ยอดยุทธ์ยุคดวงดาว - บทที่ 34 เก็บกวาด
เรือนร่างของน้าสาวนั้นสวยและเย้ายวนจนเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก หน้าท้อง สัดส่วนเอวสะโพกอันน่าทึ่ง หรือ
ขาเรียวและเนียนนุ่ม…
หลี่เซี่ยวเฟยคิดว่า แม้แต่โฟโตชอปเมื่อห้าร้อยปีก่อนก็คงสร้าง
รูปร่างที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ไม่ได้
หากไม่มองใบหน้า น้าสาวจะเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกอย่าง
แน่นอน
“นายจ้องฉันทำไม?”
จู่ ๆ น้าสาวก็ถามขึ้น
“อ่อ นี่… ผม…”
หลี่เซี่ยวเฟยตกใจ
บ้าจริง
น้าสาวรู้ได้ยังไง?
เธอมองเห็นเหรอ?
โชคดีที่ในเวลานั้น เสียงของเสี่ยวเจี๋ยก็ดังมาจากข้างนอก
“กลับมาแล้วค่ะ”
น ้าเสียงของสาวน้อยเปี่ยมด้วยความสุขที่ปิดไม่มิด
เพราะวันนี้เธอได้เข้าเรียนแล้ว
และมีเด็ก ๆ ที่เหมาะสมอีกหกคนจากชุมชนก่วงอานไปเรียน
ด้วยกัน
สิทธิ์เข้าเรียนของพวกเขาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่หลี่เซี่ยวเฟย
และเฉินเฝ่ย ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายหงฉีตกลงกันไว้
เฉินเฝ่ยใช้ความสัมพันธ์เพื่อให้ได้โควตาเข้าเรียนโดยไม่ต้อง
สอบจำนวนเจ็ดที่นั่งในโรงเรียนมัธยมต้นหงฉี แล้วส่งเด็กทั้งเจ็ดเข้า
ไปในโรงเรียน
“ไปโรงเรียนวันแรกเป็นยังไงบ้าง?”
หลี่เซี่ยวเฟยถามอย่างรวดเร็ว
“มีความสุขมากค่ะ”
บนใบหน้าเล็ก ๆ สีคล ้าของเสี่ยวเจี๋ยเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มแห่ง
ความสุขและความเบิกบาน “ได้เพื่อนใหม่เยอะเลย แล้วก็ได้เรียนรู้
อะไรใหม่ ๆ ด้วย ขอบคุณนะพี่เซี่ยวเฟย”
หลี่เซี่ยวเฟยไม่กล้ามองหน้าน้าสาว จึงถามอีกว่า “ได้เรียนอะไร
มาบ้าง?”
“อาจารย์จางสอนฉันเรื่อง ‘เทคนิคการหายใจจุดเปลวเทียน’ และ
หลักสูตรออกกำลังกายสำหรับนักเรียนมัธยมต้นชุดที่เก้า”
เสี่ยวเจี๋ยวางกระเป๋าเป้ แล้วเช็ดเหงื่อที่หน้าผากออก “ยังมีวิชา
อีกเยอะเลย ทั้งตัวอักษร การสะกดคำ และเรายังเรียนวิชาชีววิทยา
เคมี และวิชาฟิสิกส์ด้วย… แม้ว่าจะมีหลายอย่างที่ฉันยังไม่เข้าใจ แต่
ฉันจะเรียนให้เก่งขึ้นค่ะ”
ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความสุขและความหวัง
เด็กทั้งเจ็ดคนนั้นมีความรับผิดชอบอย่างมาก
หากพวกเขาประพฤติตัวดี โดดเด่น และได้รับการยอมรับจาก
ทางโรงเรียน เด็กคนอื่นในสลัมก็จะมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนมากขึ้น
หลี่เซี่ยวเฟยลูบหัวเธอเบา ๆ “แล้วที่โรงเรียนมีใครแกล้งเธอ
ไหม?”
เด็กสาวส่ายหัวจนผมสะบัด “ไม่มีค่ะ ทุกคนใจดีมากเลย”
“อย่างนั้นก็ดี ถ้ามีใครแกล้งเธอ ก็มาบอกพี่เซี่ยวเฟย พี่จะจัดการ
ให้”
หลี่เซี่ยวเฟยพูดยิ้ม ๆ
เด็กที่โตมาจากสลัมจะค่อนข้างเกเร ไม่รู้กฎระเบียบ แถมยังไม่มี
เงิน ใช้ชีวิตแบบอด ๆ อยาก ๆ แต่งตัวด้วยชุดขาด ๆ วิธีกินอาหารก็
แย่ จึงมีโอกาสที่จะรู้สึกด้อยค่าและไม่เข้าพวก จนมักจะเจอกับการ
กลั่นแกล้งในโรงเรียน
นั่นคือสิ่งเดียวที่หลี่เซี่ยวเฟยกังวล
“ได้ค่ะ”
เสี่ยวเจี๋ยพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถ้าฉันจัดการเองไม่ได้ ฉันจะต้อง
ขอให้พี่เซี่ยวเฟยช่วยนะคะ”
จากนั้นเธอก็วิ่งไปที่ห้องครัว พร้อมพูดว่า “ฉันจะไปทำกับข้าวนะ
คะ”
สักพัก
อาหารมื้อเย็นก็เรียงรายบนโต๊ะ
มีซุป บะหมี่ข้าวโอ๊ต ผักดอง และน ้าเปล่า
ดูผิวเผินแล้วแสนเรียบง่าย แต่เมื่อเทียบกับอาหารเมื่อก่อนแล้ว
ถือว่าอุดมสมบูรณ์มากกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า
ถึงแม้หลี่เซี่ยวเฟยจะกลายเป็นราชาสลัมที่แท้จริงแล้ว แต่เขาก็
ไม่ได้ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย
มีคำพังเพยโบราณกล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนจากความประหยัดให้
เป็นความฟุ่มเฟือยทำได้ง่าย แต่การเปลี่ยนจากความฟุ่มเฟือยไปเป็น
ความประหยัดทำได้ยาก
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกว่าตัวเขาเองก็ควรรักษาวิถีการดิ้นรนอย่างหนัก
หน่วงไว้ ไม่ปล่อยให้ความฟุ่มเฟือยหรูหราเข้ามาทำลาย ‘หัวใจเต๋า’
ของตน
มื้อค ่าจบลง
หลี่เซี่ยวเฟยก็เดินทางไปยังกองกำลังเมฆา
ปัจจุบัน ที่นี่มีผู้คนพลุกพล่าน ครึกครื้น
พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบไว้อาลัยเจ็ดวันของจงหยวนซาน
ตามธรรมเนียมเก่าแก่ของชาวสลัม หลังจากพ้นวันครบรอบเจ็ด
วันแล้วจะต้องทำการฝัง
เพราะขาดแคลนที่ดิน จึงนิยมเผาศพมากกว่า
เหล่าผู้อาวุโสแห่งกองกำลังเมฆากำลังทำงานกันอย่าง
ขะมักเขม้น เพื่อเตรียมพิธีฝังศพในวันพรุ่งนี้
แต่ลูกสาวอย่างจงหลิงกลับยังไม่ปรากฏตัว ได้รับแจ้งว่ายังอยู่ที่
โรงเรียน
เนื่องจากการก้าวขึ้นมาของหลี่เซี่ยวเฟย หลังจากจงหยวนซาน
เสียชีวิต ในที่สุดก็ได้ลิ้มรสเกียรติยศของการได้เป็นใหญ่แห่งสลัม
บุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งหลายต่างก็แย่งกันมาทักทาย
แน่นอนว่าการปรากฏตัวของหลี่เซี่ยวเฟยเป็นที่สนใจของทุก
ฝ่าย
แต่เขาก็ไม่ได้ต้อนรับผู้คนเหล่านี้
ในห้องประชุมมีเพียงฉู่อวิ๋นเทียน หยางเฉิงและเหล่าผู้อาวุโสแห่ง
กองกำลังเมฆาในอดีต
“นายน้อยเฟย เจ็ดกองกำลังใหญ่ได้มีการจัดระเบียบเสร็จสิ้น
แล้ว ยกเว้นพวกหัวแข็งบางพวก คนส่วนมากยินดีรับการนำของ
คุณ”
ฉู่อวิ๋นเทียนพูดพร้อมยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้
ด้านบนเขียนชื่อคนเรียงรายเต็มไปหมด โดยมีชื่อที่ทำ
เครื่องหมายด้วยปากกาสีแดงคือพวกหัวแข็งที่ไม่ยอมเชื่อฟัง
แม้หลี่เซี่ยวเฟยจะสร้างชื่อกระฉ่อนบนเวทีเทพยุทธ์ แต่บางคนก็
ดื้อรั้นโดยสันดาน ไม่ยอมรับการควบคุม ยอมตายดีกว่าจำนน หลี่
เซี่ยวเฟยเหลือบมองรายชื่อเหล่านั้น
เขาหยิบปากกาลากเส้นทับชื่อหนึ่งที่ชื่อว่าหลูเฟ่ยชิง แล้วส่ง
กระดาษกลับไป “นอกจากคนนี้แล้ว ฆ่าพวกหัวแข็งที่เหลือให้หมด”
หลูเฟ่ยชิงเป็นพวกสันโดษ นิสัยแปลกประหลาด แต่ไม่เคยสร้าง
ความเดือดร้อน ส่วนพวกหัวแข็งที่เหลือล้วนเป็นพวกมือเปื้อนเลือด
ทั้งนั้น ฆ่าไปก็เท่ากับกำจัดคนชั่วออกไป
สำหรับพวกอันธพาลชั่วช้าเหล่านี้ หลี่เซี่ยวเฟยไม่มีทางปรานี
แม้แต่น้อย
แต่เวลาก็มีจำกัด เขาจึงไม่ลงมือเอง
และในฐานะราชาแห่งสลัม เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ จึงปล่อยให้คน
อื่นจัดการก็ได้
“พี่เซี่ยวเฟย ตอนนี้มีปัญหาใหญ่”
หยางเฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูด “พี่ไม่ให้พวกเราไป
เก็บค่าคุ้มครองตามชุมชนต่าง ๆ พี่สั่งห้ามยาเสพติดในสลัม ยกเลิก
การซื้อขายอาวุธและการค้ามนุษย์ ตอนนี้หลาย ๆ สาขาไม่มีรายได้
ไม่มีเงินเลี้ยงดูครอบครัว พวกเขาอาจจะเกรงกลัวพี่อยู่ได้ในช่วงแรก
แต่ถ้าเวลาผ่านไปนาน ๆ เข้า เกรงว่าจะมีปัญหา”
เรื่องนี้ก็มีแต่หยางเฉิงที่สนิทกับหลี่เซี่ยวเฟยที่สุดเท่านั้นที่กล้า
พูด
“ตั้งทีมนักล่า ออกไปล่าสัตว์ร้ายต่างดาวนอกเมืองเพื่อหา
รายได้”
หลี่เซี่ยวเฟยตอบ
การตัดทางทำกินก็เหมือนการฆ่าพ่อฆ่าแม่
เมื่อเขาสั่งห้ามธุรกิจมืดในสลัม ก็เท่ากับตัดทางทำกินของพวก
อันธพาลในแก๊งต่าง ๆ
ถึงจะไม่กลัวว่าพวกอันธพาลเหล่านี้จะก่อกบฏ แต่ก็ไม่สามารถ
ฆ่าทิ้งได้ทั้งหมด
เพราะความตั้งใจสุดท้ายของจงหยวนซานอาจารย์ของเขา และ
เจตนารมณ์เดิมของเขาที่อยากจะรวมกองกำลังในสลัมให้เป็นหนึ่ง
เดียว เพื่อทำให้ที่นี่ดีขึ้น ไม่ใช่ฆ่าล้างนองเลือด
“อะไรนะ มีเรื่องดีแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“พวกเรา… ก็ออกไปล่าสัตว์ร้ายต่างดาวเพื่อหาเลี้ยงตัวเองได้
เหรอ?”
“เซี่ยวเฟย คุณไม่ได้ล้อพวกเราเล่นใช่ไหม?”
เหล่าผู้อาวุโสแห่งกองกำลังเมฆาที่นั่งอยู่ถึงกับตื่นเต้นขึ้นมา
ทันที
ถ้าพวกเขาสามารถออกจากสลัมไปล่าสัตว์ร้ายต่างดาวนอก
เมืองเพื่อหาเลี้ยงชีพได้ ใครจะอยากเป็นอันธพาลคอยขูดรีดคนอื่น
กันเล่า?
หยางเฉิงรีบเตือน “หัวหน้า พวกเราในสลัมไม่มีทางได้
ใบอนุญาตออกนอกเมืองถูกต้องตามกฎหมายหรอก”
หลี่เซี่ยวเฟยพูดเสียงหนักแน่น “เรื่องนี้ ฉันจะหาวิธี”
พูดจบก็นิ่งไปครู่หนึ่ง “ก่อนจะได้ใบอนุญาต เราต้องจัดการทำ
ความสะอาดครั้งใหญ่กันก่อน ให้พวกอันธพาลที่ไม่มีอะไรทำไป
กวาดขยะ ซ่อมแซมสลัมแห่งนี้ซะ”
ทำความสะอาดครั้งใหญ่?
ทุกคนตกตะลึง
หัวหน้ากำลังจะทำอะไรอีก?
แต่หลี่เซี่ยวเฟยก็ไม่พูดอะไรเพิ่ม เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อย
แล้วเดินจากไป
ทุกคนในห้องประชุมมองหน้ากัน
“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้ว”
หยางเฉิงหนุ่มร่างท้วมตบเข่าฉาดใหญ่
ฉู่อวิ๋นเทียนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นายเข้าใจอะไร
เหรอ?”
หยางเฉิงพูดด้วยความตื่นเต้น “ฉันเคยได้ยินพี่เซี่ยวเฟยพูด
ประโยคหนึ่งว่า ถ้าบ้านของเรายังกวาดไม่สะอาด แล้วจะกวาดไปทั่ว
ทั้งแผ่นดินได้อย่างไร ฉะนั้นพี่เซี่ยวเฟยต้องการใช้เรื่องที่ดูเหมือนไม่
มีอะไรนี้ เพื่อทดสอบทุกคน ว่าใครแสดงออกได้ดีที่สุด ใครจงรักภักดี
ที่สุด ใครเป็นคนอดทนที่สุด ใครขยันที่สุด ใครทำงานได้ดีที่สุด แล้ว
ก็เลือกคนเหล่านั้นออกมา เมื่อได้บัตรผ่านแล้ว ก็จะมอบให้กับคน
เหล่านั้นก่อน แล้วถึงจะให้ไปทำเรื่องยิ่งใหญ่กับพี่เซี่ยวเฟย”
ทุกคนประจักษ์แจ้ง
เมื่อนึกได้ว่าจะได้ตาม ‘เซี่ยวเฟย’ ไปทำเรื่องยิ่งใหญ่ แววตาของ
ทุกคนก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
ในเวลาเดียวกัน
ระหว่างทางกลับชุมชนก่วงอาน
“ยังไงที่นี่ก็เป็นที่ของฉันแล้ว จะสกปรกวุ่นวายแบบนี้ไม่ได้ เดิน
ผ่านทีไรรู้สึกขัดหูขัดตาตลอด”
หลี่เซี่ยวเฟยพูดกับตัวเอง “พวกนี้ยังไงก็มีพลังเหลือเฟืออยู่แล้ว
งั้นให้ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดไปก่อนละกัน”
การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของทุกคน
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ท้องฟ้าอึมครึม
หลี่เซี่ยวเฟยส่งข้อความขอลาครึ่งวันกับท่านผู้อำนวยการเฉิน
เฝ่ย เพื่อเป็นประธานในงานศพของจงหยวนซาน
เก้าโมงเช้า
เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมา
หลี่เซี่ยวเฟยดูเวลาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “รออีกหน่อย”
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
รถ SUV สีดำคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาช้า ๆ
จงหลิงลงมาจากรถ
ในที่สุดเธอก็มางานศพของพ่อตัวเองแล้ว
“ทำไมนายต้องดูถูกรุ่นพี่โจวอี้โหยวแบบนั้น นายไม่คิดว่านาย
ทำเกินไปเหรอ?”
ประโยคแรกที่เจอกัน จงหลิงก็ถามหลี่เซี่ยวเฟยทันที