ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2302 พูดมาตรงๆ ก็พอ
หลังจากอวี้เชียนออกจากสระอัสนีบาตก็มุ่งหน้าตรงกลับไปที่ภูเขาเฟิ่งหมิ่ง
ถวนจื่อกำลังนอนทอดกายอยู่ในอ้อมอกของฉู่หลิวเยว่ คนทั้งสองกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกันอยู่
ครั้นรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของเขา คนทั้งสองก็พร้อมใจกันเบนสายตามองมาทางนี้
ถวนจื่อพลันตื่นตัวขึ้นมาทันใด นางกระโจนแผล็วออกมาจากอ้อมแขนของฉู่หลิวเยว่ เอาตัวขวางกั้นไว้เบื้องหน้าของนาง
อวี้เชียนหยุดอยู่ตรงหน้า เขากวาดตามองถวนจื่อรอบหนึ่งก่อน เมื่อแน่ใจว่านางปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายใด ในใจก็นับว่าได้ผ่อนคลายลงโดยสิ้นเชิง
“ไม่ต้องเป็นกังวลไป ที่ข้ามาที่นี่วันนี้ไม่ได้คิดจะมาทำอะไรนาง”
ถวนจื่อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“ใครจะรู้ว่าคนอย่างเจ้าพูดจาจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน! อีกอย่าง…เจ้าจับท่านปู่ประมุขขังไว้ด้วยนี่!”
ดวงหน้าเล็กของนางเปี่ยมด้วยความโกรธ ราวกับยังไม่หลุดพ้นจากแรงกระแทกของเรื่องนี้ดี
ทว่าอวี้เชียนมิได้ประหลาดใจกับปฏิกิริยาตอบโต้ของถวนจื่อแต่อย่างใด
นางคือนายน้อยของเผ่าหงส์ทองคำ เมื่อเห็นอี้เจาต้องทนทุกข์ทรมาน ย่อมทำใจรับได้ยากอยู่แล้ว
“คราวนี้เรื่องมันยาวอยู่น่ะสิ อี้เจาก่อความผิดก่อน ที่ขังเขาไว้ในสระอัสนีบาตรก็แค่อยากให้เขารู้สึกตัวขึ้นมาเสียบ้าง น่าเสียดาย…เขายังคงดื้อด้านจนสุดท้ายก็ก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น”
สีหน้าอวี้เชียนมักจะอ่อนโยนอยู่เสมอ บัดนี้กลับฉาบด้วยแววเย็นเยียบเพิ่มขึ้นหลายส่วน ชวนให้สั่นสะท้านด้วยเย็นวาบ
“เขาทำสิ่งใดลงไป เชื่อว่าเจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ อี้กงกายเนื้อสลายวิญญาณสูญ ส่วนสระอัสนีบาตทั้งหมดก็ถูกเขาทำลายจนเหี้ยน! พูดได้แค่ว่าเขารับกรรมจากเรื่องที่ตัวเองก่อทั้งนั้น”
ถวนจื่อขบริมฝีปาก สองหมัดน้อยๆ กำเข้าหากันแน่น
“ผู้อาวุโสใหญ่ทรยศเผ่าเราก่อน ท่านปู่ประมุขจะสังหารเขาย่อมเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว! นี่เป็นเรื่องของเผ่าหงส์ทองคำ พวกคนนอกอย่างเจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ดวงตาของนางจ้องมองอวี้เชียนเขม็ง
“ถ้าเจ้าอยากจะช่วยเขา ง่ายมากเลยล่ะ ต่อจากนี้ตราบเท่าที่เจ้าฝึกตนอยู่ที่นี่ให้ดี ข้าก็จะรับประกันว่าชีวิตของเขาปลอดภัยหายห่วง รอเจ้าเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เก้าได้เมื่อไร ข้าก็จะปล่อยเขาออกมา”
ถวนจื่อถึงกับตะลึงงัน ฉู่หลิวเยว่เองก็นิ่วหน้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ชีพจรเส้นที่เก้า?
หลายปีมานี้ ในบรรดาเผ่าหงส์ทองคำทั้งหมดเห็นจะมีก็แต่บรรพบุรุษอี้หลิงเท่านั้นที่ทำได้
อวี้เชียนตั้งเงื่อนไขกับถวนจื่อไว้สูงเช่นนี้เลยหรือ!?
อีกอย่าง จุดประสงค์ที่เขาลงมือทำเช่นนี้คืออะไรกันแน่หนอ
พูดกันตามจริง กระทั่งตัวอี้เจาเองยังไม่เคยเร่งรัดให้ถวนจื่อเปิดเส้นชีพจร แล้วก็ไม่มีทางโยนความกดดันหนักอึ้งเช่นนี้ให้นางด้วย
ทว่าอวี้เชียนกลับ…
เขารีบร้อนไปเหตุใดกันแน่
“แล้วมันต้องรอไปถึงเมื่อใดเล่า? เจ้าคิดจะหลอกข้ามากกว่าน่ะสิ!”
ถวนจื่อลอบกัดฟันกรอด
“ข้าหลอกเจ้าอย่างไร? อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นถึงสายเลือดบริสุทธิ์ บัดนี้เจ้าที่ยังไม่โตเต็มวัยก็สามารถเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เจ็ดได้สำเร็จแล้ว อนาคตย่อมต้องเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เก้าได้สำเร็จแน่โดยไม่ต้องสงสัย ส่วนเรื่องเวลา…นี่ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
อวี้เชียนกวาดสายตามองไปรอบๆ
“ไม่มีสถานที่ใดเหมาะให้เจ้าบำเพ็ญเพียรไปมากกว่าภูเขาเฟิ่งหมิงแล้ว ด้วยคุณสมบัติของเจ้าในตอนนี้ เหตุใดยังต้องกังวลว่าจะเปิดเส้นชีพจรไม่ได้ด้วยเล่า?”
ถวนจื่อจ้องเขา ไม่ได้ตอบโต้อะไร จากนั้นก็หมุนกายโถมตัวเข้าหาฉู่หลิวเยว่ แล้วกอดขาของนางเอาไว้แน่น
“อาเยว่ คนผู้นี้น่ารำคาญยิ่งนัก!”
ฉู่หลิวเยว่อุ้มนางขึ้นมา ตวัดสายตามองอวี้เชียนพลางขมวดคิ้ว
“เสินสื่อลำดับที่สอง ในเมื่อเรื่องนี้ท่านตัดสินใจลงไปแล้ว ข้ารู้ว่าใครก็ไม่อาจมาโน้มน้าวท่านได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หวังว่าท่านจะรักษาสัญญา วันที่ถวนจื่อเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เก้าได้ พวกท่านต้องปล่อยตัวประมุขอี้เจากลับมาให้เรา!”
…
สิ้นเสียงคำพูด หนานจิ่นซูก็ยืนอย่างเงียบเชียบ รอคอยการตอบกลับจากด้านในอย่างอดทน
ทันใดนั้น สุรเสียงทุ้มต่ำสายหนึ่งก็ดังแว่วออกมาจากด้านใน
“เข้ามา”
เอี๊ยด…
เสียงประตูใหญ่เปิดออก
หนานจิ่นซูสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามยับยั้งอารมณ์ตื่นเต้นและระทึกที่พวยพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ เขาโค้งกายคำนับคราหนึ่ง แล้วสาวเท้าก้าวขึ้นไปด้านหน้า
เมื่อก้าวข้ามธรณีประตู ประตูใหญ่ก็ปิดลงอีกครา
เงาร่างของหนานจิ่นซูหายวับไปในหลังบานประตู
จวินจิ่วชิงที่อยู่ไม่ไกลออกไปจ้องมองไปยังทิศทางนั้นอยู่เนิ่นนานราวกับกำลังใช้ความคิด
“เนื้อเพลงฉินส่วนที่สาม…มิน่าถึงได้มีความมั่นใจขนาดนี้”
เขาครุ่นคิด จากนั้นก็หมุนกายจากไป
…
ตัดมาฟากนี้ หนานจิ่นซูเดินเข้ามาในสวนหย่อม
ภายในสวนมีใบไม้ร่วงกองใหญ่ทับถมกันจนกองหนาไปทั่ว
บรรยากาศภายในทั้งโดดเดี่ยวอ้างว้าง เย็นยะเยือกอย่างถึงที่สุด
หากมิใช่เพราะสุรเสียงเมื่อครู่ดังแว่วมาจากในนี้มิผิดแน่แล้ว หนานจิ่นซูย่อมสงสัยว่าที่นี่ไม่มีคนเป็นแน่
สวนหย่อมแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวาง ของตกแต่งทั้งหลายก็เรียบง่ายมาก ทำเอายากจะจินตนาการว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งผู้สูงศักดิ์หาใครเทียมจะอาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้
หนานจิ่นซูมองไปทางประตูห้องที่ปิดแน่น ดวงใจเต้นระรัวเร็วขึ้นมาทันใด
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าออกไป พลันได้ยินเสียงสวบสาบดังแว่วขึ้นมาจากด้านข้าง
เขาตื่นตะลึง หันศีรษะขวับกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้กองใบไม้ร่วงทับถมเป็นชั้นหนาที่ห่างออกไปไม่ไกล ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
“เงียบ”
สุรเสียงทุ้มต่ำแลราบเรียบดังก้องขึ้นมาอีกครา
แตเห็นชัดแล้วว่ามันดังออกมาจากตัวตนที่คงอยู่ใต้กองใบไม้ร่วงกองนั้น
สิ้นเสียงคำพูด บริเวณโดยรอบก็เงียบสงัดลงอีกครั้ง
หนานจิ่นซูรู้สึกแคลงใจอยู่ไม่น้อย
ด้านใต้นั่นมันคืออะไรกัน? ก่อนหน้านี้เหมือนจะไม่เคยได้ยินว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเลี้ยงตัวอะไรไว้ข้างกายเลยหนา…
“หนานจิ่นซู”
ครั้นได้ยินเสียงเสินสื่อลำดับที่หนึ่งขานชื่อตัวเอง หนานจิ่นซูถึงกับใจกระตุก รีบกล่าวว่า
“ขอรับ”
“ตอนนี้เนื้อเพลงฉินส่วนที่สามอยู่ที่ไหน”
สุรเสียงนั้นถามอย่างตรงไปตรงมา
หนานจิ่นซูถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
“นี่…เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ข้าเข้าไปพูดข้างในน่าจะสะดวกกว่ากระมัง?”
ให้พูดเรื่องที่เป็นความลับสุดยอดเช่นนี้ผ่านประตู ดูอย่างไรก็ออกจะประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
“ที่นี่ไม่มีใครอื่น เจ้าพูดมาก็พอ”
สุ้มเสียงนั้นราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ