ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2462 ตำแหน่งนี้เป็นของเจ้า
ตอนที่ 2462 ตำแหน่งนี้เป็นของเจ้า
……………
ภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ กระจกทองสัมฤทธิ์บานใหญ่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
และทุกคนที่อยู่ตรงนั้นสามารถเห็นเหตุการณ์ในนั้นได้อย่างชัดเจน
ภายในกรงขังอันมืดมนและคับแคบ มีร่างหนึ่งนั่งอยู่ลำพัง
แสงสลัวสว่างอยู่รอบข้าง ถึงแม้เพียงมองดูเช่นนี้ ก็ยังไม่อยากจะจินตนาการว่าสถานที่แห่งนั้นมืดมัวและหนาวเหน็บเพียงใด
ถึงเช่นนั้น ฉู่หลิวเยว่กลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว
นางลืมตาขึ้นแล้วจ้องมองร่างในกระจกอย่างไม่กะพริบตา
คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้ม และนั่งอยู่เงียบๆ
แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ แต่ไม่อาจซ่อนเร้นกลิ่นอายความสูงส่งและสายตาโอหังนั้นไว้ได้
เขาโน้มศีรษะลงเล็กน้อย ทั้งร่างแผ่ความเย็นยะเยือกออกมา และไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ทว่าในครั้งแรกที่เห็นเขา เบ้าตาของฉู่หลิวเยว่ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ราวกับว่าขณะนี้มีอันใดบางอย่างพรั่งพรูเข้ามาในใจ และกระทบกระเทือนหัวใจนางอย่างรุนแรง
นางกัดริมฝีปากแน่น ข้อนิ้วก็ขาวซีด และไม่รู้ว่าต้องใช้แรงกำลังมากเพียงใดถึงจะยับยั้งเสียงที่กำลังจะหลุดออกมาได้
นานเหลือเกินที่ไม่ได้พบเจอกัน
ฉู่หลิวเยว่จิกเล็บลงบนฝ่ามือ ใช้ความเจ็บแปลบอันแหลมคมเพื่อคงสภาพให้ตนเองมีสติและปัญญาเป็นครั้งสุดท้าย
หลายปีผ่านไปนับตั้งแต่แยกจากกันในทะเลทรายจันทราสีชาด
ในระหว่างนั้น นางตามหาอยู่ตลอดว่าพวกเขาอยู่หนแห่งใด แต่สุดท้ายกลับไม่เกิดผล
ถึงแม้จะคาดเดาได้แล้วว่าพวกเขาถูกกักขังอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ทำได้เพียงนิ่งเฉยและรอคอยทั้งวันทั้งคืน
นางเพ้อฝันถึงฉากการพบเจออย่างนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นสถานการณ์เช่นนี้!
นางไม่กล้ากะพริบตา ทั้งยังใช้สายตาพิเคราะห์ตัวเขาอย่างระมัดระวัง
เขา…โทษนางที่มาช้าเกินไปหรือไม่
ความคิดนับอนันต์ที่ผุดขึ้นมาในใจทำให้ฉู่หลิวเยว่หายใจติดขัดเล็กน้อย
เหมือนกับว่าเขารู้สึกได้ถึงสายตาของนาง และในที่สุดตู๋กูโม่เป่าก็ออกเคลื่อนไหว
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นแล้วมองมาทางนี้
นั่นคือดวงตาสีม่วงอันใสสะอาดและยากแท้หยั่งถึง ดุจแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่รวมกันอยู่ในที่ที่มืดมน
แววตาของเขาสงบนิ่ง ราวกับไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ตาม ก็จะไม่ทำให้เขารู้สึกสั่นคลอนแม้แต่น้อย
เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปที่นาง น้ำแข็งหิมะบางส่วนก็หลอมละลายลง ผสานกันจนเผยให้เห็นสีอุ่นอันเจือจาง
ทว่าสายตาเช่นนี้ก็เลือนหายไปในชั่วพริบตา
จากนั้นสายตาของเขาก็กลับกลายเป็นเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“เสินจู่ตั้งใจจะคืนเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงให้กับข้าหรือไม่?”
ทันทีที่เอ่ยจบ ทั้งโถงหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดโดยสมบูรณ์!
…
มหาปุโรหิต!
นี่คือมหาปุโรหิตจริงๆ หรือ!
อดีตผู้แข็งแกร่งชั้นยอดแห่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ที่เคยหยิ่งยโสและไร้ผู้ใดเทียบเทียม!
ไยตอนนี้จึง…กลายเป็นมีลักษณะเหมือนเด็กไปเสียได้ล่ะ
ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกตนที่พยายามขึ้นสวรรค์ทลายเทพเท่านั้นที่ตกตะลึงอย่างถึงที่สุดกับฉากนี้ กระทั่งเสินจู่ทั้งหลายซึ่งอยู่ที่นี่ก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมาเช่นกัน
ฝานอวิ๋นเซียวและผู้อื่นต่างก็ประหลาดใจ และมองหน้ากันโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นพวกเขาก็มองเห็นความสะเทือนใจและตะลึงงันแบบเดียวกันผ่านดวงตาของกันและกัน
มหาปุโรหิตไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนมาก่อน ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาก็ได้รับการควบคุมดูแลและจัดการโดยเสินจู่เองทั้งสิ้น
เซียวหรานหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ ดวงตาเบิกกว้างและเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“…มหา…ปุโรหิตงั้นหรือ?”
ความทรงจำของเขาที่มีต่อท่านผู้นี้ยังคงหลงเหลืออยู่ตั้งแต่หมื่นปีก่อน ตอนที่เขายังคงเป็นเด็ก
ในตอนนั้น เขาจำได้แค่มหาปุโรหิตสวมเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงและมีอำนาจน่าเกรงขาม
ถึงแม้เขาจะมองเห็นเพียงจากระยะไกลเท่านั้น และเวลาก็ผ่านมาเนิ่นนาน จนความทรงจำของเขาก็พร่าเลือนแล้ว
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาสามารถยืนยันได้ นั่นคืออดีตมหาปุโรหิตไม่ได้มีลักษณะเหมือนเด็กอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน!
แท้จริงแล้วมีคนไม่น้อยที่เคยเห็นมหาปุโรหิตในสมัยนั้น
ต่างจากท่านเทพผู้สูงส่งและไม่อาจเข้าถึง มหาปุโรหิตเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังมีอำนาจอยู่ในมือ มีหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆ มากมายให้กับเสินจู่ ซึ่งสำหรับเสินจู่แล้ว เขาเป็นทั้งอาจารย์และสหาย
ปุโรหิตลำดับที่สองก็เป็นเช่นนี้ไม่ต่าง
เสินสื่อทั้งสิบสามผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเสินจู่ล้วนเชื่อฟังคำสั่งของเสินจู่มาตลอด มีเพียงแค่มหาปุโรหิตและปุโรหิตลำดับที่สองเท่านั้นที่สามารถต่อสู้กับเสินจู่ได้
และเสินจู่ก็เคารพท่านทั้งสองอย่างถึงที่สุดมาโดยตลอด
เพียงแต่ เมื่อเกิดการจลาจลในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนก็สิ้นชีวิต เหลือไว้เพียงผู้เยาว์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ฉะนั้น ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมหาปุโรหิตเลย
แม้กระทั่งเสินสื่อก็เหมือนกัน
แต่…ไยจึงเป็นเช่นนี้
“ข้ามีแผนการนี้ไว้อยู่แล้ว”
เสินจู่เอ่ยขึ้น
“เพียงแค่เรื่องราวในสมัยนั้นยังคงชัดเจนในใจข้า มหาปุโรหิตก่อกบฏต่อตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนต้องตายลงในความโกลาหลครั้งใหญ่นั้น นอกเหนือจากนี้ เจ้ายังละเมิดพันธสัญญา และปรับสภาพร่างศักดิ์สิทธิ์อย่างลับๆ อีกทั้งก่ออาชญากรรมมากมาย หากข้าคืนเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงให้แก่เจ้า คงยากที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับ”
“คำกล่าวของมหาปุโรหิตนั้นไม่ถูกต้อง เวลาผ่านไปแล้วนับหมื่นปี ทุกอย่างในอดีตจะต้องผ่านไปในที่สุด เมื่อตริตรองถึงความผูกพันที่ผ่านมา ข้ายินดีที่จะถอยให้หนึ่งก้าว ขอเพียงแค่เจ้าทลายร่างศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเอง ข้าก็จะคืนเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงให้แก่เจ้า และจากนี้ไป ระหว่างข้ากับเจ้าก็ไม่มีอันใดติดค้างต่อกันอีก เช่นนี้เจ้าจะว่าอย่างใด”
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองร่างนั้นอย่างฉับพลัน!
ให้ตู๋กูโม่เป่าทลายร่างศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองงั้นหรือ!?
นี่มันต่างกับการจะเอาชีวิตเขาอย่างใด
เขากับหลานเซียวรวมไปถึงผู้อื่นถูกกักขังอยู่ในทะเลทรายจันทราสีชาดเป็นเวลาหมื่นปี ยากนักที่จะฟื้นฟูร่างศักดิ์สิทธิ์ หากมันถูกทลายลงอีกหน…
ก็ไม่มีความหวังที่จะเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน
ครั้นถึงตอนนั้น เขาจะต่างอันใดกับวิญญาณเร่ร่อนงั้นหรือ
การมีเกราะศักดิ์สิทธิ์ทองคำม่วงนี้ก็ไร้ซึ่งประโยชน์ใดๆ
นี่มันไม่ใช่การเจรจาต่อรอง แต่เป็นการทำให้เสียเกียรติ!
แน่นอนว่าเมื่อตู๋กูโม่เป่าได้ยิน เขาก็ยิ้มเยาะราวกับได้ฟังเรื่องขบขัน
จากนั้นเขาก็ไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับไป เพียงแต่หลับตาลงเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากเอ่ยอันใดกับเสินจู่แม้แต่คำเดียว
บรรยากาศภายในโถงใหญ่เริ่มเย็นยะเยือกและตึงเครียด
เสินจู่เงียบลงชั่วขณะ แล้วจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงยังคงไร้ความเศร้าโศกหรือยินดี เหมือนกับว่าคาดเดาทางเลือกของเขาได้ตั้งแต่แรก
“มหาปุโรหิตยังคงดื้อรั้นเหมือนเดิม”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มหาปุโรหิตก็ไม่ควรโทษข้าที่จำความสัมพันธ์ในอดีตไม่ได้”
เมื่อฟังจนถึงประโยคนี้ หัวใจของฉู่หลิวเยว่พลันเต้นระรัว ทั้งยังมีลางสังหรณ์ไม่ดี
ขณะต่อมา เสียงนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“จวินจิ่วชิง”
เมื่อเสียงเพรียกตะโกนดังขึ้น ความสนใจของทุกคนก็มุ่งไปที่จวินจิ่วชิงทันที!
จวินจิ่วชิงก้มศีรษะเพื่อแสดงความเคารพ
“ข้าน้อยมาแล้ว”
“ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องการผู้ทรยศ หากเจ้าสามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้ ตำแหน่งมหาปุโรหิตก็จะเป็นของเจ้า!”
คำกล่าวนี้ดังสั่นสะเทือนจนทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นตกตะลึงทันที!
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าจวินจิ่วชิงมีสถานะที่แตกต่างออกไป ทว่าพวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งมหาปุโรหิตที่เสินจู่เลือกมานานแล้ว!?
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและจ้องมองไปที่จวินจิ่วชิง
เห็นเพียงเขาหลุบตาลงต่ำและเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
“แน่นอนว่าจิ่วชิงจะไม่ทำให้เสินจู่ผิดหวัง”
……………