ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2427 สหายเก่า
จากนั้นนางก็เดินไปที่ประตูบานใหญ่
“เยว่เออร์…”
ซั่งกวนจิ้งพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ราบเรียบของนาง เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าอย่างใดดี
นางน่าจะ…รู้มาก่อนอยู่แล้ว
ดังนั้นตอนที่เห็นมู่ชิงเห่อพูดเช่นนั้น ปฏิกิริยาของนางกลับ…ราบเรียบไม่แยแส
เขาชะงักฝีเท้า ไม่ได้สาวเท้าไปด้านหน้า แต่กลับหันไปมองทางมู่ชิงเห่อ
ซูหลีและเซียวหรานก็ตระหนักได้ว่ามีอันใดบางอย่างผิดปกติไป ดังนั้นจึงลอบสบสายตากัน
แม่นางสิบสองที่น้ำตาไหลพรากอยู่ด้านนอกประตูก็หยุดร้องไห้ไปอย่างกะทันหัน
หลงเหลือเพียงไอเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายออกมาจากศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ผู้คนหนาวสะท้านไปทั้งตัว
แม่นางสิบเอ็ดเดินมาครึ่งก้าว จากนั้นก็ดึงแม่นางสิบสองไปไว้ด้านหลังของตนเอง
หร่วนเจี้ยนเฟิงมองไปทางพวกนางอย่างเย็นชา
“คำพูดของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งพวกเจ้าได้ยินหรือไม่?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องให้เจ้ามาเตือน” แม่นางสิบเอ็ดไม่ได้มีทีท่าอ่อนแอ
ตอนนี้ภายในใจของนางมีเปลวเพลิงสุมทรวงและไม่รู้ว่าจะระบายอย่างใด!
“เจ้า…”
ในแววตาของหร่วนเจี้ยนเฟิงมีประกายโหดเหี้ยม ในขณะที่เขากำลังลงมือ ทันใดนั้นเสียงที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“เสินสื่อลำดับที่ห้า”
การกระทำของเขาหยุดชะงักไป เขาหันกลับไปมอง จากนั้นก็ต้องขมวดคิ้วทันที
“ซั่งกวนเยว่?”
“แม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองของพวกเรายังเด็กมากนัก บางครั้งก็กระทำไปด้วยความวู่วาม ซึ่งเป็นความไม่ได้ตั้งใจของนาง เสินสื่อลำดับที่ห้าคงไม่คิดเล็กคิดน้อยกว่าพวกนางหรอกมั้ง?”
เมื่อนางพูดคำนี้ออกมา หร่วนเจี้ยนเฟิงก็สะอึก
เขาหันกลับไปมองเด็กสาวที่ยืนอยู่ด้วยกันสองคน จากนั้นก็มองกระบี่ที่ตกอยู่ที่พื้น ใบหน้ามืดครึ้ม
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวมีท่าทางอ่อนแอ แต่พลังการต่อสู้ระดับนี้ ไม่สามารถใช้คำว่าอ่อนแอมาบรรยายได้เลย…
แต่เมื่อฉู่หลิวเยว่พูดเช่นนี้แล้ว หากเขายังกัดไม่ปล่อยก็คงจะไม่ดี หากเขาปล่อยเรื่องนี้ไป เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เขาครุ่นคิดแล้วพูดด้วยเสียงเย็นเยือกออกมา
“คนเหล่านี้กำเริบเสิบสาน ล่วงเกินเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ข้าจะปล่อยเรื่องนี้ไปได้อย่างใด?”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มออกมา
“พวกนางแค่เข้าใจผิดคิดว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเป็นสหายเก่า ดังนั้นพวกนางจึงกระทำการเช่นนั้น”
คำพูดนี้อาจจะดูแปลกประหลาดไปเสียหน่อย
เข้าใจผิด?
สหายเก่า?
ฐานะของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งอยู่ระดับใดกัน พวกนางจะสับสนขนาดไหนถึงเข้าใจผิดขนาดนี้ได้?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่นี้แม่นางยังตะโกนชื่อของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งออกมาด้วย!
แบบนี้ดูไม่เหมือนเข้าใจผิดเลย…
“แต่การเรียกชื่อของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งห้วนๆ ก็ถือว่าเป็นความผิดแล้ว!”
“ต่อให้มันจะเป็นความผิด อย่างนั้นเสินสื่อลำดับที่หนึ่งก็ควรจะเป็นคนสำเร็จโทษไม่ใช่หรือ?”
เมื่อฉู่หลิวเยว่พูดถึงตรงนี้ นางก็หมุนตัวกลับไปมองชายที่ยืนอยู่ด้านบน
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง เจ้าต้องการจะสังหาร…พวกนางตรงนี้เลยหรือไม่?”
ริมฝีปากของนางประดับด้วยรอยยิ้ม ท่าทางผ่อนคลาย แต่แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยไอเย็นยะเยือก หากลำแสงที่แหลมคมและเย็นชาเหล่านั้นกระทบร่างกายของผู้อื่นก็จะทำให้พวกเขาเจ็บปวดแสนสาหัส
หลังจากผ่านไปสักพัก ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นมาโดยไม่มีความผันผวน
“อย่าให้มีครั้งหน้า”
หร่วนเจี้ยนเฟิงอ้าปากขึ้น แต่สุดท้ายก็ต้องตอบรับด้วยความเคารพ
“ขอรับ”
เสินสื่อลำดับที่หนึ่งเป็นคนที่เด็ดขาด โหดเหี้ยมมาแต่ไหนแต่ไร ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางนั่งตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงมาตลอดหมื่นปี
ต่อให้หลายปีที่ผ่านมานี้เขาจะปิดด่านฝึกอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อลงมือ เขาก็ยังสามารถจัดการเสินสื่อลำดับที่สองได้อย่างอยู่หมัด
ด้วยนิสัยและพลังของเขาเช่นนี้อยู่สูงกว่าคนอื่นแน่นอน
เดิมทีหร่วนเจี้ยนเฟิงคิดว่า เสินสื่อลำดับที่หนึ่งจะลงโทษอย่างโหดเหี้ยม เพื่อเป็นการตักเตือน แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…เขาจะปล่อยไปเช่นนี้
น่าจะเป็นเพราะ…เขาไม่ต้องการเสียพลังและเวลาไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้?
ท้ายที่สุดแล้ววันนี้ ประเด็นหลักก็ยังอยู่ที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ถ้าตอนนี้ยังจะหาเอาความเล็กๆ น้อยๆ กับแม่นางทั้งสอง เห็นได้ชัดว่าคงจะไม่มีอารมณ์ไปสนใจเรื่องอื่น
เมื่อคิดได้ดังนั้น หร่วนเจี้ยนเฟิงก็ขจัดความสงสัยของตัวเอง
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองทางแม่นางสิบสอง สายตาเย็นชาของนางก็จางหายไป
“เอาล่ะ แม่นางสิบสอง ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”
แม่นางสิบสองชะงักตัวแล้วมองหน้านาง
นายท่าน…
รู้อยู่ก่อนแล้วอย่างนั้นหรือ?
“น้องแปด พาพวกนางออกไปรอด้านนอก หากเรื่องที่นี่จบแล้วข้าก็จะกลับไป”
น้องแปดรีบตอบรับ
“อ่า ได้เจ้าค่ะ!”
เมื่อพูดจบ นางก็ลากแม่นางทั้งสองออกไปด้วยความปวดใจ
เจี่ยนเฟิงฉือก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็หันไปมองมู่ชิงเห่อที่อยู่ในระยะไกล ก่อนเบนสายตาไปยังฉู่หลิวเยว่
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา
“วางใจเถอะ ข้าจะดูแลพวกนางเอง”
มุมปากของฉู่หลิวเยว่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณมาก”
เจี่ยนเฟิงฉือพูดขึ้นอย่างลังเล “เจ้า…”
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็กลืนคำพูดที่เหลือลงคอ
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ไม่พูดอันใดเลยยังจะดีเสียกว่า
เขาหมุนตัวกลับแล้วเดินตามน้องแปด และคนอื่นๆ ไป
ฉู่หลิวเยว่เดินกลับไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่านางกลับมาแล้ว ซูหลีก็ยกมือขึ้นมาจับมือของนางไว้ แล้วตบหน้าอกของตัวเองเบาๆ
“เสี่ยวเยว่เออร์ เจ้าใจกล้าเกินไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะเดินไปเช่นนั้น! ยังดีที่ไม่ได้เกิดเรื่องอันใด…”
นางเป็นห่วงจริงๆ ว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งจะกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อย และจะโมโหฉู่หลิวเยว่ไปด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งเสินสื่อลำดับที่สองเขายังให้คุกเข่าอยู่ด้านนอกประตูเป็นเวลาสามวันสามคืน หากเป็นคนอื่นเล่า?
เขาเป็นคนที่ไม่สามารถยั่วโมโหได้เลย!
ในแววตาของฉู่หลิวเยว่เหมือนมีแสงสว่างประกายวาบ
ริมฝีปากแดงของนางยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะขึ้น
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่งใจกว้างนัก เขามีเมตตา ไม่มีอันใดให้น่าเป็นกังวล”
หนังตาของซูหลีกระตุกขึ้น
คำพูดนี้…
หลังจากที่น้องแปดลากแม่นางน้อยทั้งสองออกมาแล้ว
นางก็เห็นว่าใบหน้าและจมูกของแม่นางสิบสองเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นนางก็ถอนหายใจออกมา ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาของนาง
“เอาล่ะ แม่นางสิบสองของพวกเราเชื่อฟังมากที่สุด ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”
แม่นางสิบสองส่ายหน้า เม้มริมฝีปากสะอึกสะอื้น
“…พี่แปด ข้าไม่ได้ร้องแล้ว”
ตั้งแต่ตอนที่นางได้ยินคำพูดของมู่ชิงเห่อประโยคนั้น น้ำตาของนางก็ไหลออกมาไม่หยุด
ส่วนแม่นางสิบเอ็ดยังดีหน่อย นางไม่ได้ร้องไห้ แต่ดูจากสีหน้าตื่นตระหนกแล้ว…เห็นได้ชัดว่านางยังไม่ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์นั้น
แม่นางสิบสองชะงักไปแล้วถามว่า
“พี่แปด นายท่านบอกว่าพวกเราจำผิดคน…”
“ใช่ พวกเราจำผิดคนแล้ว”
ไม่รอให้น้องแปดพูดอันใด แม่นางสิบเอ็ดก็พูดขึ้นมาอย่างหนักแน่น
“เขาคือเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ไม่ใช่พี่ชิงเห่อของพวกเรา”
…
ขณะที่เวลากำลังไหลผ่าน ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
หลังจากนั้นไม่นาน เงาร่างที่คุณเคยก็สะท้อนเข้าในดวงตาของพวกเขา
เมื่อเห็นคนที่มาใหม่ ฉู่หลิวเยว่ก็เลิกคิ้วขึ้น แล้วกล่าวทักทายในทันที
“ประมุขหนาน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ สบายดีหรือไม่”
หนานจิ่นซูที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็น แล้วเดินผ่านไปอย่างเงียบเชียบ แต่ก็ต้องตัวแข็งทื่อในทันที
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าเผยรอยยิ้มเก้อกระดาก