ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2430 อาจจะชนะได้
ตอนที่ 2430 อาจจะชนะได้
………………..
เซียวหรานมองคนได้อย่างแม่นยำ
แม้เขาจะเจอกับเฉินอีคนนั้นไม่บ่อย แต่เขาสามารถมั่นใจได้ว่าคนผู้นั้นไม่ธรรมดาแน่นอน
ถ้าเขามา บางทีอาจจะสำเร็จจริงๆ
แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นเงาของอีกฝ่ายเลย
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกแปลกประหลาดใจเล็กน้อย
“เหมือนว่าเขาจะเป็นพี่ใหญ่ของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่หรือ? วันสำคัญขนาดนี้ คาดไม่ถึงว่าเขาจะไม่มา?”
เซียวหรานประหลาดใจ
ฉู่หลิวเยว่ก็ชะงักไป
ก่อนหน้านี้นางไม่ได้คิดถึงมันเลย แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินฉู่หลิวเยว่พูดเช่นนี้ก็เหมือนว่าจะเป็นความจริง
หลังจากที่นางกับหรงซิวเล่นหมากกระดานนั้นจบแล้วก็ออกมาที่นี่ทันที และนางก็ไม่ได้เห็นเฉินอีเลย
ตอนนั้นนางก็ถามขึ้นมา แต่น้องแปดบอกว่าเฉินอีกำลังยุ่งอยู่
แต่นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้ว เขาก็ยังไม่มาอีก…
“หากเขาเต็มใจที่จะเข้าร่วม เขาก็น่าจะ…สามารถเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ล่ะมั้ง?” เซียวหรานพูด
เขารู้สึกว่า ลูกน้องหลายคนของฉู่หลิวเยว่ก็สามารถทำได้
ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีชีหานคนหนึ่งที่ทำได้
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาว่า
“พวกเขาล้วนมีความคิดเป็นของตัวเอง…”
“เหลียงเหอ เซียนหมอระดับปรมาจารย์ ขอท้าประลอง!”
ทันใดนั้นน้ำเสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากด้านนอกประตูบานใหญ่
เพียงแต่ตอนนี้เขา…แตกต่างไปจากเดิมมาก
เขาผอมลง ใบหน้ามีตอหนวดสีเขียวครึ้ม ดวงตาโบ๋ลึก ในแววตาไม่มีประกาย
สีหน้าของเขาดูซีดเซียว ไม่มีจิตวิญญาณอันสูงส่งอย่างในอดีตเลย
ต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นเซียนหมอระดับปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์
ทุกคนภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์รวมถึงซูจิ้งก็คิดว่าเขามีโอกาสที่จะเข้าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างราบรื่นที่สุด
แต่น่าเสียดาย หลังจากที่เขาโดนโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนว่าเขาจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดังนั้นจึงไม่สามารถพัฒนาฝีมือด้านการหลอมโอสถได้เลย
จนกระทั่งปัจจุบัน เขาก็กลายเป็นสภาพแบบนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงระฆังของมู่ชิงเห่อ เขาก็ไม่รู้ว่าวันนี้คือวันอันใด
หลังจากที่ลังเลอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเหลียงเหอก็ยังเดินทางมาที่นี่
ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนหน้านี้เขาสูญเสียเงินทองไปมากมาย หากจะให้ยอมแพ้ในตอนนี้เขาก็ไม่ยินยอมเช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าเหลียงเหอเดินทางมา ทั่วทั้งบริเวณก็ตกอยู่ในความเงียบ
หร่วนเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตากวาดมองคนตรงหน้า
“เข้ามา”
แต่เหลียงเหอก็ยังไม่ได้เดินเข้าไปในทันที เขาหมุนตัวกลับมาเหมือนกำลังหาอันใดบางอย่าง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็มองเห็นเงาร่างงดงามเย้ายวนใจอยู่ด้านหลังกลุ่มคน สายตาของเขาจับจ้อง แววตามีประกายสับสน
หลังจากนั้นไม่นาน เจี่ยนเฟิงฉือก็สะบัดพัดดัง “พรึ่บ” พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เฮ้อ เหลียงเหอคนนั้นกำลังมองเจ้าอยู่นะ!”
น้องแปดเงยหน้าขึ้นไปมองท่าทางไม่ใส่ใจ
“ข้างดงาม เย้ายวนขนาดนี้ หากมีคนมองก็เป็นเรื่องปกติแล้วไม่ใช่หรือ?”
เจี่ยนเฟิงฉือ “…”
นางเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่เสมอ
น้องแปดเกือบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
“แค่ก แค่กๆ … พวกเจ้า…”
“พี่ พวกเราพูดตรงไปตรงมาอย่างนี้คงจะไม่ดีล่ะมั้ง…” แม่นางสิบสองถามขึ้นมาด้วยความลังเล
แม่นางสิบเอ็ดถามกลับ
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่าผู้ชายคนนั้นกับพี่เขยแปดใครดูดีกว่ากัน?”
แม่นางสิบสองพูดตามความจริง “พี่เขยแปดสิ”
“แค่นั้นแหละ”
นางเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่เสมอจริงๆ
“แล้วอีกอย่าง พี่เขยแปดก็เป็นคนของพวกเราเอง เหลียงเหออันใดนั่นเป็นคนนอก หากพวกเรายังพูดไม่รุนแรงพอ เขาจะคิดว่าตนเองยังพอมีหวัง และนั่นมันจะสร้างปัญหาให้กับพี่แปดและพี่เขยไม่ใช่หรือ?”
แม่นางสิบสองครุ่นคิด และคิดว่าคำพูดนี้มีเหตุผล ดังนั้นจึงยอมรับความผิดพลาดของตนเองพร้อมกับหน้าที่แดงก่ำ
“ขะ ข้าเข้าใจแล้ว”
น้องแปด “…”
เจี่ยนเฟิงฉือยืนอยู่ด้านข้างอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว เขาก็พูดขึ้นมาว่า
“น้องแปด ข้าฝากแม่นางทั้งสองก่อนนะ”
น้องแปดเบิกตากว้าง
“เจ้าหมายความว่าอย่างใด?”
เจี่ยนเฟิงฉือเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นเล็กน้อย
“ข้ายังจะทำอันใดได้อีกล่ะ?”
“เจ้า…จะเข้าไปหาเสี่ยวหงอวี่ที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ?”
“หากข้าไม่เข้าไป แล้วนางถูกแกล้งขึ้นมาล่ะจะทำอย่างใด?”
น้องแปดมองเขาอย่างหมดคำพูด
“นางเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อนเจ้าเสียอีก ถ้าจะโดนรังแก เจ้าน่าจะเป็นคนโดนมากกว่า”
เจี่ยนเฟิงฉือ “…”
เขาเก็บพัดลง จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
“ช้าก่อน!”
น้องแปดตะโกนเรียกขึ้นมาอีกครั้ง
เจี่ยนเฟิงฉือหันกลับมา “อันใด?”
ริมฝีปากแดงของน้องแปดยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอันสมบูรณ์แบบ รอยยิ้มและดวงตาก็บริสุทธิ์มาก
“แน่นอนว่า…ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!”
…
เดิมทีเหลียงเหอแค่ต้องการดูว่าน้องแปดอยู่ที่นี่หรือไม่
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า น้องแปดกับเจี่ยนเฟิงฉือจะเดินตรงมาทางนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าเงาร่างของพวกเขาทั้งสองขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ภายในใจมีระลอกคลื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้
ความรู้สึกแบบนี้ไม่สามารถควบคุมได้เลย
ต่อให้เขายอมแพ้ไปแล้ว แต่เมื่อเห็นคนผู้นั้น เขาก็ยัง…
แต่น้องแปดไม่ได้มองเขาเลย นางเดินไปยังที่หน้าประตูใหญ่พร้อมรอยยิ้ม
แม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองไม่ได้ตามมาด้วย พวกนางเพียงมองอยู่ด้านหลังเท่านั้น
เมื่อหร่วนเจี้ยนเฟิงเห็นน้องแปดและเจี่ยนเฟิงฉือ ใบหน้าของเขาก็เย็นชาขึ้นมาทันที
“พวกเจ้าคิดจะทำอันใด?”
“เข้าใจผิดแล้ว ครั้งนี้พวกเราแค่…”
“แน่นอนว่าพวกเราจะเข้าไปในด่านเป็นตาย!”
น้องแปดพูดแทรกคำพูดของเขา
แววตาของหร่วนเจี้ยนเฟิงมีประกายสงสัยปรากฏขึ้น
“พวกเจ้าน่ะหรือ?”
ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและดูถูก อีกทั้งยังมีลำแสงที่เย็นยะเยือกส่องประกาย
“เหตุใด ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
ร้ายดีอย่างใดนางกับเจี่ยนเฟิงฉือก็เป็นเซียนหมอระดับปรมาจารย์ เหลียงเหอสามารถเข้าไปได้ แล้วเหตุใดพวกเขาถึงเข้าไปไม่ได้?
หร่วนเจี้ยนเฟิงพูดเสียงเย็น
“เข้าไปได้แน่นอน แต่ยังมีเรื่องหนึ่งที่พวกเจ้าอาจจะยังไม่รู้ หากเข้าไปในด่านเป็นตายแล้ว เจ้าจะไม่มีโอกาสให้เสียใจภายหลังนะ! ทุกคนที่แพ้จะมีแต่คำว่า ‘ตาย’ รออยู่!”
น้องแปดหาวขึ้นมาอย่างหมดความอดทน
“เรื่องนี้ข้ารู้อยู่แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดหลายรอบ หากเจ้าไม่อยากให้พวกเราเข้าไปก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ!”
หน้าอกของหร่วนเจี้ยนเฟิงเหมือนมีอันใดกดทับอยู่
แน่นอนว่าเขาไม่ชอบคนกลุ่มนี้ แต่ในเมื่อพวกเขามารนหาที่ตายเอง…แล้วเขาจะขวางไปเหตุใดล่ะ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็ถอยหลังลงไปครึ่งก้าว
น้องแปดเอาผมขึ้นทัดหู จากนั้นก็สาวเท้าเดินออกมา
เจี่ยนเฟิงฉือเดินติดตามไปอย่างใกล้ชิด
ตามด้วยเหลียงเหอ กลายเป็นทั้งหมดสามคน
หร่วนเจี้ยนเฟิงหันมองทางทุกคนแล้วพูดขึ้นว่า
“ด่านเซียนหมอมีเพียงรอบเดียวเท่านั้น คนที่อยากจะเข้าร่วมก็ให้เดินเข้ามาได้เลย!”
ทันทีที่สิ้นเสียง ผู้คนก็เริ่มตื่นตระหนก จากนั้นก็มีคนทยอยเดินขึ้นมาด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง
…
น้องแปดสาวเท้าก้าวเข้าไปในสนามประลองเซียนหมอ
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ซูหลีถามขึ้นเสียงเบาว่า
“เสี่ยวเยว่เออร์ เหตุใดพวกเขาก็เข้าร่วมด้วยล่ะ? แบบนี้มันอันตรายมากเลยนะ!”
ฉู่หลิวเยว่หันมองไปทางนั้น
ตอนนั้นน้องแปดก็สังเกตได้ถึงสายตาของนาง นางจึงยกริมฝีปากขึ้นยิ้ม
ภายใต้แสงอาทิตย์ดอกกุหลาบจะสามารถเบ่งบานได้งดงามที่สุด
ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า
“บางที…ครั้งนี้อาจจะมีโอกาสชนะ”
………………..