ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2444 เจ้าว่าอันใดก็เอาตามนั้น
ตอนที่ 2444 เจ้าว่าอันใดก็เอาตามนั้น
………………..
จิตสังหารถึงกับอวลคลุ้งไปทั่วสี่ทิศ
ซูหลีตวัดสายตามองถังเคออย่างเงียบเชียบ
น้องแปดนวดคลึงเอวของตน ครุ่นคิดว่าประเดี๋ยววิ่งอย่างใดถึงจะสะดวกหน่อย
ซั่งกวนจิ้งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พลางเอามือปิดหน้า
จั่วเสินเจียง… ใต้เท้าเยี่ยนชิง ความปรารถนาแรงกล้าในการเอาตัวรอดช่างแข็งแกร่งมากโดยแท้…
เซียวหรานพลันมีสีหน้างุนงง
อันใด? เกิดอันใดขึ้น?
จู่ๆ บรรยากาศโดยรอบถึงได้อันตรายขึ้นมาทันควันเล่า!
…
ตัดมาฟากนี้ ถังเคอทำใจดีสู้เสือแล้วเดินเข้าไป
หร่วนเจี้ยนเฟิงมองเขา สีหน้าพลันวูบไหวน้อยๆ
“ใต้เท้าถังเคอ ไม่ได้เจอกันนาน ระยะนี้สบายดีหนา?”
หางตาของถังเคอกระตุก อยากจะเข้าไปอุดปากหร่วนเจี้ยนเฟิงเสียเดี๋ยวนั้น!
เรียกเหตุใด!
ข้าสนิทกับเจ้ามากนักหรือ!?
เขาฝืนคลี่มุมปากออกมาวาดรอยยิ้มแข็งทื่อน้อยๆ ส่งไปให้
“ดี ดีทีเดียว…”
พูดจบก็จากไปอย่างรวดเร็ว
หร่วนเจี้ยนเฟิงหันศีรษะมองตามอย่างประหลาดใจ
…ถังเคอไม่ได้เดินไปหยุดอยู่ข้างบรรดาเสินสื่อแต่อย่างใด ทว่าเขากลับเดินไปอีกฝั่งหนึ่งแทน?
…
“ฮ่าฮ่า สายแล้วๆ”
ถังเคอเอ่ยปากไม่ตรงกับใจพลางแบกรับสายตาที่หมายจะตรวจสอบเรื่องราวจากคนทั้งหลาย ก่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของซูหลี
เขาหยิบเอากล่องหยกขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นส่งไปให้
“หลีจื่อ ของขวัญนี่มอบให้เจ้า”
ซูหลีไม่ได้รับมาแต่อย่างใด เพียงมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดเท่านั้น ทั้งยังเบนไปมองเยี่ยนชิงด้วย
จนถึงตอนนี้ หากนางยังเดาไม่ออกว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ก็ใช้ชีวิตมาหลายปีนี้ได้เสียเปล่าแล้วโดยแท้!
“ใต้เท้าถังเคอจะสุภาพถึงปานนี้ไปไย” นางกล่าว
หว่างคิ้วของถังเคอกระตุกยิบอย่างรุนแรง ในใจกล่าวโทษหร่วนเจี้ยนเฟิงไปรอบหนึ่ง
ตอนนี้เขารู้สึกกดดันอย่างยิ่ง
แรงกดดันหนึ่งมาจากซูหลี ส่วนอีกหนึ่ง… มาจากฉู่หลิวเยว่
“ท่านซู จะดีร้ายอย่างใดนี่ก็เป็นน้ำใจจากใต้เท้าถังเคอ ท่านก็รับเอาไว้เถอะหนา”
ฉู่หลิวเยว่กล่าวด้วยเสียงอบอุ่น
ซูหลีแค่นเสียงออกมาแผ่วเบา ทว่าก็ยังไม่ขยับไหว
“ใต้เท้าถังเคอกับเสินสื่อลำดับที่ห้าคุ้นเคยกันมากทีเดียวหนา มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ถึงได้ไม่คิดจะกระวีกระวาดเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เลย”
ถังเคอแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ถึงกับไม่รู้ว่าควรเอ่ยอันใดออกไปชั่วขณะ
ในตอนนั้นเอง ฉู่หลิวเยว่ก็หันไปถามเยี่ยนชิงเสียงเบาเหมือนบทสนทนาปกติก็มิปาน
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสถังเคอมีสถานะอันใดหรือ ขอให้ใต้เท้าจั่วเสินเจียงบอกกล่าวโดยละเอียดด้วย เผื่อพวกข้าไปล่วงเกินอันใดเข้า”
นางมิได้ถามถังเคอ แต่กลับถามเยี่ยนชิงแทน
“ช่างหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์”
เยี่ยนชิงพ่นคำตอบออกมาไร้อารมณ์
ถังเคอ “?”
รู้อยู่แล้วเชียวว่าไม่ควรหวังพึ่งเจ้า!
ฉู่หลิวเยว่ส่งเสียง “อ้อ” เป็นเชิงเข้าใจ ปลายเสียงลากยาวเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาราวกับกำลังครุ่นคิด
“มิน่าเล่า ผู้อาวุโสถังเคอความสามารถโดดเด่นเกินใคร คนธรรมดานั้นเทียบเคียงไม่ได้โดยแท้”
ถังเคอกระแอมไอคราหนึ่ง
“กะ ก็ไม่มีอันใดหรอก… ก็แค่ซะ ซ่อมแซมสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไปบ้างเป็นครั้งคราว…”
ฉู่หลิวเยว่พลันนึกอันใดบางอย่างออก นางจดจ้องไปที่ถังเคอ ทิ้งสายตาไว้ที่เขาอยู่นานทีเดียว
ถังเคอถูกจับตามองจนขนลุกชันไปทั่วร่าง ในมือยังคงถือกล่องหยกใบนั้นเอาไว้ ชั่วขณะหนึ่งเขารู้สึกพิพักพิพ่วนอย่างมาก
“เหตุใดหรือ มีอันใด… ผิดปกติหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองซูหลี กล่าวถามนางว่า
“ท่านซู ก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่าสถานที่ที่ใช้ประมือกับผู้อาวุโสถังเคอในตอนนั้นตั้งอยู่ที่ท่าเรือดอกท้อ?”
เหตุการณ์ที่นางพูดถึงคือการประมือของคนทั้งสองเมื่อหมื่นปีก่อนนั่นเอง
ซูหลีงุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผงกศีรษะ
“ใช่แล้ว”
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงน้อยๆ
สงครามครั้งนั้นมีความหมายต่อท่าเรือดอกท้ออย่างยิ่งยวด แทบจะนับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการฝึกตนของทั่วทั้งท่าเรือดอกท้อจนใหม่เอี่ยมเลยก็ว่าได้
อีกทั้ง… ในครานั้นจู่ๆ โล่ผสานนภาก็ปรากฏขึ้นในใต้หล้า คอยช่วยเหลือคนทั้งสองจนหลอมสิบสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ออกมาได้!
ซูหลีกล่าวว่า
“ในเมื่อสถานะของใต้เท้าถังเคอสูงส่งปานนี้ ก็ไปอยู่กับบรรดาเสินสื่อฝั่งโน้นเถอะ”
ถังเคอ “…”
สภาวะอารมณ์ของเขานั้นซับซ้อนยิ่ง
มุมหนึ่ง เขาอยากจรลีไปจากลานมาราแห่งนี้เสีย ปกป้องชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้ ทว่าอีกมุมหนึ่ง เขารู้ว่าหากจากไปจริงๆ ถ้าอยากไปยืนต่อหน้าซูหลีอีกครั้งก็ทำไม่ได้ง่ายปานนั้นแล้ว
คิดไปคิดมา ท้ายที่สุดเขาก็กัดฟันตอบว่า
“มะ ไม่เป็นไร! ข้าอยู่ตรงนี้กะ ก็สบายดี!”
…
ห่างออกมาจากบริเวณนั้น ยามเห็นภาพฉากนี้ เหยียนเก๋อก็ส่งเสียง “จิ๊” ออกมา
ดูสินั่น นี่คือชะตากรรมของการสูญเสียอิสรภาพไปอย่างใดเล่า!
ตัวคนเดียวมันดีกว่าไม่ใช่หรือไร?
อย่างน้อยที่สุด พอถึงช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็ยังพอมีโอกาสได้พักหายใจหายคอบ้าง
ยามเห็นหว่างคิ้วของเหยียนเก๋อเผยแววพึงพอใจและปลื้มปิติอย่างปิดไม่มิด หมิงซูก็ใช้มือลูบหน้าอย่างแรง
ดูเหมือนว่าผู้ดูแลรองจะลืมไปแล้วหนาว่าเหนือขึ้นไปยังมีท่านผู้นั้นอยู่น่ะ!
พวกเขาเหล่านี้จะหนีไปไหนได้เล่า!?
…
เมื่อเจี่ยนเฟิงฉือออกมาจากสนามประลองก็เดินมุ่งหน้าไปทางนั้นทันที
ทันใดนั้น ฝีเท้าของเขาพลันหยุดชะงัก บนดวงหน้าหล่อเหลาสง่างามของเขาเผยแววประหลาดใจออกมา
“อื๋อ? เหตุใดจู่ๆ ทุกคนถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า!?”
เยี่ยนชิงน่ะช่างเถอะ จั่วเสินเจียงไม่มาไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อครู่เขากำลังจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถ ไม่ได้สนใจสถานการณ์ภายนอกแต่อย่างใด ดังนั้นตอนนี้จึงยังคงมีความงุนงงฉายชัดเต็มใบหน้า
มู่หงอวี่ดึงข้อมือของเขาไว้ จัดการลากคนมาทางนี้ทันควัน
เจี่ยนเฟิงฉือหลุบตามองมือเล็กขาวนุ่มที่จับตัวเองเอาไว้แน่นพลางเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นน้อยๆ ก่อนเผยรอยยิ้มบางเบาออกมาอย่างอดไม่ได้
เขาโน้มตัวลงมาใกล้ กดเสียงต่ำแล้วเอ่ยถาม
“หงอวี่ เป็นห่วงข้าขนาดนี้เลยหรือ?”
ยังพูดว่าไม่สนใจเขาอยู่เลย ดูสิ เมื่อครู่พอลงมาจากด่านเป็นตายก็คว้าคนมาจับไว้แน่นเชียว!
หากไม่ได้มีเขาอยู่ในใจจะทำเช่นนี้ได้หรือ
มู่หงอวี่ราวกับมองดูตัวโง่งมอยู่ก็มิปาน นางมองเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยหยอกเย้าว่า
“แน่อยู่แล้วซี”
ลำบากลำบนทนทรมานกับด่านเป็นตายมามาก หากตายตกอยู่ที่อื่นก็น่าเสียดายมากมิใช่หรือ?
เจี่ยนเฟิงฉือยังไม่ทันได้ดีใจ ก็ได้ยินนางพูดขึ้นมาอีกว่า
“พูดให้มันน้อยๆ หน่อย”
เจี่ยนเฟิงฉือรู้สึกได้เลือนรางว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่พอเห็นดวงหน้าเล็กของมู่หงอวี่ฉายแววจริงจังก็คลี่พัดออกดัง “ฟึ่บ” แล้วขยับไปใกล้หูนาง เอ่ยแกมหัวเราะเสียงเบาว่า
“ได้ซี เจ้าว่าอันใดก็เอาตามนั้น”
ใบหูของมู่หงองี่ร้อนฉ่า ทั้งยังรู้สึกคันยุบยิบจางๆ อยู่หน่อย จึงลูบหูของตนโดยไม่รู้ตัวพลางจดจ้องมองเขา
จนป่านนี้แล้ว คนผู้นี้ยังคิดถึงเรื่องพวกนี้อยู่อีกหรือ?
คุณชายใหญ่เจี่ยนถูกนัยน์ตาเรียวสุกสกาวของนางสั่นไหวจนจิตใจกระเพื่อม ท้ายที่สุดสติสัมปชัญญะและเหตุผลก็หลุดลอยไป
หากจะพูดว่าการผ่านด่านเป็นตายมาได้นั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย
ดูซี กระทั่งท่าทีของคนยังเปลี่ยนไปได้อย่างเห็นได้ชัด!
ครั้นรับรู้ได้ถึงแรงกระเพื่อมข้างกายเจี่ยนเฟิงฉือ มู่หงอวี่ก็กุมหน้าผากอย่างจนปัญญา
หมดหนทางช่วยแล้วจริงๆ
…
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้านัก
การแข่งขันบนสนามประลองทั้งสี่นั้นก็ยังคงดำเนินไปตามระเบียบที่วางไว้
บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้เกิดปัญหาขึ้น สนามประลองฝั่งของเซียนหมอจึงสิ้นสุดเป็นสนามแรก
นอกจากน้องแปดและเจี่ยนเฟิงฉือแล้ว คนอื่นก็มีแค่สองคนเท่านั้นที่ผ่านด่านไปได้สำเร็จ
ส่วนคนที่เหลือรวมไปถึงตัวเหลียงเหอนั้นล้วนล้มเหลวกันทั้งหมด
หลังจากการประลองสิ้นสุดลง คนเหล่านี้ก็ทยอยถูกลำแสงจำนวนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาจากเหนือสนามประลองห่อหุ้มร่างเอาไว้ แล้วแผดเผาดวงวิญญาณจนสิ้นซาก!
………………..