ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2447 เส้นชีพจรเส้นที่แปด
ตอนที่ 2447 เส้นชีพจรเส้นที่แปด
………………..
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หลังจากพูดคุยกับน้องแปด ฉู่หลิวเยว่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอีก เพียงแค่มองดูเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเท่านั้น
หลังการประลองในสนามประลองเซียนหมอสิ้นสุดลง ฝั่งของจอมยุทธ์เองก็ปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว
เทียบกับสนามประลองสนามอื่นแล้ว จำนวนคนของที่นี่เหลือมากที่สุด
ทว่าการแข่งขันเองก็ดุเดือดแลสูงมากเช่นกัน
มีผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ประมาณร้อยกว่าคนเห็นจะได้เข้ามาท้าประลองกับมู่ตงโหย่วอย่างต่อเนื่อง ทว่าคนที่ผ่านไปได้อย่างราบรื่นมีเพียงแปดคนเท่านั้น
หลังจากการประลองสิ้นสุด มู่ตงโหย่วก็หมุนกายออกจากลานประลองไป
เมื่อมองไปทางผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์แปดคนนั้น พวกเขาเองก็ทยอยเดินออกจากสนามประลองตามไปทีหลังเช่นกัน
จะมากน้อยพวกเขาล้วนได้รับบาดเจ็บกันทั่วถ้วน ต่างมีสภาพดูไม่จืดกันหมด
แต่ว่าเมื่อเทียบกับคนพวกนั้นที่ตายตกไปในด่านเป็นตายแล้ว นี่ก็นับว่าดีมากแล้วอย่างเห็นได้ชัด
ครั้นเห็นภาพฉากนี้ สายตาของเซียนหรานก็เบนไปมองทางฉู่หลิวเยว่ อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมา
“เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ…”
พวกข้ารับใช้ของนางเหล่านั้นล้วนมีแววกันทั้งนั้น
กลับพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปเสียได้
ฉู่หลิวเยว่ย่อมได้ยินคำพูดของเขา
ทว่านางดูจะไม่ได้สนใจในเรื่องพวกนี้มากมายอันใด นางเพียงแค่เลิกหว่างคิ้วน้อยๆ เผยรอยยิ้มบางออกมา
เซียวหรานเห็นดังนั้นก็เดาท่าทีของนางออก จึงกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงคอไป
คิดว่า… นางคงจะให้ความสำคัญกับชีวิตของข้ารับใช้… มากกว่าสิ่งอื่นใดกระมัง?
แม้ว่าขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้จะยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องมีความสามารถและโชคช่วยด้วยจึงจะสำเร็จ
…
ทัณฑ์สวรรค์ภายในหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว
ช่างหลอมอาวุธจำนวนหนึ่งล้วนกำลังจดจ่อสมาธิอยู่กับการหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม ช่วงชิงพลังของทัณฑ์สวรรค์มาใช้กันอย่างบ้าคลั่ง
จุดที่น่าเสียดายก็คือ จนกระทั่งการประลองสิ้นสุด ก็ยังไม่มีใครหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้แม้แต่คนเดียว
มีช่างหลอมอาวุธเพียงสองคนกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อที่โดดเด่นจับตาเท่านั้นที่ชนะการประลองมาแบบหืดขึ้นคอ แล้วได้รับคุณสมบัติข้อสุดท้ายไป
“จำนวนของช่างหลอมอาวุธก็ยังน้อยที่สุดเหมือนอย่างที่คิดไว้เลย” ซูหลีพึมพำออกมาเสียงเบา
เดิมทีแล้วช่างหลอมอาวุธก็เป็นหนึ่งในประเภทการฝึกตนที่ต้องใช้พรสวรรค์สูงที่สุดแล้ว
มู่หงอวี่เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
“ท่านซู หากทัณฑ์สวรรค์นั้นยังคงได้รับการปลดปล่อยออกมาเช่นปกติ สถานการณ์จะดีกว่านี้หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูหลีส่ายศีรษะ
“แม้ว่านั่นจะมีผลกระทบอยู่บ้าง แต่เสินสื่อลำดับหนึ่งก็ปลดปล่อยพลังของทัณฑ์สวรรค์ถ่ายเทเข้าไปในหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวเพียงพอแล้ว ดังนั้นโดยรวมแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้การหลอมอาวุธในด่านเป็นตายของช่างหลอมอาวุธล่าช้าแต่อย่างใด”
มู่หงอวี่พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้ายังคิดอยู่เลยว่า พวกเขาอยู่ใกล้หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวกันขนาดนั้น บางทีอาจจะสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ในการหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ให้สูงขึ้นก็ได้”
เซียวหรานหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
“นั่นน่ะยากมาก หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวในตอนนี้อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ การจะบุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นจึงลำบากยากเย็นโดยแท้ กับคนที่ไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้ยืนอยู่ในหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว ก็ทำไม่สำเร็จหรอกหนา!”
มู่หงอวี่ถามออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “เช่นนั้นหากหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวฟื้นฟูจนกลับไปอยู่ในสภาพเดิมเล่า? จะง่ายขึ้นมาบ้างหรือไม่?”
“พูดตามหลักแล้วก็เป็นแบบนั้นนั่นล่ะ แต่มันจะไปง่ายดายขนาดนั้นได้อย่างใดกันเล่า”
เซียวหรานส่งเสียง “จิ๊” ออกมาคราหนึ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่หงอวี่ก็ตะลึงไปพักหนึ่ง ก่อนจะหันมองฉู่หลิวเยว่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
พวกคนที่อยู่รอบๆ เองก็ยิ่งทวีความเงียบเชียบมากกว่าเก่า
พวกเขาต่างก็เคยเห็นโล่ผสานนภาของพู่หลิวเยว่กันมาก่อนทั้งนั้น
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันก็คือชิ้นส่วนที่ขาดหายไปของหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวนั่นแหละ!
เพียงแต่…ไม่รู้ด้วยเหตุใด ฉู่หลิวเยว่มาถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นานขนาดนี้แล้ว โล่ผสานนภาก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวอันใดเลยแม้แต่น้อย
เรียวคิ้วโก่งดุจใบหลิวของซู่หลีขมวดเข้าหากันน้อยๆ
นางยังคงจำเหตุการณ์ในทะเลทรายจันทราสีชาดครานั้นได้อย่างแม่นยำ
ทันทีที่ฉู่หลิวเยว่ก้าวเข้าไปในภาพมายาของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ กระแสพลังอันรุนแรงแข็งกร้าวอย่างยิ่งยวดสายหนึ่งก็ระเบิดปะทะออกมาจากหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว ด้วยหมายจะแย่งชิงโล่ผสานนภาของนาง!
ทว่าบัดนี้ พอมาถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เข้าจริงๆ กลับไม่มีอันใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ทันใดนั้น ฉู่หลิวเยว่ราวกับรู้สึกถึงอันใดบางอย่าง จึงหันไปมองยังทิศทางหนึ่ง
…
ณ ภูเขาเฟิ่งหมิง
กลุ่มเปลวเพลิงสีทองอร่ามกำลังลุกโหมแผดเผาอยู่บนภูเขาอย่างเงียบงัน
ส่วนถวนจื่อนั่งขัดสมาธิ ดวงตาสองข้างปิดแน่น
เปลวเพลิงเหล่านั้นที่ห่อหุ้มพลังอันน่าสะพรึงเอาไว้พวยพุ่งรอบกายนางอย่างต่อเนื่อง
ส่วนลมปราณบนร่างของนางเองก็พุ่งพรวดขึ้นสูงอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน
เมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงหน้านางนั้นผลิดอกออกมาใบมาได้แปดใบแล้ว ใบเหล่านั้นกำลังโบกไหวลู่ลมแผ่วเบา
บนดวงหน้าเล็กน่ารักดุจหยกขาวของถวนจื่อบัดนี้ปรากฏรอยแดงให้เห็นจางๆ
ความเจ็บปวดอันเบาบางค่อยๆ แล่นปราดมาจากทั่วทุกส่วนของร่างกาย
…
ในที่สุด ปรมาจารย์คนสุดท้ายบนสนามประลองก็หยุดเคลื่อนไหว
จิ้นอวิ๋นไหลพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
แม้ว่าเขาจะเป็นเสินสื่อลำดับเจ็ด แต่ต้องมาตรวจสอบคนจำนวนมากปานนี้ก็สูญเสียเรี่ยวแรงไปไม่ใช่น้อยเช่นกัน
สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ จำนวนของปรมาจารย์ที่ผ่านด่านเป็นตายกลับมากกว่าที่คาดคิดไว้อยู่บ้าง โดยผู้ผ่านด่านรวมทั้งหมดหกคน
อวี้เชียนนิ่วหน้าน้อยๆ พลางมองฝานอวิ๋นเซียว
“ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดไว้ว่าน่าจะมีคนผ่านไปได้อย่างราบรื่นสักสามคนหรอกหรือ? เหตุใดตอนนี้จู่ๆ ถึงโผล่มาเพิ่มอีกสามคนได้?”
สามคน ฟังดูแล้วไม่มากไม่มาย แท้จริงแล้วกลับมีความหมายสำคัญนัก
นี่เท่ากับว่าจำนวนของปรมาจารย์ที่ผ่านด่านเป็นตายมากกว่าที่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้เป็นเท่าตัว
สีหน้าของฝานอวิ๋นเซียวเองก็ดูไม่ได้เช่นกัน
“นี่…”
“นี่มันง่ายมากไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้ก็มีคนบรรลุเส้นทางดวงดาวไปแล้วสามคน ทั้งยังทำความเข้าใจค่ายกลบนเส้นทางดวงดาวทั้งหมดแล้วอย่างใดเล่า!”
เหยียนเก๋อที่อยู่ข้างกันนั้นพลันเอ่ยปากออกมาพลางแค่นหัวเราะ
“ช่วงก่อนหน้านี้ คนเหล่านี้ก็ทุ่มเทไปกับค่ายกลทั้งหลายในม้วนคัมภีร์อักษรเทวาอยู่ไม่น้อย เหตุใด แม้แต่เรื่องนี้พวกเจ้าก็ไม่รู้อย่างนั้นหรือ?”
………………..