ราชินีพลิกสวรรค์ - ตอนที่ 224 การสังหารที่รุนแรง
ตู้มมม!
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง
ที่ขอบของเวทีประลอง ผู้คนนั่งเต็มไปหมด เหลือเพียงคนของจยาเซียนที่ยังมาไม่ถึง
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาของการประลอง แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาคนของจากจยาเซียน ฝูงชนที่มารอดูการประลองก็อดไม่ได้เริ่มวิพากษ์วิจารณ์…
“คนจากจยาเซียนล่ะ”
“ไม่รู้สิ! การประลองใกล้เริ่มขึ้นแล้ว คนของสำนักหลีหุนจงก็มาถึงแล้ว ทำไมเป็นฝ่ายผู้ท้าเองที่ไม่เห็นแม้แต่เงา”
“ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็กลัวขึ้นมา แล้วหนีไปแล้วนะ”
“ไม่หรอกมั้ง! หากเป็นเช่นนี้ พวกเราจะไม่ถูกจยาเซียนหลอกหรือ กว่าจะได้ตั๋วเข้าชมการประลองครานี้ ข้าเสียหินวิญญาณไปตั้งห้าสิบก้อน!”
“เจ้าแค่ห้าสิบก้อน ข้าเสียไปแปดสิบ”
“ข้าเสียไปตั้งร้อยหนึ่ง ยังไม่โวยวายอะไรเลย”
“อย่างไรก็ตาม ถ้าจยาเซียนไม่กล้ามา เราก็รวมกลุ่มกันไปจยาเซียน ขอหินวิญญาณที่หลอกเราคืน!”
“ใช่ ถูกต้อง!”
“…”
บริเวณอัฒจันทร์ชมการประลอง มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย และบางครั้งก็มีคำพูดไม่ดีลอยไปถึงบริเวณด้านหน้า
ประมุขของไท่อีเหมินฟังเงียบๆ ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างคาดเดาไม่ได้
“ท่านประมุข” ผู้อาวุโสข้างๆ กระซิบ
ท่านประมุขของไท่อีเหมินยกมือขึ้นและส่ายหัวช้าๆ เพื่อหยุดเขาไม่ให้พูดต่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดถึงเรื่องนี้
“เหอะ ไม่ใช่ว่ากลัวกะทันหัน แล้วหนีไปอย่างขี้ขลาด” สุ่ยชิงหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ เยาะเย้ย
“หุบปากซะ” ท่านประมุขของไท่อีเหมินหันมามองเขา ดวงตาเคร่งขรึม
ใบหน้าของสุ่ยชิงหยางเปลี่ยนไป และปิดปากหยุดพูด
เขาเพิ่งถูกสัตว์เลี้ยงปีศาจของเจียงหลีตบจนปลิวเมื่อไม่นานมานี้ คิดว่าไม่อยากจะปรากฏตัวต่อหน้าคนอื่นเร็วขนาดนี้ เกรงว่าจะถูกพูดถึงเรื่องอับอายอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้ง ความปรารถนาที่จะได้เห็นจยาเซียนพ่ายแพ้ต่อสำนักหลีหุนจง ในที่สุดก็ตัดใจมาจนได้
เขาเหลือบมองบิดาของตน ในดวงตาซ่อนความไม่พอใจไว้
บิดาของตนไม่ปล่อยให้แก้แค้นก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้แม้แต่พูดก็ไม่ยอมให้เขาได้พูด!
“คนของจยาเซียน เกรงว่าจะไม่มาแล้วล่ะ” ผู้อาวุโสจากฝ่ายหลีหุนจงกล่าวอย่างสบายๆ ท่าทางของเขาผ่อนคลายอย่างมาก และหุ่นเชิดหญิงสาวสองตัวที่มีใบหน้าบอบบางยืนอยู่ข้างหลังเขา
เขาได้ยินมาว่าจยาเซียนก็มีหุ่นเชิดด้วย และแข็งแกร่งมาก
แต่ว่า ตัวแทนห้าคนในการต่อสู้วันนี้ของหลีหุนจง ล้วนเป็นระดับหลิงหวัง และหุ่นเชิดในมือของพวกเขาก็มีพลังมากเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจหุ่นเชิดของจยาเซียนมากนัก
ในความเห็นของเขา จยาเซียนเหมือนตัวตลกต่อหน้าหลีหุนจงอย่างไม่ต้องสงสัย
“คนของหลีหุนจงรีบขนาดนั้นเชียวหรือ” ท่านประมุขวังเวิ่นฉิงถามขึ้น และพูดกับหลีหุนจงอย่างตรงไปตรงมา
ดวงตาผู้อาวุโสของสำนักหลีหุนจงสั่นไหว ดวงตาของเขาดูเย็นชาและโหดร้าย “วังเวิ่นฉิงช่างว่างกันเสียจริง ท่านประมุขสนใจมาดูการแข่งระดับนี้ด้วย”
“ตราบเท่าที่มันเป็นเรื่องของหลีหุนจง ข้าก็สนใจดูหมด” ท่านประมุขวังเวิ่นฉิงยิ้มอย่างมีเสน่ห์ เสน่ห์ที่โปรยออกมาจากกระดูกนั้นช่างน่าหลงใหล
เมื่อเทียบไหวปี้กับนางแล้ว ไหวปี้ดูไร้เดียงสาไปเลย
นางปีศาจ
ชายหนุ่มมากมาย หลงใหลท่านประมุขวังเวิ่นฉิงไปชั่วขณะหนึ่ง คนบางคนที่มีสมาธิไม่ดีนัก ก็ยิ่งเขินอายและพูดไม่ออก
ผู้อาวุโสของหลีหุนจง มองลึกไปยังดวงตาประมุขวังเวิ่นฉิง และแสงปรารถนาในดวงตาของเขากะพริบตลอดเวลา “ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโชคดีพอได้จุมพิตท่านฟางเจ๋อ”
“เจ้าคู่ควร?” ประมุขวังเวิ่นฉิงเยาะเย้ย ไม่มีคำเกรงใจใดๆ ในคำพูดของนาง
ในเวลาเดียวกัน ดวงตาที่เย็นชานับไม่ถ้วน ถูกส่งมาอัฒจันทร์ของวังเวิ่นฉิง อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่สวยและมีเสน่ห์เหล่านี้ คนของหลีหุนจงก็หัวเราะอย่างร้ายๆ
บางคนถึงกับสัมผัสส่วนที่บอบบางของหุ่นเชิดหญิงที่อยู่รอบตัวพวกเขาอย่างน่าสมเพช ซึ่งเป็นการบ่งชี้บางอย่าง
ภายใต้สายตาของทุกคน พฤติกรรมดังกล่าวทำให้หญิงสาวจากวังเวิ่นฉิงโกรธเคือง
ท่านประมุขของวังเวิ่นฉิงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หากเจ้าควบคุมเดรัจฉานที่เจ้านำมาไม่ได้ ถึงข้าจะฆ่าพวกมันเสียที่นี่ กุ่ยชื่อก็ทำอะไรไม่ได้”
ใบหน้าของผู้อาวุโสที่ตามใจลูกศิษญ์ให้พวกเขาลวนลามหญิงสาวจากวังเวิ่นฉิงเปลี่ยนไป ยกมือขึ้นเพื่อหยุดพฤติกรรมของลูกศิษย์ ดวงตาของเขามืดลงเล็กน้อย โดยรู้ว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ ของท่านประมุขวังเวิ่นฉิง เขายิ้มเยาะเย้ย และหยุดการต่อปากต่อคำ
“ได้เวลาแล้วววว!”
ผู้ดำเนินรายการของการแข่งขันตะโกนขึ้น
ในการต่อสู้ด้วยชีวิตนั้นไม่มีผู้ตัดสิน มีแต่เจ้าภาพเท่านั้น ผู้ตัดสินคือความเป็นและความตาย มีผู้คนเป็นพยาน!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสของหลีหุนจงก็ยืนขึ้นอย่างภาคภูมิใจและใส่พลังวิญญาณลงในเสียงของเขา “คนของจยาเซียน กลายเป็นเต่าหัวหดแล้วหรือ”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนมาเป็นเวลานาน ทางวังเวิ่นฉิง ไหวปี้และท่านประมุขต่างขมวดคิ้วเล็กน้อย
“รีบอะไร รีบไปเกิดใหม่กันหรือไง”
แต่เมื่อเสียงของเขาหยุดลง ทันใดนั้นเสียงที่เกียจคร้านแต่น่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้น
ดวงตาของผู้อาวุโสหลีหุนจงแหลมคมขึ้นทันที “ผู้ใด”
ไหวปี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเงียบๆ และท่านประมุขวังเวิ่นฉินแสดงรอยยิ้มขี้เล่นพราวเสน่ห์
แสงและเงาหลายดวง ส่องประกายลงมาบนอัฒจันทร์ของจยาเซียน
เมื่อความวาววับหายไป ทุกคนก็มุ่งความสนใจไปที่ตัวหญิงสาวผู้มีเสน่ห์
ประมุขเซียนแห่งจยาเซียน!
แม้ว่าการปรากฏตัวของเจียงหลีจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงเวลานี้
แต่ว่าเมื่อมองดูอีกครั้ง ยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่หลงใหลในรูปลักษณ์ที่สวยงามและมีเสน่ห์ของนาง ก่อนหน้านี้พวกเขารู้สึกทึ่งกับมายาเสน่ห์ของวังเวิ่นฉิง แต่ในเวลานี้ เมื่อเห็ นเจียงหลี พวกเขาลืมท่านประมุขวังเวิ่นฉิงไปเสียสนิท
ดวงตาที่ร้อนแรงและหมกมุ่นนั้น มุ่งไปยังเจียงหลี แต่นางเมินเฉย เพียงแค่หาที่นั่งอย่างเกียจคร้าน
ทันใดนั้น ความน่าเกรงขามอย่างสูงส่งหาที่เปรียบมิได้นี้แผ่ออกจากร่างกายของนาง สะกดผู้คนจากทั่วทิศทางให้ตกตะลึง
ท่านประมุขไท่อีเหมินหลับตาลง และมองไปยังลูกชายที่หมกมุ่นอยู่กับเจียงหลีอีกครั้ง ถอนหายใจในใจ หญิงสาวที่งดงามเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ลูกชายของเขาจะขอหมั้นหมายต่อสาธารณชน น
ดวงตาของประมุขวังเวิ่นฉิงสดใส กระซิบกับไหวปี้ “ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามเหลือเกิน เจ้านี่ตาดีเสียจริง”
ใบหน้าไหวปี้แดงก่ำ ก้มหน้าอย่างเขินอาย
ทางด้านหลีหุนจงก็มองจนเหม่อลอย ดวงตาร้อนผ่าว ในสายตาของพวกเขา เจียงหลีดูเหมือนจะเหมาะสมกับการเป็นหุ่นเชิดที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
แสงรัศมีทั้งสี่ตกกระทบด้านซ้ายและขวาของเจียงหลี ปรากฏชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาสี่คนล้อมรอบนางไว้ ทำให้หญิงสาวมากมายอิจฉาไม่น้อย
หญิงสาวต่างอิจฉา ‘ความวิจิตร’ ของเจียงหลี และบุรุษก็อิจฉา ‘ความวิจิตร’ ของชายหนุ่มทั้งสี่เช่นกัน
“มาเริ่มกันเลย ยกแรกนี้…เทียนอี เจ้าไปก่อน” ทันทีที่เจียงหลีนั่งลง อำนาจการเป็นผู้นำก็อยู่ในมือของนาง
ชุดสีแดงของฉินเทียนอีเปล่งประกาย คนทั้งคนก็ปรากฏตัวบนเวทีประลองแล้ว
ผู้ดำเนินการแข่งขันปากอ้าตาค้าง และในที่สุดก็ถอยออกมาอย่างเงียบๆ
รอยยิ้มผุดขึ้นที่แก้มผู้อาวุโสของสำนักหลีหุนจง และเขาโบกมือให้หลิงหวังคนหนึ่ง ทันใดนั้น ตรงหน้าฉินเทียนอีก็มีคนสามคนปรากฎตัว
หนึ่งในนั้น แน่นอนว่าคือหลิงหวังของหลีหุนจง ในขณะที่อีกสองคนเป็นหุ่นเชิดสาวของเขา
ฉินเทียนอียิ้มอย่างดูถูกและลงมือทันที
เสียงดังโพล่งขึ้น พลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว กลายเป็นเปลวไฟที่ร้อนแรง ห่อหุ้มหุ่นเชิดสาวตัวหนึ่งและเผาเป็นเถ้าถ่านทันที …