สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 453 ราชาเหยี่ยวนกเขา
“ตรงไปข้างหน้าก็คือเมืองไห่ อ้างอิงจากความเร็วในตอนนี้ เดินทางตามทิศทางนี้ไปเป็นระยะเวลาสักสิบปีก็น่าจะถึงเมืองว่านชิงแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว
“พรวด…”
ทุกคนต่างพากันสำลัก เจ้าคนผู้นี้กำลังล้อเล่นหรือว่ากำลังล้อเล่นกันแน่ ระยะเวลาสิบปี เธอจะเสียเวลาเดินทางเป็นเวลานับสิบปีได้อย่างไรกัน!
นอกจากนี้ยังเป็นอัตราเร็วของเจ้าวิหคน้อยอีกด้วย ถ้าหากเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูรบินได้ตนอื่นๆ กลัวแต่ว่าไม่ต้องคิดถึงเวลาสิบห้าสิบหกปีเลยด้วยซ้ำ
“นอกจากนี้ยังต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ราบรื่นไร้อุปสรรคอีกด้วย” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย “แต่ไม่รู้ว่าตลอดทางพวกเราต้องผ่านดินแดนของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษมากมายเพียงใด ต้องเผ ผชิญกับการไล่ล่าสังหารมากแค่ไหน”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถูหน้าผาก นี่มิใช่เรื่องที่ทำให้คนเบิกบานใจเลยจริงๆ!
“ตระกูลเหลียนเล่า มิได้บอกว่าบิดาของเหลียนหงเป็นคนของตระกูลเหลียนหรอกหรือ ตระกูลพวกเขาไม่สนใจเขาเลยหรือไร” เว่ยจือฉีถาม
“บิดาของเขาถูกขับออกจากตระกูลเพราะอยากจะอยู่ร่วมกันกับมารดาเขา” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “ข้านับถือในความรักอันหนักแน่นของเขาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นข้าจึงได้ตอบรับคำสั่งเสียก่อน นตายของเขา”
“เช่นนั้นตระกูลเหลียนก็ไม่สนใจเหลียนหงแล้วอย่างนั้นหรือ” เจ้าอ้วนชวีถาม
“ตระกูลเหลียนไม่ส่งคนออกมาไล่ล่าสังหารพวกเราก็ไม่เลวแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนยิ้มอย่างขมขื่น “เดิมทีข้าคิดจะพาเขาไปยังแคว้นกลาง แต่ถูกไล่ล่าจนสิ้นไร้หนทางดังนั้นจึงได้แต่หลบห หนีไปยังดินแดนอันห่างไกลเท่านั้น”
“แล้วตระกูลเหลียนรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเหลียนหงหรือไม่” ซือหม่าโยวหรานถาม
“อาจจะรู้หรืออาจจะไม่รู้ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “ตอนนั้นสมาชิกตระกูลคนหนึ่งของพวกเขาอยู่กับพวกเรา แต่ต่อมาพวกเราพลัดพรากกันระหว่างที่หลบหนี ถ้าหากเขาเอาชีว วิตรอดมาได้ เช่นนั้นตระกูลเหลียนก็คงรู้ แต่ถ้าหากเขาตายไปแล้ว ตระกูลเหลียนก็ไม่รู้หรอก”
“ข้าคิดว่าสมาชิกตระกูลผู้นั้นจะรอดชีวิตมาได้หรือไม่ ตระกูลเหลียนก็น่าจะรู้อยู่ดีนั่นแหละ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ตระกูลเหลียนกับตระกูลเฟ่ยเป็นศัตรูกัน จะต้องให้ความสนใจกับเ เรื่องของพวกเขาอย่างแน่นอน หลายปีมานี้ตระกูลเฟ่ยไล่ล่าสังหารพวกท่านก็มีความเคลื่อนไหวไม่น้อยเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนในตระกูลเหลียนล่วงรู้เลย พูดได้เพียงแค่ว่าต้องดูว่าค คนตระกูลเหลียนที่ล่วงรู้ผู้นั้นมีความคิดเช่นไรแล้ว แต่ผ่านมานานปีถึงเพียงนี้ตระกูลเหลียนก็ไม่ได้ทำอะไร พวกท่านก็ไม่ต้องคาดหวังแล้ว”
“เฮ้อ…”
โฉวเซี่ยวเทียนถอนหายใจ ส่วนเหลียนหงก้มศีรษะลง
“จะว่าไป เหตุใดท่านจึงต้องพาเขาไปหาเหลียนเจ๋อด้วยเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“นี่เป็นคำขอร้องจากบิดาของเขา” โฉวเซี่ยวเทียนมองเหลียนหงแล้วพูดว่า “ก่อนที่บิดาของเขาจะตายได้บอกเอาไว้ว่า ถ้าหากคนของตระกูลเหลียนเชื่อถือไม่ได้เลย ก็จงไปหาน้องชายของ เขาที่ตำหนักว่านชิง เขาเชื่อถือได้อย่างแน่นอน ขอเพียงแค่เข้าสู่ตำหนักว่านชิงได้แล้ว ตระกูลเฟ่ยก็จะไม่กล้าลงมือสังหารเหลียนหงอีก คนของตำหนักว่านชิงนั้น ต่อให้เป็นตระกูลเฟ่ ยก็ยังไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง แต่ในที่สุดแล้วพวกเราก็ยังมิอาจติดต่อกับท่านอาของเขาได้เลย”
“เฮ้อ เรื่องราวช่างวุ่นวายใช้ได้เลยทีเดียว!” ซือหม่าโยวเล่อพูด “หลายสิบปีเช่นนี้ก็ยังไม่พบท่านอาผู้นั้นเลย หรืออาจจะพึ่งพาไม่ได้เหมือนเช่นตอนนั้นแล้วก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ไ ได้ พวกเราทะเล่อทะล่าเข้าไปเช่นนี้ ถ้าหากเป็นหนทางที่ไม่อาจย้อนคืนได้ก็คงวุ่นวายแย่”
“ถ้าหากไม่ได้การ ก็คงได้แต่ให้เขาตามไปที่แคว้นกลางกับข้าแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “พอไปถึงแคว้นกลางแล้ว ตระกูลเฟ่ยก็มิอาจทำอะไรพวกเราได้อีกแล้ว”
“คิดหาหนทางไปยังตำหนักว่านชิงก่อนดีกว่า” ซือหม่าโยวหรานกล่าว “ระยะเวลา สิบกว่าปี เวลายาวนานก็ยังไม่ว่า ยิ่งระยะเวลาที่พวกเราอยู่ข้างนอกนานก็จะยิ่งเป็นอันตรายได้มาก”
“ถูกต้อง” เจ้าอ้วนชวีเอ่ยตอบ “ยิ่งพวกเราอยู่กันเป็นระยะเวลานาน โอกาสที่พวกเขาจะมาสังหารพวกเราก็ยิ่งมาก หลังจากนั้นไม่แน่ว่าคนที่ส่งมาอาจจะยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ แต่พลังยุ ทธ์ของพวกเรากลับมิอาจเพิ่มขึ้นได้มากสักเท่าใดนักในระยะเวลาอันสั้น”
“ไม่เลวเลยนะเจ้าอ้วน เจ้าวิเคราะห์ใช้ได้เลยทีเดียว” เว่ยจือฉีล้อเล่นด้วยรอยยิ้ม
“ไป! ข้าก็มิได้ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรงเช่นนั้นเสียหน่อย” เจ้าอ้วนชวีกระแทกศอกใส่เว่ยจือฉี ไม่พอใจกับการล้อเล่นของเขา
ทุกคนต่างพากันหัวเราะขึ้นมาด้วย มิได้เป็นกังวลกับสถานการณ์อันตรายในตอนนี้ถึงเพียงนั้นอีกแล้ว
“ขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกท่านวุ่นวายกันไปหมด ต่อไปในภายหน้าจะต้องตอบแทนพวกท่านแน่” เหลียนหงพูดขึ้นมาในทันใด
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้ว่าเขาความคิดละเอียดอ่อน จิตใจก็มีเมตตา ติดตามจิ้งจอกเฒ่าอย่างโฉวเซี่ยวเทียนแล้วยังเป็นเช่นนี้ได้ก็ไม่เลวแล้ว
เธอพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เหลียนหง เจ้าก็อย่าได้รู้สึกผิดไปเลยนะ ท่านอาจารย์ของเจ้าได้จ่ายค่าตอบแทนให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว”
เหลียนหงมองซือหม่าโยวเย่ว์ ก็รู้ว่าเธอกำลังปลอบประโลมตนอยู่ เขาไม่เอ่ยวาจา แต่กลับรู้สึกซาบซึ้งต่อพวกเขาอยู่ภายในใจมากยิ่งขึ้น
พวกเขาบินมาได้หลายวัน ตลอดทางก็ไม่พบกับการไล่ล่าของคนตระกูลเฟ่ยเลย เพื่อให้เจ้าวิหคน้อยได้พักผ่อน พวกเขาจึงเปลี่ยนตัวสัตว์อสูรบินได้
การบินในครั้งนี้ พวกเขารู้สึกได้ถึงความเวิ้งว้างของอาณาเขตดินแดนโบราณได้อย่างแท้จริง พวกเขาบินกันมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่กลับไม่เห็นเมืองเลยแม้แต่เมืองเดียว เห็นเพียงแค่ท ทิวเขาทอดตัวยาว ที่ราบอันกว้างใหญ่ และแม่น้ำลำธารอันอลังการเท่านั้น
ในขณะที่พวกเขาเดินทางกันอยู่นั่นเอง เฟ่ยซือก็ได้พาคนสองสามคนไปยังทิวเขาแห่งหนึ่ง สัตว์อสูรบินได้ยังไม่ทันร่อนลงสู่พื้น พวกเขาก็ถูกเหยี่ยวนกเขาฝูงหนึ่งล้อมเอาไว้เสียแล้ว
“ผู้มาเป็นใครกัน”
เฟ่ยซือยืนอยู่บนสัตว์อสูรบินได้พลางมองเหยี่ยวนกเขาที่ล้อมรอบตนอยู่อย่างไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อยแล้วพูดว่า “เฟ่ยซือแห่งตระกูลเฟ่ยมาขอคารวะราชาเหยี่ยวนกเขา มีเรื่องสำคัญจ จะมาแจ้ง”
“คนตระกูลเฟ่ยหรือ” สายตาอันแหลมคมของเหยี่ยวนกเขาขนสีขาวที่เป็นผู้นำมองเฟ่ยซือ เมื่อเห็นว่าเขามิได้หลบสายตาจึงพูดกับเหยี่ยวนกเขาที่อยู่ด้านหลังว่า “เจ้าไปรายงานองค์ราชาที สิ”
“ขอรับ”
เหยี่ยวนกเขาตัวนั้นกระพือปีกบินจากไป ไม่นานนักก็บินกลับมาแล้วพูดว่า “องค์ราชาบอกว่าให้พาตัวเขาเข้าไปขอรับ”
“พาตัวเข้าไป” เหยี่ยวนกเขาขนขาวออกคำสั่ง
เหยี่ยวนกเขาสิบกว่าตัวล้อมรอบสัตว์อสูรบินได้ของเฟ่ยซือเอาไว้ตรงกลาง แล้วบินมุ่งไปยังส่วนลึกของทิวเขา
เฟ่ยซือมองประเมินที่พักอาศัยของเหยี่ยวนกเขา ก็พบว่าทิวเขาทุกแห่งต่างมีเหยี่ยวนกเขาอยู่หลายตัว แม้กระทั่งเหยี่ยววัยเยาว์ก็ยังได้รับการฝึกฝนที่ค่อนข้างโหดร้าย
หลังจากที่พวกเขาเข้าไปยังส่วนลึกของทิวเขาแล้วพวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้โบยบินอีก ดังนั้นพวกเขาจึงร่อนลงสู่พื้น เฟ่ยซือเก็บตัวสัตว์อสูรผูกพันธสัญญา แล้วพวกเขาจึงเดินตามเหยี่ยว วนกเขามุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่สูงที่สุด
สองชั่วโมงผ่านไป พวกเขาจึงเดินมาถึงภูเขาลูกนั้นในที่สุด ที่ยอดเขา ราชาเหยี่ยวนกเขาที่ตัวสูงเท่าภูเขาลูกย่อมๆ กำลังฝึกปราณอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง
ผ่านไปครู่ใหญ่ ราชาเหยี่ยวนกเขาจึงหยุดลงแล้วหมุนกายมาถามว่า “เจ้าคือเฟ่ยซืออย่างนั้นหรือ”
เฟ่ยซือคารวะอย่างเรียบเฉยแล้วพูดอย่างไม่ถ่อมตนแต่ก็ไม่ถือตัวว่า “เฟ่ยซือแห่งตระกูลเฟ่ยคารวะราชาเหยี่ยวนกเขา”
“เผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาของข้าไม่เคยไปมาหาสู่กับมนุษย์มาตลอด เจ้ามาที่นี่มีเรื่องอันใดหรือ” ราชาเหยี่ยวนกเขาพูดอย่างเรียบเรื่อย ท่าทีหยิ่งยโสนั้นเหมือนมิได้เห็นเฟ่ยซืออยู่ใน นสายตาเลย
เฟ่ยซือแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อร่วมมือกับราชาเหยี่ยวนกเขา”
“ร่วมมือหรือ ข้าไม่เห็นรู้สึกว่าพวกเราจะมีสิ่งใดที่ร่วมมือกันได้เลย มนุษย์อย่างพวกเจ้าแตกต่างกับพวกเรา พวกเราก็ไม่มีเรื่องอันใดจะต้องเจรจากัน” ราชาเหยี่ยวนกเขาเอ่ย “ถ้าหาก กนี่คือเรื่องสำคัญที่เจ้าพูดถึง เจ้าก็ไปได้แล้วล่ะ เห็นแก่ที่ตระกูลเฟ่ยก็นับได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ คราวนี้จะไม่เอาความเรื่องที่เจ้าบุกรุกเผ่าพันธุ์ของข้าก็แล้วกัน”
ราชาเหยี่ยวนกเขาพูดจบ แมลงวันสองตัวก็ร่อนลงมา เตรียมจะพาพวกเขาจากไป
“ราชาเหยี่ยวนกเขาอย่าเพิ่งรีบไล่ข้าไปสิ” เฟ่ยซือพูดอย่างมั่นใจในตนเอง “ท่านยังไม่ทันได้ฟังว่าข้าจะร่วมมือเรื่องอะไรเลย รอให้ข้าพูดจบแล้วข้าคิดว่าท่านจะต้องสนใจร่วมมือ อกับพวกเราอย่างแน่นอน”
ราชาเหยี่ยวนกเขามองเฟ่ยซืออยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “เจ้าลองพูดมาก่อนแล้วกันว่าเป็นเรื่องอะไร”
“ราชาวิหคปรากฏขึ้นบนโลก ไม่ทราบว่าราชาเหยี่ยวนกเขามีความสนใจในเรื่องนี้หรือไม่” เฟ่ยซือพูดพลางมองราชาเหยี่ยวนกเขา
เมื่อเห็นแววตาของราชาเหยี่ยวนกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เขาจึงยิ้มอย่างพึงพอใจ