มู่หนานจือ - บทที่ 492 ยุทธปัจจัย
เจียงเซี่ยนฝังศีรษะอยู่ในอ้อมกอดของหลี่เชียน ไม่ยอมเงยขึ้นมา
นางมีคำพูดมากมายอยากบอกหลี่เชียน แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหน
ชาตินี้พวกเขาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็น่าจะไม่เกิดเรื่องพวกนั้นอย่างในชาติก่อนแล้วกระมัง?
เจียงเซี่ยนรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมาก
หลี่เชียนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าประโยคไหนของตนเองทำให้เจียงเซี่ยนร้องไห้แบบนี้ ทว่าการร้องไห้นี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงความเสียใจง่ายขนาดนั้น เหมือนเป็นการปลงมากกว่า หลี่เชียนจึงตัดสินใจไม่ซักไซ้เรื่องพวกนั้น และตั้งใจปลอบเจียงเซี่ยนก่อน
“เด็กดี อย่าร้องไห้เลย!” ปากเอ่ยคำพูดหวานหู มือตบหลังของนางเบาๆ และจูบหน้าผากกับขมับของนางตลอด จิตใจของเจียงเซี่ยนถึงค่อยๆ สงบลง
นางร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางสะอึก และปิดปากอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อยกับการลืมตัวของตนเอง จนทำให้หลี่เชียนหัวเราะออกมาเสียงดังอีกครั้ง
เจียงเซี่ยนลำบากใจ จึงลุกขึ้นนั่งจากอ้อมกอดของหลี่เชียน และเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า “เจ้ายังไม่ไปทำงานของเจ้าอีกหรือ?”
หลี่เชียนกลับมาครั้งนี้ หลักๆ อยากให้ซย่าเจ๋อจัดสรรเสบียง หญ้า กองกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ของปีที่แล้วของกองบัญชาการกำลังสำรองส่านซีให้เขา แต่ซย่าเจ๋อปัดภาระอยู่ตลอด แถมยังส่งหลี่เชียนไปราชการที่ฮว่าอินและไม่ได้แก้ไขเรื่องนี้ให้เขา บวกกับเจิ้งเจียนกับเจียงเซี่ยนต่างเตือนเขาว่า ฤดูหนาวปีนี้ต้องเป็นฤดูหนาวที่หนาวมากอย่างแน่นอน การเตรียมการล่วงหน้าสามารถขจัดภัยที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องคิดหาทางรวบรวมสิ่งของสำหรับผ่านฤดูหนาวให้ครบ ไม่อย่างนั้นหากชนกลุ่มน้อยทางเหนือบุกมา พวกเขาจะบาดเจ็บและตายอย่างสาหัส แล้วเขาก็เลิกคิดที่จะย้ายมากองบัญชาการส่านซีได้เลย
ทว่าก่อนที่เขาจะออกไปข้างนอก เจียงเซี่ยนมาส่งเขา ปรากฏว่าทั้งสองคนคุยไปคุยไป ก็เกาะติดไปด้วยกัน จนเลยเวลาที่เขากำหนดล่วงหน้าว่าจะออกไปข้างนอกไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว
ปกติศาลาว่าการผู้ว่าราชการมณฑลเลิกงานตอนบ่ายกลางยามเซิน รีบไปตอนนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าซย่าเจ๋ออยู่หรือเปล่า
แต่เจียงเซี่ยนขี้อาย เมื่อครู่ร้องไห้อย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้นในอ้อมกอดเขา เขาหลบเลี่ยงสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน อย่างมากก็แค่ซย่าเจ๋อไม่อยู่ และเขาไปเสียเที่ยว
“เช่นนั้นเจ้ากลับไปดูงิ้วเถอะ!” หลี่เชียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะชอบดูงิ้ว! ครั้งนี้เชิญตู้ฮุ่ยจวินมาแสดงสามวันติดกัน”
“ถือว่าหาเรื่องที่มีความสุขให้พวกตงจื้อหน่อยแล้วกัน!” เจียงเซี่ยนเม้มปากยิ้ม และเอ่ยว่า “ชีวิตของสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงน่าเบื่อ”
หลี่เชียนยิ้มตลอด และกำชับนางว่า “หากรู้สึกว่าเสียงอึกทึกครึกโครม ก็กลับไปพักที่เรือน วันนี้ข้าไป ก็คงจะไม่สำเร็จอีก นั่งสักหน่อย ดื่มชาสักถ้วยก็กลับมาแล้ว ถึงเวลานั้นพวกเรารับประทานอาหารเย็นด้วยกัน”
นางจะได้ไม่รั้งพวกนายหญิงคังไว้ และเขากินข้าวคนเดียวอีก
เจียงเซี่ยนพยักหน้าด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วก็ถามอย่างกังวลเล็กน้อยว่า “เรื่องยุทธปัจจัย…เจ้ามีวิธีอะไร?”
“ตอนนี้ยังไม่มี” หลี่เชียนเอ่ยตามตรง “ถึงอย่างไรก็ว่างเช่นกัน ก็ตื๊อซย่าเจ๋อไปพลาง คิดหาทางไปพลาง” แล้วเขาก็นึกถึงความเฉลียวฉลาดและวางแผนเก่งของเจียงเซี่ยน จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หากเจ้ามีวิธีอะไรดีๆ อย่าลืมบอกข้า!”
เจียงเซี่ยนยิ้มพลางพยักหน้า และส่งหลี่เชียนออกไปข้างนอก
ระหว่าทาง เจอพวกหลี่เหลยกับจงเทียนอวี่
จงเทียนอวี่ยังพูดง่าย เพราะเป็นผู้ชายคนนอก ทว่าหลี่เหลยเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของหลี่เชียน เจียงเซี่ยนเจอแล้วก็จำเป็นต้องทักทาย
เจียงเซี่ยนเคารพหลี่ฉางชิง ญาติมากมายของตระกูลหลี่จึงประทับใจในตัวเจียงเซี่ยนมาก และเพราะมีหลี่เชียนอยู่ด้วย หลี่เหลยจึงล้อเล่นกับเจียงเซี่ยน “ท่านหญิงวันไหนจัดให้ท่านตู้แสดงงิ้วให้พวกเราสักสองสามองก์ด้วยสิ! ค่าใช้จ่าย…เรือนชบาของพวกเราออกเอง ถือว่าพวกเราที่เป็นนักเรียนมอบของขวัญให้อาจารย์”
“ท่านเจิ้งกับท่านคังรู้หรือไม่?” เจียงเซี่ยนก็รู้สึกดีกับหลี่เหลยเช่นกัน รู้สึกว่าคนๆ นี้เฉลียวฉลาดและไม่วางตัวแตกต่างกันตามทรัพย์สินและฐานะ จึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่อยากถูกท่านทั้งสองต่อว่า!”
“พวกเราจะทำให้ท่านหญิงเดือดร้อนได้อย่างไร!” หลี่เหลยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เพราะท่านอาจารย์หญิงกลับไปบอกว่าท่านตู้แสดงงิ้วดีอย่างไร ท่านอาจารย์ถึงเกิดความคิด เพียงแต่พอไปถามคณะเหลียนจู ก็บอกว่าเต็มทุกวันแล้ว ทว่าหากทางท่านหญิงมีแผนการ คณะเหลียนจูก็กล้าเลื่อนแม้แต่งิ้วของศาลาว่าการผู้ว่าราชการมณฑล”
เจียงเซี่ยนยิ้มและเอ่ยว่า “นี่เจ้าฟังใครพูดมา? เหมือนข้าเป็นเจ้าแม่งิ้ว”
“นี่ข้าไม่ได้ฟังคนอื่นพูดมา” หลี่เหลยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ท่านตู้พูดเองกับปาก ท่านตู้บอกว่า ท่านหญิงมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขา…ความนัยที่แฝงในนั้นคือ ให้คนอื่นอย่าเทียบกับท่านหญิง”
เจียงเซี่ยนก็รู้สึกว่าตู้ฮุ่ยจวินโง่เล็กน้อย
เลือกฝ่ายเป็นสิ่งที่แย่มากที่สุด ใครจะรู้ว่าวันไหนนางอาจจะไม่อยู่ซีอานแล้ว มิตรภาพห่างเหิน สูญเสียการคุ้มครองจากนางแล้ว คณะเหลียนจูจะไม่แสดงงิ้วที่ซีอานแล้วอย่างนั้นหรือ?
ทั้งสองคนคุยกันอีกเล็กน้อย นางรับปากว่าจะช่วยจัดงิ้วของคณะเหลียนจูให้พวกหลี่เหลยวันหนึ่ง แล้วเดินไปส่งหลี่เชียนข้างนอกต่อ
ระหว่างทาง เจียงเซี่ยนถามหลี่เชียน “งานทางฝั่งจินเฉิง…พวกเรายังไม่มีคนที่เหมาะสมจะส่งไปหรือ?”
“ให้เว่ยสู่ไปแล้ว” หลี่เชียนเอ่ยอย่างจนใจเล็กน้อย “แต่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา ให้ทำงานยังใช้ได้ ทว่าประสานความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลกับควบคุมช่างกลับไม่ได้ เพราะเขา เวลาทำงานของทางนั้นต่างเริ่มล่าช้าแล้ว แต่นอกจากเขา…ก็ไม่มีคนอื่นไปได้แล้วเช่นกัน”
เจียงเซี่ยนพึมพำว่า “เลือกหนึ่งในพวกคนจากเรือนชบาได้หรือไม่? พวกเขาติดตามพวกเรามาจากไท่หยวน อย่างไรเจ้าก็ต้องรับผิดชอบอนาคตของพวกเขา ไม่อย่างนั้นต่อไปใครยังกล้าไปกับเจ้า แต่ในอนาคตที่ที่เจ้าต้องใช้คนมีมากทีเดียว!”
หลี่เชียนแปลกใจเล็กน้อย และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ามักจะรู้สึกว่าพวกเขายังเด็ก…”
“แล้วเจ้าอายุมากกว่าพวกเขาเท่าไร?” เจียงเซี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
หลี่เชียนอดที่จะหัวเราะไม่ได้ นานมากถึงจะกลั้นหัวเราะ และถามเจียงเซี่ยนว่า “เจ้ามีคนที่แนะนำหรือไม่?”
“ไม่มี!” เจียงเซี่ยนรู้สึกว่าเรื่องในชาติก่อนเปลี่ยนไปมากมายแล้วเพราะการแทรกแซงของนาง นางไม่สามารถส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกจงเทียนอวี่ต่อไปได้อีกแล้ว ทว่าก็อดไม่ได้ ไม่อยากให้หลี่เชียนลำบาก จึงออกความคิดให้เขาว่า “เจ้าสามารถไปถามท่านเจิ้งได้”
หลี่เชียนครุ่นคิดพลางพยักหน้า และลาเจียงเซี่ยนที่โรงเกี้ยวหน้าประตูใหญ่
เจียงเซี่ยนไม่ค่อยอยากกลับไป แต่หลี่เชียนกลับรู้สึกว่าก่อนหน้านี้เจียงเซี่ยนร้องไห้โฮไปรอบหนึ่งแล้ว และเดินเป็นเพื่อนเขามากขนาดนี้อีก ควรจะไปพักผ่อนให้เต็มที่ ต่อหน้าสาวใช้กับหญิงรับใช้ที่ล้อมพวกเขาอย่างแน่นหนา เขาไม่อาจโอบกอดได้ จึงแค่ช่วยจัดเครื่องประดับผมรูปดอกไม้ไข่มุกตรงขมับให้นาง และกำชับนางเสียงเบาว่า “อย่าเหนื่อยเลย! ตงจื้อก็ไม่เด็กแล้วเช่นกัน เรื่องบางเรื่องให้นางทำไป”
ตงจื้อเพิ่งจะอายุเก้าขวบ ช่วยนางคุมงาน อย่างน้อยก็ต้องรอจนอายุสิบสองปีเช่นกัน
“ข้ารู้!” เจียงเซี่ยนอมยิ้มพลางเอ่ย ส่งหลี่เชียนออกไปแล้วก็กลับลานบน
คนสองคนออกมาจากข้างโรงเกี้ยว
คนที่สวมเสื้อคลุมยาวสีดำคือซย่าซาน คนที่สวมเสื้อคลุมยาวสีไผ่เขียวคือจั๋วหราน
“คิดไม่ถึงว่าจะเจอใต้เท้าหลี่กับท่านหญิงที่นี่” จั๋วหรายเอ่ยพึมพำ สีหน้าเหม่อลอยเล็กน้อย
ทว่าซย่าซานกลับขมวดคิ้วและบ่นพึมพำว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าถึงลากข้าหลบไปข้างๆ? ก็แค่ท่านหญิงกับใต้เท้าหลี่อยู่ด้วยกันไม่ใช่หรือ? พวกเราบุกเข้าไป ไม่แน่ยังอาจจะทิ้งความประทับใจต่อหน้าท่านหญิงได้ เจ้าไม่รู้หรอกว่า…ตอนนี้พวกขุนนางในวงการราชการซีอานมีใครไม่อยากรู้จักท่านหญิงบ้าง! เพียงแต่ชายหญิงแตกต่างกัน จึงไม่มีโอกาส แต่เจ้า…โอกาสส่งมาถึงที่กลับปัดทิ้ง! ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าเรียนหนังสือมากจนกลายเป็นโง่แล้วหรือเรียนหนังสือมากจนกลายเป็นกำเริบเสิบสานแล้ว แม้แต่ท่านหญิงก็ไม่สนใจแล้ว…”
จั๋วหรานไม่เอ่ยสิ่งใด ทว่าดึงแขนของซย่าซาน และเอ่ยว่า “เจิ้งฉงไม่อยู่บ้าน พวกเราก็กลับไปก่อนเถอะ! ไว้วันหลังตอนที่เขาอยู่พวกเราค่อยมาหาเขา” พูดจบก็เอ่ยเหมือนหนีอะไรบางอย่าง “เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นเพื่อนร่วมสำนักกับเจิ้งฉงไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาเรียนหนังสืออยู่ที่เสียนหยาง แต่เจ้ากลับเอ้อระเหยอยู่ที่บ้าน…”
————————————