ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2464 ไปต่อหรือไม่
ตอนที่ 2464 ไปต่อหรือไม่
……………
ทั้งมืดสนิทและเงียบสงัด
แต้มแสงโดยรอบที่มีนางเป็นจุดศูนย์กลางราวกับดาวตกที่ร่วงหล่นและมอดไหม้ไปในคราวเดียว
ความผันผวนก่อนหน้านี้เองก็เงียบกริบหายไปโดยสิ้นเชิง มิอาจจับสัมผัสถึงได้อีกแม้แต่แวบเดียว
ฉู่หลิวเยว่ตื่นตะลึงอึ้งค้างอยู่กับที่ นางยกมือขึ้นมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เหล่าแต้มแสงที่หม่นจางลงตรงหน้าสลายหายไปในทันที!
ชั่วพริบตานั้น ราวกับมีลมแรงม้วนพัดปัดเป่าทุกสิ่งทุกอย่างจนสะอาดหมดจด!
ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งแล่นปราดขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใจ ก่อนจะค่อยๆ แผ่ขยาย แล้วเข้าโอบล้อมตัวนาง
ฉู่หลิวเยว่อ้าปากพะงาบ พูดอันใดไม่ออกแม้แต่น้อย
ภายในความคิดของนางพลันขาวโพลน
เหตุใด… ถึงเป็นเช่นนี้ได้?
…
ครั้นบรรดาฝูงชนภายในตำหนักเห็นฉากนี้ พวกเขาก็ทยอยตะลึงงันไปเช่นกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้มีใครคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาเบาๆ อย่างไม่ใคร่จะแน่ใจนัก
“… นี่มัน… เกิดอันใดขึ้น? ซั่งกวนเยว่ล้มเหลวงั้นหรือ?”
มิมีผู้ใดตอบคำถามนั้น
ทว่าแท้จริงแล้ว ในใจของทุกคนล้วนมีคำตอบชัดเจน
นี่นาง… ล้มเหลวเข้าแล้วจริงๆ!
เค้าโครงของค่ายกลวงนั้นที่นางร่างออกมาเรียกได้ว่าไร้ที่ติ พูดตามหลักแล้ว ย่อมไม่มีทางเกิดปัญหาได้
ทว่า… ก็ยังคงล้มเหลวอยู่ดี!
ค่ายกลของนางล้วนวาดออกมาได้ราบรื่นและคล่องแคล่วตั้งแต่แรกเริ่มจนจบ
กระทั่งบรรดาเสินสื่อทั้งหลายที่มิใคร่ชอบใจนาง แท้จริงแล้วต่างก็ลอบยอมรับว่านางมีแววทำได้สำเร็จ
…อย่างใดเสีย นางก็เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาผู้ฝึกตนที่อยู่ ณ ที่นี้
แม้ผู้อื่นจะนับว่าเป็นอัจฉริยะ ทว่าเทียบกับนางแล้วกลับอ่อนด้อยกว่าอยู่มาก
แล้วนางล้มเหลวได้อย่างใดกัน?
“… ดูท่า การไร้ซึ่งพลังแห่งสายเลือดก็เป็นขีดจำกัดด่านสุดท้ายที่ไม่มีทางก้าวผ่านไปได้จริงๆ สินะ…”
ผ่านไปเนิ่นนานทีเดียว ในที่สุดฝานอวิ๋นเซียวก็ราวกับคิดอันใดบางอย่างออก ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงเบา
ครั้นได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่โดยรอบต่างได้สติกลับคืนมาโดยพลัน
ใช่แล้ว!
ด้วยพรสวรรค์และความสามารถที่โดดเด่นเหนือผู้ใดเหล่านี้ของนาง เหตุผลข้อเดียวที่มิอาจขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้มิใช่หรือ!
ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีพลังแห่งสายเลือด คนประเภทนี้ย่อมลำบากในการฝึกตนกว่าผู้อื่นอยู่หลายส่วน
กับการขึ้นสวรรค์ทลายเทพแล้วนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ถึงได้ค่อนข้างดูแคลนคนประเภทนี้เสมอมา
ยามพวกฉู่หลิวเยว่เดินทางมาถึงที่นี่ เพียงเพราะไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ท่าทีของพวกจิ้นอวิ๋นไหลถึงได้เปลี่ยนผกผันขนานใหญ่
นั่นก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว
เพียงแต่ว่าตลอดปีที่ผ่านมานี้ ผลงานของฉู่หลิวเยว่นั้นนับว่าโดดเด่นมากโดยแท้ จึงทำให้ทุกคนค่อยๆ มองข้ามข้อนี้ไปทีละนิด
โดยเฉพาะตอนที่นางบรรลุเส้นทางดวงดาวสำเร็จ ทั้งยังแก้ปริศนาค่ายกลบนเส้นทางนั้นได้ทั้งหมด บรรดาฝูงชนถึงได้ยิ่งนับถือแลชื่นชมในตัวนางกันมากขึ้น
—เส้นทางดวงดาวก็บรรลุได้สำเร็จ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์หรือ นางก็เข้าไปได้อย่างสง่าผ่าเผย เช่นนั้น บางทีการขึ้นสวรรค์ทลายเทพก็อาจใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว?
ดังนั้น ครั้นจังหวะนั้นมาถึงเข้าจริงๆ ทุกคนจึงรู้สึกเหนือความคาดหมายกันอย่างมากแทน
…
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงน้อยๆ หว่างคิ้วขมวดเข้าหากันแผ่วเบา
ล้มเหลว เป็นเพราะ… ไม่มีพลังแห่งสายเลือด?
แต่ว่านางมีพลังนั่นอยู่ชัดๆ หนา
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครจับสังเกตได้เลยแม้แต่น้อยต่างหาก
นางมั่นใจว่าค่ายกลที่แสดงเด่นอยู่ตรงหน้านี้ไม่มีปัญหาอันใดอย่างแน่นอน
เช่นนั้น… สิ่งสำคัญก็คงอยู่ที่ตัวนางเองแล้ว
หรือว่าจะเป็นปัญหาที่ว่าไม่มีพลังแห่งสายเลือดจริง?
ฉู่หลิวเยว่ยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วเบาๆ อย่างอดไม่ได้
ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ยามเผชิญหน้ากับอันตรายเข้าอยู่หลายต่อหลายครั้ง ตราสัญลักษณ์นั่นก็จะปรากฏขึ้นมา
ทว่ามิรู้เพราะเหตุใด ครั้งนี้กลับไม่มีการตอบสนองอันใดเลย
แท้จริงแล้ว ฉู่หลิวเยว่มิอาจรับมือกับพลังแห่งสายเลือดในร่างของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะว่ามันไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจการควบคุมของนาง
ไม่ว่าจะปรากฏขึ้นหรือหายไป ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางตัดสินได้ตามใจคิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ดังนั้นในตอนนี้ แม้ว่านางจะอยากเรียกมันออกมามากแค่ไหน ก็เสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์
ครั้นเห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ ฝานอวิ๋นเซียวก็แค่นหัวเราะเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
“ตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์น่ะ ไม่มีก็คือไม่มี สถานการณ์เช่นวันนี้ควรจะเป็นสิ่งที่เจ้าคิดได้ตั้งแต่ตอนที่ก้าวเข้ามาในประตูสวรรค์แล้ว”
มาเศร้าโศกเสียใจเอาตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ฉู่หลิวเยว่หาได้สนใจเขาไม่
ในตอนนั้นเอง ด้านข้างพลันมีกระแสคลื่นกระเพื่อมไหวแผ่ออกมาอีกครา
หึ่ง!
นางหันศีรษะไปมอง ก่อนจะพบว่าการเคลื่อนไหวนี้แผ่ออกมาจากค่ายกลตรงหน้าชีหาน
เขามีพรสวรรค์ในด้านนี้ที่แข็งแกร่งมากเช่นกัน จึงเชื่อมเส้นเค้าโครงของค่ายกลจนเสร็จสิ้น ไล่ตามฉู่หลิวเยว่มาได้ติดๆ
ยามเห็นแต้มแสงที่โอบล้อมตัวเขาส่องสว่างเจิดจ้า ใจของฉู่หลิวเยว่พลันโหวงเหวงขึ้นมา
ชีหานเอง… ก็ไม่มีพลังแห่งสายเลือดเช่นกัน!
อีกอย่าง ภายในร่างของเขาไม่มีพลังจริงๆ ต่างจากนางโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่ความคิดนี้แล่นเข้ามาในสมอง ก็ได้ยินสุ้มเสียงเปราะบางแว่วดังขึ้นมา
จากนั้น แต้มแสงที่อยู่เบื้องหน้าของชีหานก็หม่นแสงลงในพริบตา!
ฉู่หลิวเยว่ใจดิ่งวูบ
ทันใดนั้น แต้มแสงดาราดวงใหญ่รอบตัวของเขาก็มอดดับไปในคราวเดียว!
เหมือนกับตอนที่คราวฉู่หลิวเยว่ล้มเหลวเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน!
…
บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้มีฉู่หลิวเยว่เป็นแบบอย่างก่อนแล้ว เมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้อีกรอบหนึ่ง บรรดาฝูงชนจึงไม่ได้ตื่นตกใจหรือประหลาดใจเช่นคราแรกสุดแล้ว
ถึงขั้นที่มีบางคนเผยสีหน้า “เป็นอย่างที่คาดคิดไว้จริงๆ” ราวกับคาดเดามาก่อนแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้จะลงเอยเช่นนี้
“ชีหานเองก็ล้มเหลวแล้วเหมือนกัน ข้าจำได้ว่าเขาก็ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์นี่นา?”
“ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะกล่าวไว้ไม่ผิดจริงๆ ต่อให้ผู้ฝึกตนประเภทนี้เข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็ไม่มีทางเลื่อนสู่ระดับสูงสุดได้อยู่ดี”
“น่าเสียดายนัก พรสวรรค์ด้านนี้ของพวกเขานับว่าไม่เลวเลยทีเดียวแท้ๆ…”
“ถ้าจำไม่ผิด ส่วนใหญ่คนในกลุ่มของซั่งกวนเยว่เหมือนจะไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์กันทั้งนั้นเลยนี่?”
“ใช่ ใช่แล้ว! น้องแปดผู้นั้น ไหนจะเจี่ยนเฟิงฉือและมู่หงอวี่ก็เป็นเหมือนกันหมด! แม้ฝั่งของพวกเขาจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่ข้าว่าพวกนั้นก็คงไม่มีหวังอันใดแล้วล่ะ”
…
บรรดาฝูงชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส สุ้มเสียงทุกรูปแบบลอยผ่านเข้าหู
คิ้วกระบี่ของชีหานขมวดเข้าหากันน้อยๆ จากนั้นเขาก็สะบัดชายเสื้อคลุมคราหนึ่ง ทำเอาผู้คนที่อยู่โดยรอบกระจัดกระเจิงไปจนหมด
ทว่าที่น่าแปลกก็คือ บนดวงหน้าของเขากลับไม่มีแววผิดหวังมากมายเสียเท่าไร
ดูแล้วคนผู้นี้…เหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยเสียด้วยซ้ำ
หรืออาจเป็นเพราะคาดเดาถึงจุดจบนี้ไว้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาจึงยังคงสงบนิ่งแลสุขุมอยู่มากได้อย่างเห็นได้ชัด
ฉู่หลิวเยว่ยืนอยู่ข้างกายชีหาน การเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยของสีหน้าบนดวงหน้าเขาล้วนเข้าสู่ครรลองสายตา
นางนั้นเข้าใจเขาดีอยู่เสมอ
ดังนั้นนางจึงตะลึงงันอยู่ไม่น้อย
“ชีหาน”
ครั้นได้ยินเสียง ชีหานก็หันมองนาง ก่อนจะพยักหน้า แล้วคำนับ
“นายท่าน เป็นชีหานไร้ความสามารถ”
ฉู่หลิวเยว่ส่ายศีรษะไปมา นางเอามือทาบหน้าผากอย่างจนปัญญา แล้วหัวเราะเสียงขื่น
“อย่าพูดแบบนี้เลย อย่างใดเสียแม้แต่ข้าก็ล้มเหลวเช่นกัน”
หลังชะงักไป นางก็กวาดตามองดูเขาอย่างถี่ถ้วนอีกคราหนึ่ง
“เจ้า… รู้แต่แรกแล้วหรือว่าตัวเองจะล้มเหลว?”
“ขอรับ”
ชีหานผงกศีรษะอย่างตรงไปตรงมา
“เมื่อครู่ตอนเห็นนายท่านล้มเหลว ข้าก็เดาได้แล้ว”
ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปากแน่น
ผู้ฝึกตนทุกคนไม่มีใครไม่อยากบุกทะลวงได้สำเร็จ
ไม่ว่าการล้มเหลวครานี้จะตกอยู่ที่ใคร ก็เกรงว่าจะรับไม่ไหวกันทั้งนั้น
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงทุ้มต่ำเย็นยะเยือกอันคุ้นหูก็ดังแว่วมา
“ด่านขึ้นสวรรค์ทลายเทพด้านปรมาจารย์ล้มเหลว เจ้า… ยังอยากไปต่อหรือไม่?”
……………