ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2453 เปิดโปง
ตอนที่ 2453 เปิดโปง
………………..
หึ่ง!
เสียงกระหึ่มดังกึกก้องดังออกมาจากหู
พริบตาต่อมา เบื้องหน้าของฉู่หลิวเยว่ก็ปรากฏแต้มดาราดวงหนึ่ง
แต้มดารานี้ส่องแสงสีทองสว่าง เรืองรองแลเจิดจ้ายิ่ง
ลมปราณบนแต้มดารานั้นเป็นสิ่งที่นางคุ้นเคยอย่างยิ่ง
…มันคือพลังของหรงซิวนั่นเอง
จากนั้น ก็ตามด้วยแต้มดาราดวงที่สอง ดวงที่สาม…
ไม่นาน รอบกายนางก็ถูกเติมเต็มไปด้วยแต้มดาราจำนวนนับไม่ถ้วน
ระหว่างดวงแต้มแสงเหล่านี้แต่ละดวงมีสายเชื่อมโยงกันเบาบางอย่างยิ่ง มิอาจมองข้ามไปได้แม้แต่น้อย
ฉู่หลิวเยว่กวาดตามองรอบหนึ่ง จากนั้นก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
นี่… ก็คือค่ายกลรูปแบบหนึ่ง!
เพียงแต่ว่ามันแตกต่างจากค่ายกลบนพื้นเรียบที่เคยเห็นมา ค่ายกลอันนี้ที่หรงซิวกางไว้มาในรูปทรงที่นูนขึ้นมา สามารถจับต้องได้!
ผู้ฝึกตน…จะผสานเข้ากับภายในค่ายกล และอยู่ร่วมกัน!
ต้องแก้ค่ายกลนี้ออกเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวข้ามสู่ขั้นตอนสำคัญขั้นนั้นได้!
ฉู่หลิวเยว่สูดลมหายใจเข้าปอดแผ่วเบา
ด่านนี้… ยากกว่าที่คาดคิดไว้มากจริงๆ ด้วย!
แม้แต่ตัวนางเองก็มิอาจจะแก้ค่ายกลนี้ได้โดยง่าย
เซียวหรานที่ยืนอยู่ด้านหลังนางห่างออกไปไม่ไกล ครั้นได้เห็นแต้มดาราสว่างเรืองรองที่ลอยคว้างอยู่เหล่านี้ก็ใช้เวลาไปพักหนึ่งกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้
“ให้ตายเถอะ…”
จะผ่านไปอย่างใดล่ะนี่!?
เขาลอบมองฉู่หลิวเยว่อย่างอดไม่ได้ แต่กลับเห็นว่านางเริ่มจดจ้องแต้มดาราที่อยู่เบื้องหน้า จมดิ่งสู่ห้วงความคิดไปแล้ว
เซียวหรานรู้สึกย่ำแย่นัก
ตั้งแต่เขาได้เห็นรูปลักษณ์ของท่านเทพชัดเจนเต็มตา เขาก็แทบจะสิ้นสติอยู่รอมร่อ
ถ้านี่ไม่ใช่บุรุษผู้นั้นที่อยู่เคียงข้างแม่หนูทุกวันแล้วจะเป็นใครไปได้!?
พูดเสียดิบดีว่ามาจากอาณาจักรเสิ่นซวี่บ้างล่ะ?
บอกว่าเป็นอัจฉริยะที่ไม่สนชื่อเสียงลาภยศบ้างล่ะ?
ไฉนพริบตาเดียว กลายมาเป็นท่านเทพเสียแล้ว?
แท้จริงแล้วเริ่มแรกสุดตัวเซียวหรานไม่อยากจะยอมรับความจริงแม้แต่น้อย ทว่าภายหลังกลับพบว่า ฉู่หลิวเยว่เหมือนจะไม่รู้ถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
เขาถึงได้สงบลงมาบ้าง
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ซับซ้อนเกินไป ทำเอาเขาแทบไม่มีกะจิตกะใจบำเพ็ญเพียรต่อ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ฉู่หลิวเยว่ก็เริ่มเงื้อมือขึ้นมา
พลังปราณศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งทะยานออกมาจากปลายนิ้วของนาง จัดการเชื่อมแต้มดาราสองดวงที่อยู่เบื้องหน้าเข้าหากัน
เซียวหรานลอบตกตะลึงอยู่ในใจ
ต้องยอมรับเลยว่า ฉู่หลิวเยว่นั้นมีพรสวรรค์ด้านนี้ในระดับที่พวกเขามิอาจเทียบเทียมได้โดยแท้
ภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่นนี้ นางกลับหาจุดที่ใช้แก้ค่ายกลเจอแล้ว
แม้ว่าจะเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น แต่ว่า… ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนางแล้ว!
ทันใดนั้น ด้านข้างพลันแว่วแรงกระเพื่อมไหวอันเบาบางมากระทบสายหนึ่ง
เซียวหรานหันศีรษะกลับไปมอง ก่อนจะตื่นตะลึงเมื่อพบว่าชีหานเองก็เริ่มลงมือแล้วเช่นกัน!
เซียวหรานและปรมาจารย์คนอื่นในที่แห่งนั้น “…”
…
ขณะเดียวกันนั้นเอง ผู้ฝึกตนภายในพื้นที่สามแห่งที่เหลือก็เริ่มแยกย้ายไปบำเพ็ญเพียรเช่นกัน
ทว่ามู่หงอวี่นั้นพิเศษกว่าอยู่หน่อย
นางไม่เหมาะกับวิถีการฝึกตนทั้งสี่เลยแม้แต่วิถีเดียว
ลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากฝ่ามือของหรงซิว ก่อนจะแปรสภาพเป็นเขตค่ายกลอันหนึ่งล้อมรอบตัวนาง
บนเขตค่ายกลนั้นมีเส้นสีดำซ้อนทับกระหวัดไปมา ดูราวกับกรงขังก็มิปาน
“สำหรับร่างซวีหยวน หากทลายรั้วออกมาได้ ก็สามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้เช่นกัน”
หรงซิวกล่าว
มู่หงอวี่ผงกศีรษะรับ ก่อนจะเริ่มมองดูทั้งสี่ทิศอย่างละเอียดรอบคอบ
ทันใดนั้น สายตาของนางพลันนิ่งไป แววตาปรากฏร่องรอยของความตื่นตกใจอันลึกล้ำ!
เพราะว่าเส้นสีดำที่ซ้อนทับตัดพันกันไปมาเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็น… รอยแยกของช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการบีบตัวเข้าหากันของพื้นที่ว่างที่แตกต่างกันออกไป!
บนค่ายกลที่หรงซิวกางออกมาบรรจุพลังของพื้นที่ว่างอันน่าหวาดหวั่นไว้เต็มเปี่ยม!
เพียงมองแวบเดียว อย่างน้อยที่สุดก็มีพื้นที่ว่างจำนวนหลักร้อยขึ้นไปที่ถูกบีบอัดอยู่ภายในค่ายกลเล็กจ้อยอันนี้!
เมื่อเห็นชัดถึงข้อนี้ มู่หงอวี่ก็พ่นลมหายใจหนาวเหน็บออกมา
หรงซิว… สมกับที่เป็นท่านเทพโดยแท้! ลงมือคราเดียวก็สำแดงพลังอันน่าสะพรึงเช่นนี้ออกมา!
นางกำหมัดแน่น พยายามยับยั้งอารมณ์สุดความสามารถ ก่อนจะเริ่มศึกษาวิเคราะห์อย่างตั้งอกตั้งใจ
ภายในตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อันใหญ่โตโอ่อ่าจมลงสู่ความเงียบงัน
…
หรงซิวยืนเอามือไพล่หลัง บนดวงหน้าสูงศักดิ์เย็นชาแลหล่อเหลาชวนหลงใหลไม่เผยอารมณ์อื่นใด
บันทึกหมื่นเซียนยังคงทอแสงเรืองรอง ลอยเคว้งอย่างเงียบเชียบ
ความเร็วของนางว่องไวอย่างยิ่ง
แม้ว่าพวกอวี้เชียนจะไม่ชอบใจในตัวนางอย่างยิ่ง มาบัดนี้ก็ต้องยอมรับว่าฉู่หลิวเยว่อยูู่เหนือกว่าผู้อื่นในด้านนี้อย่างแท้จริง
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่านางจะขึ้นสวรรค์ทลายเทพสำเร็จจริงๆ ก็ได้?
ในตอนนั้นเอง ด้านหลังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์พลันมีแรงกระเพื่อมไหวอันรุนแรงเกิดขึ้น!
ตูม!
เสียงกึกก้องดังแว่วลอยเข้ามา!
คนทุกผู้ล้วนตื่นตกใจกันถ้วนหน้า
เริ่มแรกมู่ชิงเห่อยังคงตกตะลึง จากนั้นก็ราวกับนึกอันใดบางอย่างออก แววตาพลันทอประกายมืดหม่น
ทว่าอวี้เชียนกลับมีสีหน้ายินดีปรีดายิ่ง
“ถวนจื่อกำลังเปิดเส้นชีพจรเส้นที่แปดแล้ว!”
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ ไม่มีทางผิดพลาดแน่!
ครั้นได้ยินดังนั้น บรรดาเสินสื่อที่เหลือต่างก็ตกตะลึงระคนดีใจมากเช่นกัน
วันนี้คือวันที่พวกเขาเฝ้ารอกันมานานเหลือเกิน!
อวี้เชียนตื่นเต้นจนปิดแทบไม่มิด สองมือกำประสานเข้าหากัน ก่อนเอ่ยกับร่างเงาที่แอบซ่อนอยู่ในแสงสีเงินผสานแดงว่า
“เสินจู่ ในเมื่อถวนจื่อเริ่มเปิดเส้นชีพจรเส้นที่แปดแล้ว อวี้เชียนใคร่จะขออนุญาตท่านไปพาตัวนางมาที่ตำหนักหลักด้วยขอรับ?”
ทันใดนั้น สุ้มเสียงนั้นก็ตอบกลับไปว่า
“อนุญาต”
“ขอรับ!”
หัวใจของอวี้เชียนเต้นระรัวเร็วอย่างรุนแรง
เรื่องของถวนจื่อคือสิ่งที่เขาคอยวิ่งวุ่นจัดการมาโดยตลอด
บัดนี้ ในที่สุดนางก็เปิดเส้นชีพจรเส้นที่แปดเสียที เสินจู่ต้องเบิกบานใจมากอย่างแน่นอน
นี่ย่อมนับได้ว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่เลยก็ว่าได้!
หลังจากขานรับ เขาก็หมุนกายมุ่งหน้าออกไปยังประตูตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ทันที ด้วยหมายว่าจะไปพาตัวถวนจื่อมา
ทว่าเมื่อเดินผ่านตัวฉู่หลิวเยว่ ฝีเท้าของเขากลับชะงักไปในทันใด
จากนั้น เขาก็หันศีรษะไปมองฉู่หลิวเยว่ด้วยไม่อยากจะเชื่อสายตา
ลมปราณบนร่างของนางเองก็กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน!
นี่มัน—
ข้อคาดเดาอันบ้าบิ่นแลน่าเหลือเชื่อพลันแล่นปราดเข้ามาในหัว!
อวี้เชียนแผดเสียงตะโกนออกมาอย่างดุดัน
“เจ้าไม่ได้ยกเลิกพันธสัญญากับถวนจื่อหรอกหรือ!?”