ระบบหรรษา กับข้าผู้บำเพ็ญเซียนปลอม - ตอนที่ 527 จะปลุกเจ้าหญิงนิทราอย่างไร
อันหลินเข้าใกล้ทิศทางของกระแสพลังชีวิตอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานเขาก็เห็นแสงสีแดงกะพริบอยู่ไกลๆ
บนพื้นเป็นหญ้าแห้งที่เหี่ยวเฉาล้มลง พลังชีวิตถูกดูดจนหมด แนบแน่นกับพื้นราวกับเถ้าถ่าน
เมื่อเข้าไปดูแสงสีแดงใกล้ๆ ถึงได้พบว่าเป็นโลงหยกสีเลือดที่โดดเด่นใบหนึ่ง และพลังชีวิตของทุ่งหญ้าก็กำลังไหลมารวมกันในโลงใบนี้ไม่ขาดสาย
อันหลินมองโลงใบนั้นด้วยความตะลึง ไม่กล้าบุ่มบ่าม
หรือโลงใบนี้จะเป็นสมบัติ เขาไม่กล้ายืนยัน เพราะโลงใบนี้อาจจะมีผู้ยิ่งใหญ่สักท่านหนึ่งอยู่ก็ได้ ตั้งอยู่ตรงนี้เพื่อทำพิธีลึกลับบางอย่าง หากว่ามีบุคคลที่สุดยอดนอนอยู่ข้างใน นแบบนั้นจะเป็นการล่วงเกินแล้ว
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แหวนมิติสว่างวาบ กันดั้มร่างมนุษย์สีเงินแวววาวสองตัวปรากฏให้เห็นบนพื้น
“พวกเจ้าไปงัดโลงใบนั้นที ดูสิว่าข้างในมีอะไร!”
ในเวลาแบบนี้ โล่มนุษย์อย่างต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ก็แลดูจะมีประโยชน์อย่างมากแล้ว!
ต๋าอีกับต๋าเอ้อร์เริ่มเหาะไปหาโลงสีแดงใบนั้นดังฟิ้ว
ครืน ขณะที่พวกมันอยู่ห่างจากโลงอีกร้อยเมตร จู่ๆ ก็ถูกพลังที่น่ากลัวบางอย่างเล่นงาน
ลำแสงสีแดงก่อตัวกลางอากาศ เสาแสงโจมตีร่างของต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ในพริบตาจนโลหะผสมที่ทนทานนั่นยุบลงไป กันดั้มประสบการโจมตีด้วยแรงมหาศาล ลอยกระเด็นเหมือนขีปนาวุธแล้วถอยหลังห หลายร้อยเมตร
โชคดีที่ความสามารถในการต่อต้านไม่เลว หลังพวกมันกลิ้งบนพื้นไม่กี่รอบแล้วก็ลุกขึ้นจากพื้น
“เอ๊ะ ที่นี่มีค่ายกลหรือ เร้นลับเกินไปแล้วมั้ง เราเข้าใกล้ขนาดนี้ก็ยังสัมผัสไม่ได้”
อันหลินตกตะลึง ดวงตาเริ่มกลายเป็นสีขาวสำรวจพื้นที่รอบๆ โลงศพ
ลวดลายที่สลับซับซ้อนทั้งหลายปรากฏเบื้องหน้า มันเป็นค่ายกลขนาดเล็ก แต่กลับซับซ้อนอย่างยิ่ง สำหรับนักพรตทั่วไปแล้วหากคิดจะไขมันยากเหมือนปีนไต่ขึ้นสวรรค์แน่ๆ
น่าเสียดายที่อันหลินมีวิชาญาณทิพย์
ตะปูมิติปรากฏกายอากาศแล้วพุ่งไปยังตำแหน่งหนึ่งของอากาศดังฟิ้ว
ครืน มิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง ค่ายกลพังทลาย
ต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ฉวยจังหวะพุ่งใส่โลงศพสีแดงอีกครั้ง
พวกมันวางมือลงบนโลงศพหมายอยากยกฝาโลงขึ้น กลับพบว่ายกไม่ขึ้นเลยสักนิด
อันหลิน “…ข้าจะเอาพวกเจ้าไปทำไม”
เขาพบว่าตั้งแต่ความสามารถพุ่งทะยาน ต๋าอีต๋าเอ้อร์ก็ยิ่งหมดประโยชน์ขึ้นทุกที ต่อสู้ไม่ไหว ตอนนี้แม้แต่ฝาโลงยังยกไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ครั้งหน้าคงต้องใส่มินิโปรแกรมให้พวกมันตะโกน นสู้ๆ อยู่ข้างๆ แล้วหรือเปล่า
ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนี้ จู่ๆ ฝาโลงหยกสีเลือดก็พวยพุ่งขึ้นฟ้า
อันหลินสะดุ้งโหยง เงาดำเงาหนึ่งก็มุดออกมาด้วยความเร็วที่สูงยิ่งยวด ลำแสงเย็นเยือกจู่โจมหนึ่งในกันดั้มด้วยความเร็วสายฟ้าฟาด มันเป็นฟันที่แหลมคม!
กร๊วบ
เงาดำอ้าปากจะกัดลำคอของกันดั้ม จากนั้นฟันซี่หนึ่งก็หลุดกระเด็นเพราะลำคอวัสดุโลหะนั่น
อันหลินเห็นความเคียดแค้นที่ฉายบนใบหน้าขาวซีดภายใต้ผมยาวสีทองรางๆ
ต๋าอีต๋าเอ้อร์ยังไม่ทันได้ตอบโต้ เงาดำก็มุดกลับโลงไปอีกครั้ง
ครืน
ฝาโลงที่พุ่งขึ้นฟ้าลอยลงมาอีกครั้งแล้วปิดผนึกโลงศพใบนั้น
ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบราวกับว่าโลงไม่เคยเปิดเลย…
อันหลิน “…”
“นายท่าน คนคนนั้นน่าสงสารเหลือเกิน กัดจนฟันเขี้ยวหลุดไปแล้ว” เสวี่ยจ่านเทียนก็มีฟันเขี้ยวคู่หนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเห็นฉากเมื่อครู่นี้จึงรู้สึกเห็นใจอยู่บ้าง
อันหลินนวดหว่างคิ้ว “นั่นมันไม่ใช่ฟันเขี้ยว มันเขี้ยวดูดเลือดต่างหาก!”
สถานะยืนยันแล้วว่าเป็นสมบัติของผีตนหนึ่ง นี่มันที่นอนของผู้ยิ่งใหญ่เผ่าผีดูดเลือดนี่นา!
แต่เหมือนว่าผู้ยิ่งใหญ่เผ่าผีดูดเลือดตนนนั้นจะอ่อนด้อยไปหน่อย แม้เกราะโลหะผสมของต๋าอีกับต๋าเอ้อร์จะมีพลังป้องกันสูง แต่ก็ไม่ถึงขั้นกัดจนฟันหักหรอกมั้ง…พุดอีกนัยหนึ่ง ทั้ งๆ ที่เห็นท่าทางแข็งเปีกของต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ก็รู้แล้วว่าไม่อร่อย แต่ก็ยังกัดไปได้ จะดูดน้ำมันหรือไง
สมองของผู้ยิ่งใหญ่ตนนี้มีปัญหาหรือเปล่า
ดูดพลังชีวิต...โลงศพ…ด้อยความสามารถ…ไม่ได้สติ…
อันหลินเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ ก็พอจะจินตนาการความเป็นไปของเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้ว
บางทีอาจเป็นเพราะผู้ยิ่งใหญ่ตนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงได้นอนรักษาตัวในโลง และวิธีรักษาก็คือการดูดพลังชีวิตของทุ่งหญ้าสีม่วง
อืม! ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ!
ดวงตาของอันหลินเป็นประกายขึ้นมา มองโลงหยกสีแดงใบนั้นด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์
การต่อกรกับศัตรูควรฉวยโอกาสตอนเขาป่วย เอาชีวิตเขานั่นเอง
ศัตรูที่กัดต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ไม่ได้ด้วยซ้ำจะมีอะไรน่ากลัวกัน อีกอย่างเราเป็นเจ้าแห่งพิษด้วย เป็นกาลกิณีของผีดูดเลือด! อันหลินคิดว่าหนนี้ชนะแน่
ต๋าอีกับต๋าเอ้อร์ยกฝาโลงต่อไป แต่ต่อให้พวกมันจะออกแรงอย่างไรก็ขยับฝาโลงไม่ได้เลย
จากนั้นพวกมันก็ใช้ดาบแสงไอออน ระเบิดแสง ไฟมังกรอนธการและวิธีการต่างๆ โจมตีโลงศพ แต่โลงใบนี้ก็เหมือนแนวกำแพงที่แข็งแรงทนทานยิ่งยวด ไม่ว่าจะโจมตีอย่างไรก็ไม่เสียหายเลย
อันหลินแสยะยิ้ม “หลบในกระดองเต่าแล้วคิดว่าข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ”
เขาก็เริ่มขยับตัวเข้าไปใกล้โลงหยกสีเลือดอย่างเชื่องช้าแล้ว
โลงศพส่องแสงสีแดงฉูดฉาด เห็นได้ชัดว่าการดูดพลังชีวิตไม่เคยหยุด
หยกสีเลือดเป็นกึ่งโปร่งแสง มองเห็นหญิงผมทองที่สวมชุดคลุมสีดำ รูปร่างมีทรวดทรงองค์เอวผ่านฝาโลง นางหลับตาพริ้ม หลับใหลอย่างสงบราวกับเจ้าหญิงนิทรา
“หึๆ…โฉมงามน้อย ดูสิว่าข้าจะปลุกเจ้าอย่างไร…” อันหลินยิ้มชั่วร้ายพลางลูบโลงศพที่เย็นเยียบนั่น
ร่างกลมๆ ของเสวี่ยจ่านเทียนสะดุ้ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่านายท่านเหมือนตัวโกงเหลือเกิน!
อันหลินขบคิดชั่วครู่ ตัดสินใจจะลองด้วยวิธีทั่วไปก่อน
สองมือของเขาวางอยู่บนขอบฝาโลง ตั้งใจว่าจะใช้กำลังเปิดฝาโลง คิดไม่ถึงว่าฝากับโลงศพจะหลอมเป็นหนึ่งเดียว โลงศพกลมกลืนเป็นหนึ่งกับดินแดนผืนนี้ ต่อให้เขาใช้พละกำลังทั้งหมดที่ม มี โลงใบนี้ก็ไม่กระดิกกระเดี้ยเลยสักนิด
อันหลินชักกระบี่พิชิตมารออกมา คมกระบี่ส่องแสงสีดำสะเทือนฟ้าแล้วตวัดลงมา
ลำแสงที่แหลมคมอย่างยิ่งฟันโลงหยกสีเลือด คลื่นลูกหลงฉีกพสุธาร่วมพันเมตร
ง่ามนิ้วของอันหลินถูกสะเทือนจนแทบฉีกขาด เมื่อมองกระบี่พิชิตรมารตรงหน้าก็ทำให้หยกสีเลือดเกิดรอยแยกเพียงเล็กน้อยเส้นหนึ่งเท่านั้น ไม่กี่อึดใจรอยแยกก็สมานอีกครั้ง
“เพลิงสุริยะ เพลิงมารดารา เพลิงอนัตตา เพลิงจันทร์ภฤษฏ์ เผา!”
เพลิงเทวะทั้งสี่ปรากฏขึ้น แผ่ปกคลุมโลงหยกสีเลือดทั้งใบ อุณหภูมิที่น่ากลัวแผดเผาโลงศพไม่หยุด
“หึๆ…ความรู้สึกของโลงเตานึ่งแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง” อันหลินพูดพลางแสยะยิ้ม
ในที่สุดหญิงผมทองที่นิทราในโลงศพก็ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีแดงฉานจับจ้องอันหลิน สีหน้าไม่เปลี่ยน เรียบเฉยจนไม่มีอารมณ์เลยสักนิด
ผิวของโลงหยกสีเลือดเกิดรอยคลื่นเหมือนของเหลว ต่อต้านการรุกรานของเพลิงเทวะอยู่รำไร
อันหลินดีใจมาก เพราะเจ้าหญิงนิทราตื่นแล้ว ซ้ำยังทำการขัดขืนเสียด้วย มันหมายความว่าเพลิงเทวะของเขาได้ผล จึงเร่งกำลังไฟทันที!