่นกัน
เจ้าล่าเยวี่ยลืมตาขึ้นมา เก็บไอหมอกจางๆ เข้าไปในร่างกาย จากนั้นมองดูดวงตาของนางแล้วกล่าวถามว่า “เจ้ารู้มากน้อยเท่าไร?”
ไป๋เจ่ากล่าวว่า “ช่วงนี้ถึงจะรู้นิดหน่อย”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ อย่างนั้นก็ไม่ควรมาถามพวกข้า แต่ควรจะไปถามแม่ของเจ้ามากกว่า”
คำพูดประโยคนี้ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดา แต่มันกลับแฝงเอาไว้ด้วยความแหลมคม ยากจะเผชิญหน้าตรงๆ ได้
ไป๋เจ่าออกมาจากสวนจิ้งหยวน มาถึงป่าเจดีย์แห่งนั้น นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
คืนนี้ไม่มีลม ในป่าสนที่อยู่ไม่ไกลไม่มีเสียงคลื่น แต่เสียงคลื่นภายในหูนางกลับดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกเสียงฝีเท้าดังแทรกเข้ามา
คนที่มาคือเซ่อเซ่อ เชวี่ยเหนียง แล้วก็ยังมีเจินเถา พวกนางนัดกันมาเพื่อขอพบจิ๋งจิ่ว
พวกนางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ยิ้มเล็กน้อยพร้อมกล่าวทักทายไป๋เจ่าสองสามประโยค ก่อนจะเดินไปทางสวนจิ้งหยวน
จริงอยู่ที่คืนนี้ไม่มีลม แต่ไป๋เจ่ากลับรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ค่อนข้างหนาว
ไม่ว่าจะในงานประลองวิถีพรต หรือว่าตอนงานชุมนุมแสวงมรรคา เหล่าศิษย์หนุ่มสาวอัจฉริยะล้วนแต่เป็นเพื่อนของนาง
พวกนางเคยดื่มสุรากันที่ริมทะเลสาบ ปฏิญาณร่วมกันว่าจะทำให้โลกนี้สงบสุข
แต่ตอนนี้….ลั่วไหวหนานตายไปแล้ว ถงหลูตายไปแล้ว ถงเหยียนไม่รู้ไปไหน เหอจานกลายเป็นพระ ซูจึเย่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างอย่างกั้วหนานซานถูกขังอยู่ในส สำนัก ออกมาไม่ได้
ในทางกลับกัน ภายในสวนจิ้งหยวนยังมีคนหนุ่มสาวอยู่อีกหลายคน
นางค่อนข้างโดดเดี่ยว
“เดี๋ยวก่อน”
นางตะโกนเรียกเจินเถา ก่อนจะใช้สายตาสอบถามว่าผู้อาวุโสผู้นั้นตื่นขึ้นมาหรือยัง
เจินเถาส่ายศีรษะเพื่อบอกว่าภายในสำนักแม่ชีไม่มีใครรู้ว่านางจะตื่นขึ้นมาเมื่อไร
……
……
วัดกั่วเฉิงไม่มีการประชุมอีก เหล่าผู้บำเพ็ญพรตของสำนักต่างๆ บางคนก็ฉวยโอกาสที่หาได้ยากนี้ขอคำชี้แนะในข้อสงสัยที่เข้าใจได้ยากจากสมณะระดับสูงในวัด บางคนก็แลกเปลี่ยนความรู ในวิชาบางวิชา หรือไม่ก็เดินเล่นไปทั่วทุกที่เหมือนอย่างเซ่อเซ่อและเจินเถา แต่ไม่มีใครที่จะออกไปจากวัดกั่วเฉิง เพราะทุกคนต่างกำลังรอผลที่จะออกมาในตอนสุดท้ายอยู่
ทางเหนือยังคงส่งข่าวมาอย่างต่อเนื่อง
ดินแดนหมิงส่งคนที่ร้ายกาจบางคนมา
จากนั้นก็ตาย
แล้วก็มาอีก
แล้วก็ตายไปอีก
คนที่ลงมือย่อมต้องเป็นสำนักชิงซาน
รุ่งเช้าวันที่เจ็ด แสงแดดยามเช้าส่องสว่างทุ่งรกร้าง
เรือกระบี่ชิงซานขนาดใหญ่ลำหนึ่งบินลงมาบนพื้นดิน
ตำแหน่งที่มารเผ่าหมิงปรากฏตัว ส่วนใหญ่แล้วอยู่รอบๆ เขาเหลิ่งซาน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สำนักบำเพ็ญพรตสำนักต่างๆ และราชสำนักถึงไม่ส่งคนมา อันที่จริงปฏิกิริยาของนิกายเฟิงเตาและราชสำนัก รวมไปถึงสำนักบำเพ็ญพรตบางสำนักนั้นยังพอจะเข้าใจได้ เพราะน นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างเงียบๆ ระหว่างสำนักชิงซานและสำนักจงโจว ไม่มีใครที่อยากจะเข้าไปยืนอยู่ในนั้น แต่ที่น่าแปลกก็คือกระทั่งตัวสำนักจงโจวเองก็ไม่ได้ส่งค คนมา
เมื่อเห็นเรือกระบี่ชิงซานที่อยู่ไกลออกไปลำนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งของนิกายเฟิงเขาได้กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “สำนักชิงซานคิดจะทำอะไรกันแน่?”
เมื่อคืนในเขาเหลิ่งซานได้เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ปุโรหิตคนหนึ่งของดินแดนหมิงได้จุดเพลิงวิญญาณขึ้นมา ทำให้เจ้าแห่งยอดเขาปี้หูเฉิงโหยวเทียนได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วก็ใน นตอนที่ประมุขนิกายเฟิงเตาเตรียมลงมือโจมตี จู่ๆ บนท้องฟ้าพลันมีกระบี่บินจำนวนหลายเล่มบินมา ปุโรหิตผู้นั้นและคนที่เขาพามาด้วยถูกฟันจนกลายเป็นชิ้นๆ จนหมด ประมุขนิกายเฟิงเต ตาที่จับตาดูการต่อสู้อยู่ตลอดเวลาถึงได้รู้ว่าสำนักชิงซานได้ส่งยอดฝีมือออกมาจนหมด หยวนฉีจิงและเจ้าแห่งยอดเขาอีกห้าคน แล้วยังมีผู้อาวุโสขั้นแหวกทะเลอีกแปดคน….ขบวนรบนี้ ไม่ได้ต่างจากตอนที่ทำศึกในทะเลตะวันตกเท่าไรเลย
ประมุขนิกายเฟิงเตานิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “มีเพียงแบบนี้เท่านั้นถึงจะปลอดภัย ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นชิงซานก็รับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ไหว”
ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าการความเคลื่อนไหวแปลกๆ ของดินแดนหมิงครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับสำนักชิงซาน หลายๆ คนถึงขนาดสงสัยว่าสำนักชิงซานได้ร่วมมือกับกลุ่มบางกลุ่มในดินแดนหมิง – — เพราะเคยมีเรื่องราวของนักพรตไท่ผิงเป็นตัวอย่าง —- หากครั้งนี้สำนักชิงซานปล่อยยอดฝีมือของเผ่าหมิงหลุดรอดไปได้ แล้วทำให้คนธรรมดาต้องเสียชีวิตไปสักคนจริงๆ ล่ะก็ พวกเขา จะต้องเจอกับความสงสัยอย่างรุนแรงแน่นอน
ดังนั้นสำนักชิงซานจึงจำเป็นต้องวางท่าทีเหมือนเหยี่ยวที่ล่ากระต่าย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาใดๆ ขึ้น
ผู้อาวุโสผู้นั้นส่ายศีรษะ “เรื่องนี้แปลกประหลาดถึงเพียงนี้ หลังจากนี้สำนักชิงซานจะอธิบายอย่างไร?”
ประมุขนิกายเฟิงเตากล่าวว่า “ต่อให้แปลกประหลาดอย่างไร ขอเพียงสำนักชิงซานลงมือจัดการมารเผ่าหมิงพวกนั้นจริงๆ เช่นนั้นก็ไม่มีใครที่จะพูดอะไรได้ เจ้าคิดว่ามารเผ่าหมิงพวกนั้นม มันสังหารได้ง่ายขนาดนั้นจริงๆ หรือ? อย่างการต่อสู้สองครั้งที่พวกเราได้เห็นกับตาตัวเอง หากพวกเราไม่เชิญเทพดาบกลับมา เจ้าคิดว่าพวกเราจะสามารถจัดการได้หรือ?”
ผ่านไปหลายวัน ลมหนาวพัดรุนแรง เรือกระบี่ชิงซานบินกลับไปยังดินแดนทางใต้
ริมทะเลตะวันออกเองก็มีลมฤดูใบไม้ผลิพัดขึ้นมา ใบไม้ร่วงตกลงมา เหล่าผู้บำเพ็ญพรตมารวมตัวกันในตำหนักอีกครั้ง
สำนักจงโจวยกเลิกข้อเรียกร้องที่เสนอไว้ในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยตอนฤดูใบไม้ผลิ
ไม่เพียงเท่านี้ ส่วนแบ่งที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นของสำนักกระบี่ซีไห่ ตอนนี้ก็มอบให้เป็นของชิงซานทั้งหมด
สำนักชิงซานเอาส่วนแบ่งเหล่านั้นไปเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือแบ่งให้แก่สำนักอื่นๆ อย่างต้าเจ๋อ สำนักเสวียนหลิง สำนักจิ้งจง แต่สิ่งที่ทำให้หลายๆ คาดไม่ถึงก็คือสำนักอู๋เอินเห หมินที่ปิดสำนักอยู่กลับได้ส่วนแบ่งไปมากที่สุด
อย่างไรเสียมันก็เป็นของชิงซาน จิ๋งจิ่วอยากจะแบ่งอย่างไรมันก็เรื่องของเขา
แต่ละสำนักพากันแยกย้ายกลับไป
สำนักจงโจวเตรียมเดิมทางกลับ
ในเวลานี้เอง เสียงของจิ๋งจิ่วได้ดังขึ้นมา
“หุบเขาจวี้หุนเป็นอุโมงค์ที่สำนักจงโจวคอยดูแลอยู่ ตอนนี้มีมารเผ่าหมิงออกมามากขนาดนี้ ไม่ดี”
เขากล่าวกับสำนักจงโจวว่า “ชิงซานฆ่าได้ แต่นี้เป็นปัญหาของพวกท่าน ดังนั้นอย่าให้มีครั้งหน้าอีก”
นักพรตไป๋หมุนตัวกลับมา มองเขาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เจ้าสำนักจิ๋งจะตำหนิกันอย่างนั้นรึ?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “อืม”