ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2419 สั่นระฆัง ปิดประตู!
ตอนที่ 2419 สั่นระฆัง ปิดประตู!
………………..
ทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบกริบ มีเพียงสายลมพัดแผ่วระปรายเสื้อคลุมพริ้วไหว
ดวงตาของเขาหม่นแสงลง สงบนิ่งมิเผยห้วงอารมณ์ใดออกมา
ไม่นาน เขาก็มาถึงด้านหน้าตำหนัก สองขาหยุดนิ่ง
ด้านหน้าปรากฏบันไดสูงเก้าชั้น
เขายกเท้าแล้วก้าวขึ้นไป
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักหลัก แรงกดดันอันหนักหน่วงและแข็งแกร่ง พลันพุ่งเข้าล้อมตัวเขาไว้ในทันที
เขาผลักประตูเข้าไปด้านใน
ครั้นสาวเท้าเข้าไปด้านในแล้ว เขาก็หยุดยืนอยู่ตรงกลาง กลั้นลมหายใจและก้มหัวลง
“เสินสื่อลำดับหนึ่ง มู่ชิงเห่อ ขอคารวะเสินจู่!”
ภายในโถงใหญ่ไร้ซึ่งผู้คน ดวงไฟจำนวนนับไม่ถ้วนบนผนังโดยรอบ กะพริบวูบไหวราวจะดับไม่ดับร่ำไป
เวลาผ่านไปนานนับ ทว่าในที่สุด ก็มีเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นภายในห้องโถง
“ประตูสวรรค์…จงปิดมันเสีย!”
มู่ชิงเห่อลั่นวาจาด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“น้อมรับคำสั่งของเสินจู่!”
หลังจากรับคำ เขาก็หมุนตัวกลับ แล้วรุดหน้าออกไปนอกตำหนักอีกครั้ง
เพียงแต่คราวนี้ ที่ด้านหน้าโถงหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ กลับมีระฆังทองสัมฤทธิ์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ!
เมื่อเขามาถึงหน้าระฆังทองสัมฤทธิ์ พลังปราณศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรงสายหนึ่งพลันพุ่งออกมา!
ตูม…
เสียงระฆังดังกึกก้อง คลื่นเสียงทะยานออกไปไกล แผ่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วสวรรค์และโลก!
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงระฆัง นางก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางทิศของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ทันที
เสินสื่อลำดับหนึ่ง…ในที่สุดก็โผล่หน้าออกมา สั่งประตูด้วยตัวเองแล้วหรือ!
หลังจากนั้น นางก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วมุ่งหน้าไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์!
บนยอดเขาที่ไกลออกไป เหล่าเซียนหมอบางกลุ่มที่กำลังรวบรวมสมุนไพร หรือพูดคุยเกี่ยวกับยาอายุวัฒนะ ต่างพากันจ้องมองด้วยความกังวล ตื่นเต้น ระคนพะวักพะวง อยู่ไม่สุข…
…
ณ สระอัสนีบาต
ผนึกขนาดใหญ่ทำให้สระอัสนีบาตรกลายเป็นน้ำแข็ง เกิดความเงียบขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณโดยรอบ
หากแต่เมื่องยืนอยู่บนท้องฟ้าแล้วมองลงมา ก็จะเห็นทัณฑ์สวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่เบื้องล่างนั้น ดูเหมือนจะยังเคลื่อนไหวอยู่ประปราย
เส้นแสงสีเงินและทองพันเกี่ยวกันให้ขวัก ปรากฏลำแสงอันเย็นเยียบ
มู่ตงโหย่วจ้องมองมันอยู่พักหนึ่ง เพียงพริบตา ร่างของเขาที่ลอยอยู่เหนือสระอัสนีบาตร ก็หาบวับไป
เช่นเดียวกับร่างเงาสูงใหญ่ ที่ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบเชียบริมขอบสระในเวลาใกล้เคียงกัน
เขาคือซื่อจิง
บุรุษร่างสูงยืนอยู่บนโขดหินสีดำ มือหนึ่งถือค้อนไว้ พลางกำหมัดอีกข้างแน่น
กล้ามเนื้ออันทรงพลังภายใต้ผิวหนังพลันพองขยายขึ้น ราวกับถูกอัดด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด
ต่างกับสระอัสนีบาตรด้านหน้า ที่กลายเป็นชั้นน้ำแข็งหนาขนาดใหญ่ไร้ชีวิต
…
เมื่อได้ยินเสียงระฆัง สีหน้าของชีหานขรึมลงทันตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง
สีหน้าของเขาเย็นชากว่าครั้งไหนไหน รอยแผลเป็นบนใบหน้านั้น เสริมให้ชายหนุ่มดูดุดันมากขึ้น
ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร ทว่าดวงตาที่เข้มขึ้นนั้น สามารถทำให้ผู้คนหวาดผวาอย่างไม่อาจคาดเดาได้
…
“ใครเป็นคนตีระฆังกัน?”
นางกระซิบถามเบาๆ
แม่นางสิบเอ็ดย้อนมองไปยังทิศทางของเสียงนั้น พลันหรี่ตาลง แล้วเทยาในขวดที่เหลือทั้งหมดใส่ปากรวดเดียว
ท่าทางเช่นนั้นทำเอาแม่นางสิบสองตกใจสุดขีด
“พี่สาว ยะ ไยท่านถึงรีบกินเพียงนั้น?”
แม่นางสิบเอ็ดเช็ดปากลวกๆ พร้อมอธิบายสั้นๆ ว่า
“ประตูสวรรค์กำลังจะปิดแล้ว”
เกรงว่ามหันตภัยครั้งใหญ่กำลังจะมา!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แม่นางสิบสองก็เผลอบีบยาที่กำอยู่ในมือโดยไม่รู้ตัวและถามอย่างกังวลใจ
“แล้ว แล้วมันจะส่งผลกระทบต่อเราหรือไม่?”
แม่นางสิบเอ็ดพยักหน้ารับด้วยความมั่นใจ
“แน่นอนสิ! หลังจากประตูสวรรค์ปิดลง นายท่านของเราจะต้องเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทะลวงสู่ทวยเทพ! แน่นอนว่ามันต้องส่งผลต่อพวกเราอยู่แล้ว!”
แม่นางสิบสองครุ่นคิด
“โอ้ โอ้! ใช่เลย! พวกเราต้องคอยเป็นพลังให้นายท่านด้วย!”
และมันไม่อาจล่าช้าได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็หันกลับไปมอง
ประตูห้องนั้น ยังคงปิดสนิท
นางขยับมืออย่างรวดเร็ว แล้วป้อนยาที่เหลือเข้าปากทีละเม็ด พลางบดเคี้ยวอย่างหนักหน่วง และขบฟันพูดงึมงำว่า
“ไม่ จะเป็นตัวถ่วงนายท่านไม่ได้แล้ว…”
…
หลังจากปะทะกับมู่ชิงเห่อและปี้หลิงที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ในครานั้น นางกับฉู่หลิวเยว่ก็ไม่กลับไปที่นั่นอีกเลย
การคุ้มกันของอีกฝ่ายเข้มงวดมาก ถึงวันนี้นางจะทะลวงขอบเขตมหายานขั้นสูงได้ ก็ใช่ว่าจะทำอะไรเขาได้
ตอนนี้มู่หงอวี่ได้แต่คิดหาวิธีต่างๆ ในใจ แต่เสียดายที่มันไม่มีประโยชน์อะไร
พวกเขาบอกว่า ผู้อาวุโสลำดับห้าเป็นผู้ทรยศตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยท่าน
สำหรับ “คนทรยศ” แล้ว นี่อาจเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างก็ทำกัน…
แต่เขาทรยศต่อตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นกันแน่…
“นี่ หงอวี่…”
สุ้มเสียงอันคุ้นเคยดังโพล่งขึ้น
มู่หงอวี่หันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นเจี่ยนเฟิงฉือเดินออกมาจากห้อง เขาเอนตัวพิงกรอบประตูด้วยท่าทางที่เกียจคร้าน และพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไปพลาง
“มาคุยกันหน่อยหรือไม่?”
มู่หงอวี่เลิกคิ้ว
“จะคุยอันใด?”
ระหว่างพวกเขามีเรื่องต้องคุยด้วยหรือ?
เจี่ยนเฟิงฉือเชิดปลายยกคางขึ้น ดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่านทอประกายแวววับ
“ตอนนี้เจ้าทะลวงผ่านขอบเขตมหายานแล้วมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็พาข้าไปที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ด้วย เป็นไง?”
มู่หงอวี่แค่นหัวเราะ
“เจ้าคิดว่าที่แบบนั้น จะเข้าไปได้ง่ายๆ เชียวหรือ?”
เจี่ยนเฟิงฉือต้องการให้นางพาเขาลอบเข้าไป แต่มันจะง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?
อีกอย่าง นางเองก็ไม่อยากทำสักเท่าไร
มู่หงอวี่ยกสองแขนกอดอกทันควัน ตากลมมองเขาขึ้นลง พลันแสยะยิ้มอย่างมีนัย
“เจ้าเองก็รู้จักมักจี้กับเสินสื่อลำดับหนึ่งมิใช่หรือ? ไยถึงไม่ไปหาเขาเองเล่า? เข้าไปตรงๆ ดีกว่าแอบเข้าไปตั้งเยอะ ไม่ใช่รึไง?”
เจี่ยนเฟิงฉือชะงัก ตัวแข็งทื่อในทันใด
ก่อนจะดึงพัดออกมาคลี่ แล้วทำทีจิ้มหน้าผากตัวเอง พลันหัวเราะขำเบาๆ
ขำบ้าขำบออะไรกันล่ะ!
มู่ชิงเห่อทำร้ายฉู่หลิวเยว่ได้ แล้วเขาจะเหลือหรือ!
ต้องคิดสั้นกับชีวิตขนาดไหน ถึงไปรนหาที่ตายแบบนั้น?
ขอตายอย่างสงบ ยังดูดีมีสง่าราศีกว่าตั้งเยอะ?
เมื่อก่อนเขากับมู่ชิงเห่อเคยมีสัมพันธ์อันดีต่อกันก็จริง แต่นั่นก็เป็นแค่อดีต!
อย่างอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นับตั้งแต่ที่เขาเข้ามาอยู่ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ เขายังไม่เคยเห็นมู่ชิงเห่อออกมาพบหน้ากันเลยสักครั้ง!
ถ้ามู่หงอวี่ไม่เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามู่ชิงเห่อคือเสินสื่อลำดับหนึ่ง!
ถึงเจี่ยนเฟิงฉือจะชอบเอาตนเป็นที่ตั้งมาแต่ไหนแต่ไหร แต่เขาก็ยังรักชีวิตของตัวเองมากกว่า
“นั่น…นั่นมันเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว…หรือที่ใครๆ เขาเรียกว่า ผ่านมาเป็นชาติแล้ว…”
เจี่ยนเฟิงฉือทำทีกระแอมเบาๆ พร้อมปฏิเสธพัลวัน
มู่หงอวี่พ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างเย็นชา
นอกจากจะไม่พอใจมู่ชิงเห่อแล้ว ตอนนี้นางยังต้องมาหงุดหงิดเจื่อนเฟิงฉืออีกคน
…
น้องแปดยืดตัวตรงแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ริมฝีปากบางพึมพำเสียงเบา
“ทำอันใดกันนะ…หนวกหูจะตายอยู่แล้ว…”
ทันใดนั้น ก็มีร่างสูงใหญ่เดินเข้ามา หยุดยืนตรงหน้านาง
เงาดำทอดตัวยาวปกคลุมนางในบัดดล
ดวงตาที่สวยงามของนางหรี่ลงเล็กน้อย ในใจพลันนึกสับสนฉงนนัก
“…ท่านพี่เยี่ยนชิง?”