ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2450 เขาคือคนข้างกายนาง ตอนที่ 2451 ท่านเทพเชี่ยวชาญในทักษะนี้เสียจริง
- Home
- ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
- ตอนที่ 2450 เขาคือคนข้างกายนาง ตอนที่ 2451 ท่านเทพเชี่ยวชาญในทักษะนี้เสียจริง
ตอนที่ 2450 เขาคือคนข้างกายนาง ตอนที่ 2451 ท่านเทพเชี่ยวชาญในทักษะนี้เสียจริง
………………..
ตอนที่ 2450 เขาคือคนข้างกายนาง
ทว่าในไม่ช้า บรรดาฝูงชนก็ค้นพบปัญหาข้อหนึ่ง เสินจู่ดู…ไม่คิดจะเปิดเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงนี่นา
ร่างเงาร่างนั้นนับว่าพร่ามัวมากโดยแท้ พวกเขาถึงขั้นแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเสินจู่เป็นบุรุษหรือแม่นางกันแน่
มีเพียงแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นไร้ที่สิ้นสุดที่ทำให้ผู้คนหวาดเกรงจนไม่กล้ามองดูตรงๆ
ฉู่หลิวเยว่ที่มองดูอยู่หลายต่อหลายรอบ จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่าง หว่างคิ้วนางพลันแข็งทื่อ
จากนั้น สายตาของนางก็เบนออกน้อยๆ ก่อนมองไปทางมู่หงอวี่
ในตอนนั้นเอง มู่หงอวี่เองก็กำลังมองมาพอดี
คนทั้งสองสบสายตากัน
ไม่จำเป็นต้องพูดอันใด ฉู่หลิวเยว่ก็มั่นใจถึงข้อคาดเดาในหัวทันควัน
แท้จริงแล้ว…เสินจู่ไม่ได้ปรากฏตัวที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หากแต่นำมวลช่องว่างสายหนึ่งมาด้วย แล้วเผยตัวออกมาอย่างทรงพลัง!
ส่วนแรงกระเพื่อมไหวเบาบางที่สัมผัสได้บริเวณรอบกลุ่มแสงสีเงินผสานแดงเหล่านั้น
…มันคือการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นยามมวลช่องว่างสองสายมาซ้อนทับปะทะกันนั่นเอง!
ฉู่หลิวเยว่เบนสายตากลับมา ก่อนจะหลุบตาลง ปิดบังร่องรอยอารมณ์ที่สาดซัดในแววตา
เสินจู่ผู้นี้…ช่างน่าสนใจจริงด้วย
หากจะปรากฏตัวออกมา เผยตัวจริงออกมาตรงๆ ก็ใช้ได้แล้ว เหตุใดต้องลำบากลำบนเช่นนี้ด้วย?
หากไม่อยากเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก็ไม่จำเป็นต้องออกมา หรือไม่ก็ใช้วิธีอื่นปิดบังก็ได้
สรุปแล้วก็คือ วิธีอื่นมีมากมายถมไป
ทว่าสุดท้ายก็ยังยืนกรานที่จะเลือกใช้วิธีมากปัญหาเช่นนี้
ในใจของฉู่หลิวเยว่พลันปรากฏข้อคาดเดาข้อหนึ่งแล่นผ่าน
นางหันไปมองฝั่งนั้นอีกครา
ในที่สุด คนผู้นั้นก็เอ่ยปากขึ้นมา
สุ้มเสียงนั้นทั้งทุ้มต่ำและแหบพร่า ยากจะแยกแยะชายหญิงได้ ราวกับดังแว่วขึ้นมาจากที่ไกลๆ
“อัญเชิญท่านเทพ!”
…
ยามได้ยินสุ้มเสียงนี้ ใจของฉู่หลิวเยว่พลันสั่นสะท้าน!
เพราะว่า…สุ้มเสียงนี้เหมือนกับเสียงนายท่านของจื่อเหยี่ยนผู้นั้นที่ปรากฏตัวในทะเลทรายจันทราสีชาดเมื่อคราวก่อนราวกับแกะ!
เห็นได้ชัดเลยว่านี่…
ก็คือคนคนเดียวกัน!
ชั่วขณะนั้น ภาพเหตุการณ์ในอดีตนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นในหัวของฉู่หลิวเยว่
จื่อเหยี่ยนผู้นั้นในทะเลทรายจันทราสีชาด…
มือข้างนั้นใต้เขาหมื่นเมรัย…
แต่กลับกลายเป็นว่า…ทุกอย่างล้วนเป็นของเสินจู่แห่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้!
พวกพี่เป่าถูกขังอยู่ในทะเลทรายจันทราสีชาดมาหมื่นปี ย่อมต้องรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว!
สิ่งที่สำคัญยังมี…หรงซิว!
ในเมื่อเขามีฐานะเป็นท่านเทพ จะไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยได้อย่างใดกัน?
ทว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยพูดถึงมาก่อนเลย
ถึงขนาดที่ว่า…คอยปิดบังมาจนถึงตอนนี้ด้วย!
ความคิดในหัวของฉู่หลิวเยว่ตีกันจนสับสนวุ่นวายไปหมด
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากด้านนอกของตำหนัก
ทั่วทั้งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์พลันเงียบกริบลงในบัดดล
…
บุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายอยู่นอกประตู
รูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงกำยำอย่างยิ่ง
เขาสวมเสื้อคลุมสีดำ ชายเสื้อปักริ้วลายเมฆมงคลสีทองอร่าม
ดวงหน้าของเขาโดดเด่นสะอาดตา หล่อเหลาชวนหลงใหลหาผู้ใดเปรียบได้ไม่
ยามเขายืนบดบังแสง แรงกดดันที่แผ่ออกมาน่าเกรงขามยิ่ง!
นั่นคือดวงหน้าที่ฉู่หลิวเยว่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด
เพียงแต่เมื่อเทียบกับในอดีตแล้ว กลับมีบางส่วนที่ต่างออกไป
รอบตัวของเขาเปี่ยมด้วยไอเย็นยะเยือกที่กดทับ รังสีฆ่าฟันเข้มข้น นัยน์ตาเรียวดุจหงส์เย็นชาไร้อารมณ์
อยู่สูงเหนือผู้ใด มิอาจไขว่คว้าเอื้อมหา
ฉู่หลิวเยว่มองดูอย่างตื่นตะลึง
คนที่ครั้งหนึ่งนางเคยสนิทสนมคุ้นเคยที่สุด มาบัดนี้กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่สุดสำหรับนางไปเสียแล้ว!
พวกมู่ชิงเห่อพร้อมใจกันทาบมือลงบนอกซ้าย แล้วคำนับอย่างนอบน้อม
“คารวะท่านเทพ!”
สุ้มเสียงนี้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว เปี่ยมด้วยความเคารพนับถือลึกล้ำ
บรรดาฝูงชนได้ยินดังนั้นก็ได้สติกลับคืนมาในที่สุด ต่างทยอยคำนับตามกัน
“คารวะท่านเทพ!”
ทุกคนล้วนก้มศีรษะลงคำนับ มีเพียงฉู่หลิวเยว่คนเดียวที่ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน
นางจ้องมองดูเขา เห็นได้ชัดว่าระยะทางใกล้เพียงเท่านี้ ทว่าราวกับมีภูเขาพันลูกแม่น้ำหมื่นสายขวางกั้นก็มิปาน ไกลห่างเกินจะเอื้อมถึงได้
หรงซิว
นั่นคือคนข้างกายของนาง
ตอนที่ 2451 ท่านเทพเชี่ยวชาญในทักษะนี้เสียจริง
นางมองดูเขา สายตากวาดมองบนดวงหน้าของเขาอย่างละเอียด
เรียวคิ้วกระบี่เชิดขึ้นถึงขมับ สันจมูกโด่งตั้งตรง ริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
นั่นคือรูปลักษณ์ที่นางคุ้นเคยมากที่สุดซึ่งสลักลึกลงในใจ
ทว่าดวงหน้าเย็นชาสูงศักดิ์ เปี่ยมรังสีฆ่าฟันเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งที่ไม่ละลายตั้งแต่ครั้นบรรพกาล ทั้งหนาวยะเยือกและห่างเหิน
นั่นคือรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากในความทรงจำของนางโดยสิ้นเชิง
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาแผ่วเบา มือที่ห้อยอยู่ข้างกายค่อยๆ ขดเข้าหากัน
เห็นกันอยู่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ บุรุษผู้นี้ยังโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน ประทับจูบกลางหว่างคิ้วและมุมปากนางด้วยความรักใคร่ลึกซึ้งเต็มเปี่ยม
ทว่ามาตอนนี้ เขากับนางยืนเผชิญหน้ากันอยู่ไกลๆ ราวกับเพิ่งได้เจอครั้งแรกก็มิปาน
ชั่วขณะหนึ่ง นางพลันตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าอันใดคือจริง อันใดคือเท็จกันแน่
ในตอนนั้นเอง สายตาของหรงซิวก็มาหยุดอยู่ที่นางเช่นกัน
นางเห็นแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน
หากแต่ตอนนี้หว่างคิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันน้อยๆ
หรงซิวที่เป็นแบบนี้ นางเหมือนจะ… เคยเห็นจากที่ไหนสักที่อย่างใดอย่างนั้น
ภาพความทรงจำอันพร่ามัวพลันแล่นเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว
นัยน์ตาของฉู่หลิวเยว่หดลงทันควัน
ใช่แล้ว!
ท่าเรือดอกท้อ!
กระจกบานนั้นที่ซ่อนอยู่ในประตูเขตแดนเคยสะท้อนรูปลักษณ์เช่นนี้ของเขาออกมาครั้งหนึ่ง!
อีกทั้งสีหน้าเย็นชาเปี่ยมจิตสังหารนั้นยังแตกต่างจากสีหน้าอ่อนโยนกระจ่างใสยามปกติโดยสิ้นเชิง
น่าเสียดายที่ตอนนั้นนางรีบดูผ่านตาและไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก
ทว่ามาบัดนี้ ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าร่างเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกมิใช่หรงซิวที่เป็นสามีของนาง หากแต่เป็น…ท่านเทพ!
ในตอนนั้นเอง หรงซิวก็เอ่ยปากขึ้นมาในที่สุด
สุรเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำน่าฟังเช่นวันวาน ทว่าเมื่อเทียบกับความอ่อนโยนในอดีตแล้ว กลับเจือด้วยความน่าเกรงขามและเย็นชาอยู่หลายส่วน
เขามองดูนางพลางเอ่ยออกมาทีละคำว่า
“ซั่งกวนเยว่ มานี่”
…
สิ้นเสียงคำพูด ทุกคนที่อยู่ในตำหนักหลักล้วนหันมองฉู่หลิวเยว่ด้วยสายตาประหลาดใจเป็นล้นพ้น
เหตุใดจู่ๆ ท่านเทพถึงได้เอ่ยปากเรียกแม่นางผู้นี้กัน?
ฉู่หลิวเยว่เองก็หลุดจากภวังค์เช่นกัน จากนั้น นางก็ขมวดคิ้วน้อยๆ
ซั่งกวนเยว่?
เขามักเรียกนางว่าเยว่เออร์มาแต่ไหนแต่ไร นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉู่หลิวเยว่ได้ยินหรงซิวเรียกชื่อนี้ออกมาจากปากตัวเขาเอง
ห่างเหิน… มากทีเดียว
พวกซูหลีและมู่หงอวี่ล้วนตื่นตะลึงจนนิ่งค้างอยู่กับที่ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นหรงซิวเดินเข้ามาแล้ว
ในตอนที่ได้ยินเขาเอ่ยปากเรียกชื่อนางออกไปเช่นนั้นก็ยิ่งมึนงงโดยสมบูรณ์
สถานการณ์เช่นนี้นี่มันอันใดกัน?
โอรสสวรรค์ก็คือท่านเทพ ข้อนี้พวกนางเดาออกตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ว่า…ตอนนี้เขาคิดจะทำอันใดอีกกัน?
คนจำนวนหนึ่งต่างหันมองฉู่หลิวเยว่ด้วยอดไม่ได้
…
ครรลองสายตาของทุกคนภายในตำหนักหลักล้วนจับจ้องมาที่นางเป็นจุดเดียว
ทว่าฉู่หลิวเยว่กลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
นางเดินไปข้างหน้าทีละก้าว ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าหรงซิว ห่างจากเขาไปสามก้าวในท้ายที่สุด
ในที่แห่งนี้ ลมปราณรอบตัวเขาแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่ง ถึงขั้นที่กดทับนางจนหายใจติดขัดอยู่หลายส่วน
นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่าหรงซิวไม่ได้ตั้งใจทำแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นเพราะว่าพลังของเขาแข็งแกร่งเกินไป ย่อมต้องแผ่พลังอันน่าตื่นตะลึงออกมาเป็นเรื่องปกติ
ฉู่หลิวเยว่เหลือบตาน้อยๆ ขึ้นมองเขา
พอมาอยู่ตรงนี้ ก็ยิ่งมองดูเขาได้ถนัดถนี่มากขึ้นไปอีก
ทว่า นางมองไม่ออก
ฉู่หลิวเยว่ไม่เคยคิดเลยว่าระหว่างนางกับเขาจะมีวันที่ต้องมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้
เขาก็คือคนที่นางสนิทชิดเชื้อด้วยที่สุด
นางมอบร่างกายและจิตใจ ความเชื่อมั่น ความรัก อดีตและอนาคต ทั้งหมดทั้งมวลให้แก่บุรุษผู้นี้
นางทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พร้อมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้
นางเคยคิดว่า บนโลกนี้คงไม่มีใครที่รู้จักเขาดีไปกว่านางแล้ว
ทว่ามาตอนนี้ ในที่สุดนางก็เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย
นางคุ้นเคยกับเขาปานนี้ ทว่ากลับมองไม่ออกเลยสักนิด
“ท่านเทพ?”
นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบาหวิว
ราวกับกำลังถาม ทั้งยังราวกับกำลังยืนยันอันใดบางอย่าง
หรงซิวจ้องมองนางนิ่งด้วยแววตาลึกล้ำ ยากที่จะเข้าใจ
ลักษณะของวงแหวนนี้ดูแล้วพิเศษอย่างยิ่ง เพราะว่าสีสันบนแหวนคือการผสมผสานกันระหว่างสีทองกับสีดำ อันเป็นสองสีที่ตัดกันอย่างสุดขั้ว
อีกทั้งบนวงแหวนทั้งสี่วงยังมีลวดลายที่แตกต่างกันไปตามแต่ละวงอีกด้วย
“ขึ้นสวรรค์ทลายเทพ มีสี่ทางให้เลือก เจ้าจะเลือกทางไหน?”
หรงซิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
เมื่อได้ยินดังนั้น คนจำนวนมากจึงได้เข้าใจขึ้นมาในบัดดล
ที่แท้ท่านเทพเรียกนางไปก็เพื่อสิ่งนี้นี่เอง?
ก็จริง ได้ยินมาว่านางเป็นอัจฉริยะรอบด้าน ทั้งยังมีศักยภาพในการขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้ด้วยวิถีฝึกตนมากกว่าหนึ่งหนทางด้วย
ทว่าที่สำคัญก็คือ ต้องดูว่านางจะเลือกทางไหน
ฉู่หลิวเยว่มิได้หันศีรษะกลับไปมองวงแหวนทั้งสี่วงนั้นเลย
นางมองหรงซิว ก่อนจะเชิดคางขึ้นน้อยๆ กล่าวว่า
“ท่านเทพเปี่ยมด้วยประสบการณ์และความรอบรู้ เช่นนั้นท่านช่วยข้าเลือกแล้วกัน”
สิ้นเสียงคำพูด บรรยากาศภายในตำหนักพลันเปราะบางขึ้นมาหลายส่วน
พวกอวี้เชียนต่างก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
นี่นางหมายความว่าอันใด? ให้ท่านเทพช่วยนางเลือกหรือ!?
นางคิดว่าตัวเองเป็น…
“เช่นนั้นก็ปรมาจารย์แล้วกัน”
หรงซิวกล่าว
มุมปากของฉู่หลิวเยว่ยกเป็นรอยยิ้มเบาบาง
“บังเอิญจริง ข้าเองก็กำลังจะเลือกทางนี้อยู่พอดี อย่างใดเสียก่อนหน้านี้ก็เสียเวลาและแรงกับด้านบนนั้นมากสุดแล้วด้วย”
บรรดาฝูงชนต่างนึกว่านางกำลังพูดถึงเรื่องเส้นทางดวงดาว มีเพียงพวกซั่งกวนจิ้งและซูหลีเท่านั้นที่รู้ว่านางหมายถึงหมากรุกตานั้นที่คนทั้งสองเดินหมากกันอยู่หลายวันทีเดียว
เหมือนว่าตอนนี้… เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ จะดีกว่า…
นัยน์ตาของหรงซิวหลุบมองแม่นางที่อยู่ตรงหน้า
มุมปากของนางยังคงอมยิ้ม ภายในดวงตาสุกสกาวคู่นั้นกลับราบเรียบสงบนิ่ง
“ในเมื่อท่านเทพพูดเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็เลือกทางนี้”
ฉู่หลิวเยว่พูดพลางหมุนกายเดินไป
ทว่าทันทีที่ก้าวเดิน จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ารอบเอวถูกรัดแน่น
นางก้มศีรษะลงมองอย่างงุนงง
ถวนซิ่นจื่อที่ผูกอยู่ข้างเอวนั้นพลันถูกหรงซิวคว้าไว้ในมือ
นางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเหลือบสายตามองหรงซิวด้วยความแปลกใจอยู่หลายส่วน
เขาหลุบตาน้อยๆ ก่อนจะสอดนิ้วเรียวยาวสม่ำเสมอไปคลายถวนซิ่นจื่ออันนั้นแผ่วเบา แล้วหยิบมันออกมา
“ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ไม่ต้องเก็บของสิ่งนี้ไว้อีก”
ครั้นเห็นฉากนี้ สีหน้าของมู่ชิงเห่อพลันวูบไหวเล็กน้อย
“ท่านเทพ ถวนซิ่นจื่อคือสิ่งที่ผู้ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องพกเอาไว้ หากปลดออกเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะ…”
หรงซิวไม่ได้กล่าวอันใด เพียงรวบนิ้วมือ จัดการเก็บถวนซิ่นจื่ออันนั้นไป
มู่ชิงเห่อจึงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปอย่างรู้ความ
แม้พวกอวี้เชียนเองก็รู้สึกว่าทำเช่นนี้ไม่ดีเท่าไรนัก ทว่า… สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายก็เป็นถึงท่านเทพ
อีกอย่าง ที่เขาพูดก็ไม่ผิดนัก
มาถึงขั้นตอนขึ้นสวรรค์ทลายเทพแล้ว เก็บของสิ่งนั้นก็ไม่มีความหมายอันใดจริงๆ นั่นล่ะ
ฉู่หลิวเยว่มองดูหรงซิว นางเอียงศีรษะน้อยๆ ก่อนจะยกมุมปากคลี่รอยยิ้มแฝงความนัยอยู่หลายส่วน
ทันใดนั้น นางพลันเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เล็กน้อย แล้วกดเสียงต่ำให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ท่านเทพเชี่ยวชาญทักษะด้านนี้มากขึ้นแล้วจริงๆ ด้วย”
ถวนซิ่นจื่ออันนั้นน่ะ ปลดได้ไวเสียจริงหนา
การกระทำของหรงซิวหยุดชะงัก นัยน์ตาเรียวดุจหงส์เหลือบมองนางด้วยสายตาอันตรายยิ่ง
………………..