สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 457 องค์ราชาที่แท้จริงของปักษาชาติทั้งมวล
เมื่อเห็นรัศมีสีทองสายนั้น บรรดาวิหคในที่นั้นต่างก็นึกอยากสวามิภักดิ์จากก้นบึ้งของหัวใจ พลังสายโลหิตที่สูงส่งยิ่งกว่าพญาวิหคสายหนึ่งทำให้พวกมันรู้สึกสั่นสะท้านจากวิญญาณ ณเลยทีเดียว
รัศมีสีทองจางหายไป เพลิงชาดก็มาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าซือหม่าโยวเย่ว์ เมื่อเห็นรอยเลือดที่มุมปากของเธอจึงขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วพูดอย่างตำหนิว่า “เหตุใดเจ้าจึงไม่เรียกข้าออกมาเล่า า”
แรงกดดันของเผิงเฟิงจางหายไปตั้งแต่ตอนที่เพลิงชาดปรากฏตัว ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นยืนแล้วเช็ดเลือดที่มุมปาก หลังจากที่หยิบยาวิเศษเม็ดหนึ่งออกมากินลงไปแล้วจึงเอ่ยว่า “มิใช่ข้า าเห็นว่าเจ้าอยู่ในนิทรา จึงคิดว่าถ้าสุดท้ายไม่ไหวจริงๆ แล้วค่อยเรียกเจ้าหรือไร”
เพลิงชาดมองซือหม่าโยวเย่ว์ เป็นเพราะว่ายามปกติตนออกมาน้อยเกินไป ทำให้เหมือนว่าตนไร้ซึ่งตัวตนอย่างนั้นหรือ เด็กสาวผู้นี้เป็นเจ้าของตนแต่กลับมิได้ติดนิสัยพึ่งพาตนเลย
นี่เป็นสิ่งที่ตนเคยหวังจะได้เห็น ตอนนี้ได้เห็นแล้วกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย ในตอนนั้นนางยังอ่อนแออย่างยิ่ง เพิ่งจะเริ่มต้นฝึกยุทธ์ กลัวว่าหลังจากที่นางล่วงรู้ถึงพลัง งยุทธ์ของตนแล้วจะพึ่งพาอาศัยตนมากเกินไปจนสูญเสียแรงบันดาลใจ ต่อมาเมื่อได้อยู่ร่วมกันเขาจึงค้นพบว่าไม่ว่าจะมีสิ่งเร้าภายนอกที่ยอดเยี่ยมเพียงใดก็มิอาจขัดขวางจิตใจที่มุ่งไปข้าง งหน้าของนางได้เลย
เขาถอนหายใจอยู่ในใจแล้วหมุนกายไปมองพวกเผิงเฟิงแล้วไม่พูดไม่จาใดๆ สองมือไพล่หลัง ปลดปล่อยกลิ่นอายของตนออกมา สัตว์อสูรวิเศษภายในบริเวณภูเขารู้สึกถึงเพียงแค่แรงกดดันอันลึกล้ำ ำเข้าไปถึงวิญญาณ วิหคสี่ปีกที่โบยบินอยู่กลางฟากฟ้าร่อนลงมาจากกลางอากาศจนหมด
ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น แม้กระทั่งนกชนิดอื่นๆ ในบริเวณภูเขาต่างก็พากันคุกเข่าสวามิภักดิ์ด้วย
“นี่… นี่คือ…”
เผิงเฟิงมองเพลิงชาดอย่างตื่นตระหนก ทรุดลงคุกเข่าอย่างมิอาจควบคุมร่างกายตนเองได้
มีเพียงเจ้าวิหคน้อยที่เป็นสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของซือหม่าโยวเย่ว์เช่นเดียวกันกับเพลิงชาด จึงฝืนยืนอยู่ได้อย่างทุลักทุเล แต่ในใจก็เกิดความคิดสวามิภักดิ์พุ่งขึ้นมา คล้ายกั บว่าการสวามิภักดิ์ต่อเขานั้นเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
พวกโฉวเซี่ยวเทียนอาศัยจังหวะที่วิหคสี่ปีกร่วงหล่นลงมาหนีรอดออกมาได้ เขามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างตื่นตระหนก คิดไม่ถึงว่าเธอยังมีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาเช่นนี้อยู่ด้วย!
เขาเป็นคนที่ขึ้นมาจากโลกเบื้องล่างจริงๆ หรือ เหตุใดจึงมีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาอยู่ในครอบครองมากมายถึงเพียงนี้ได้ และแต่ละตัวก็ยังร้ายกาจถึงเพียงนี้อีกด้วย การที่เจ้าวิหคน้อย ยเป็นราชาวิหคก็ชวนให้คนตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งแล้ว ตอนนี้มีเขาโผล่มาอีก มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ปกครองที่ร้ายกาจยิ่งกว่า!
เพลิงชาดมองพวกเผิงเฟิงอย่างเย่อหยิ่งพลางพูดอย่างเรียบเรื่อยว่า “เจ้านายของข้าเป็นผู้ที่พวกเจ้าแตะต้องได้อย่างนั้นหรือ”
เขาพูดพลางเพิ่มแรงกดดันต่อเผิงเฟิง ทำให้อีกฝ่ายต้านทานไม่ไหวจนกลายร่างเป็นร่างเดิม หมอบคลานอยู่บนพื้น
“นี่มิใช่กลิ่นอายของพญาวิหค ท่าน… ท่านคือปักษาเทพ!” ผู้อาวุโสเผ่าอีกคนหนึ่งร้องออกมา
ซือหม่าโยวเย่ว์กะพริบตา ไม่รู้ว่าปักษาเทพที่พูดถึงคืออะไร เธอมองเพลิงชาด จะว่าไปแล้วเธอก็ไม่เคยเห็นร่างจริงของเขาเลย!
เพลิงชาดมองสายตาอยากรู้อยากเห็นของเธอพลางเอ่ยว่า “เจ้าอยากเห็นร่างจริงของข้าอย่างนั้นหรือ”
“ข้าอยากเข้าใจเจ้า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด สัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของตัวเอง แต่ตนยังไม่รู้ว่าเขามีรูปลักษณ์เช่นไร คาดว่าทั่วทั้งดินแดนคงมีแต่เธอเท่านั้นที่น่าละอายเช่นนี้
“ได้สิ”
เพลิงชาดยิ้มน้อยๆ ให้เธอแล้วโบกมือคราหนึ่ง พื้นที่รัศมีสิบลี้โดยรอบก็ถูกข่ายมนตร์ปกคลุมเอาไว้ จากนั้นเขาก็ดีดตัวขึ้น ระหว่างที่สยายปีกทะยานสู่ท้องฟ้าก็แปลงร่างเป็นร่าง งจริง นกยักษ์สีแดงเพลิงปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทุกคน
“นี่… นี่คือวิหคเพลิงใช่หรือไม่” เหลียนหงมองเพลิงชาดที่สยายปีกโบยบินอยู่กลางท้องฟ้าพลางเอ่ยอย่างตกตะลึง
โฉวเซี่ยวเทียนกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยว่า “นี่มิใช่วิหคเพลิง นี่น่าจะเป็น… หนึ่งในสี่มหาสัตว์เทวะโบราณ…ปักษาเทพนกยูงแดง”
เขารู้สึกว่าตนเองมิอาจหายใจได้แล้ว ถึงกับให้เขาได้เห็นนกยูงแดงในตำนาน ช่างเหนือความคาดหมายเกินไปแล้วจริงๆ!
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นรูปลักษณ์ของเพลิงชาดแล้วก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เธอเคยเห็นคำอธิบายเกี่ยวกับนกยูงแดงในตำราโบราณ บนท้องนภาและพื้นปฐพี มีเพียงหนึ่งเดียว เมื่อปักษาเทพปรากฏกาย ย มวลหมู่สกุณาสวามิภักดิ์!
เหล่าวิหคสี่ปีกได้ตัวแข็งกลายเป็นก้อนหินกันหมดแล้ว ปักษาเทพที่ไม่เคยปรากฏตัวมาเป็นล้านปี วันนี้กลับปรากฏกายขึ้นเสียแล้ว นอกจากนี้ยังมีเจ้านายคนเดียวกันกับเจ้าวิหคน้อยอีกด้ วย!
ถ้าหากเป็นเจ้าวิหคน้อย ยังพอบังคับให้ทำลายพันธสัญญากับซือหม่าโยวเย่ว์ได้และยังไม่ทำตามคำสั่งของได้ด้วย แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าปักษาเทพพวกมันก็กลายเป็นมดปลวกกันหมด
ก็เหมือนกับที่เพลิงชาดพูดเอาไว้ว่าตอนนี้พวกมันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะลงมือกับซือหม่าโยวเย่ว์ สัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของเขาสูงส่งเกินพวกมันมากนักหลังจากที่เพลิงชาดวนรอบท้องฟ ฟ้ารอบหนึ่งแล้วก็บินตรงมาหาซือหม่าโยวเย่ว์ ตอนที่ร่อนลงมาข้างกายเธอก็กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปโฉมหล่อเหลาล้ำเลิศอีกครั้ง
“พวกเราไม่ทราบว่านี่คือเจ้านายของท่าน ทำให้ท่านขุ่นเคืองยิ่งนัก ขอองค์ราชาโปรดให้อภัยด้วย” เผิงเฟิงหมอบอยู่บนพื้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เพลิงชาดมองเผิงเฟิงพลางรวบรวมเปลวเพลิงกองหนึ่งเอาไว้บนฝ่ามือ เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของเปลวเพลิงนั้น นัยน์ตาของพวกเผิงเฟิงก็เผยแววหวาดหวั่นสุดขีดออกมา
“เจ้านาย…” เจ้าวิหคน้อยมองซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยแววตาอ้อนวอน
ซือหม่าโยวเย่ว์ตบหัวเจ้าวิหคน้อยเบาๆ พลางเอ่ยว่า “เพลิงชาด เห็นแก่ที่พวกมันเป็นสมาชิกเผ่าพันธุ์ของเจ้าวิหคน้อยแล้วปล่อยไปเถิดนะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายอะไร เจ้าวิหคน้อยจะเจ็บปวดใจเปล่าๆ”
พวกเผิงเฟิงคิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะออกหน้าพูดแทนพวกมัน ทั้งที่เมื่อครู่พวกมันจะสังหารเขาอยู่แล้ว
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววรักใคร่เอ็นดูในสายตาที่ซอหม่าโยเย่ว์มองเจ้าวิหคน้อย พวกมันถึงได้เข้าใจว่าเขาเพียงแค่เห็นแก่เจ้าวิหคน้อย เพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าวิหคน้อยเจ็บปวดใจ จเท่านั้น
พูดเช่นนี้ ที่เขาบอกว่าตามใจเจ้าวิหคน้อยเมื่อครู่ล้วนเป็นความจริง
เผิงจิ่วเอ๋อร์มองซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เขายังรู้จักตามใจเจ้าวิหคน้อย อยากจะมอบสิ่งที่มันต้องการให้จริงๆ แล้วเหตุใดผู้ที่เป็นมารดาอย่างตนยังดีสู้มน นุษย์คนหนึ่งมิได้เลยเล่า
นอกจากนี้เจ้าวิหคน้อยยังดูพึ่งพาซือหม่าโยวเย่ว์มากกว่าด้วย พวกเขายังดูเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันมากกว่าเสียอีก
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นสายตาของเผิงจิ่วเอ๋อร์แล้วจึงตบหัวเจ้าวิหคน้อยเบาๆ พลางเอ่ยว่า “ไปประคองท่านแม่เจ้าขึ้นมาสิ”
เจ้าวิหคน้อยพยักหน้า มันกระพือปีกเข้าไปที่ข้างกายเผิงจิ่วเอ๋อร์แล้วพูดว่า “ท่านแม่ ข้าไม่อยากแยกจากเจ้านายจริงๆ พวกท่านอย่าบีบบังคับข้าอีกเลย ท่านแม่ ท่านลุกขึ้นเถิด”
เผิงจิ่วเอ๋อร์ยึดปีกเจ้าวิหคน้อยเอาไว้แล้วลุกขึ้นมา สัมผัสแรงกดดันของเพลิงชาดไม่ได้แล้ว
นางลูบใบหน้าเจ้าวิหคน้อยพลางเอ่ยว่า “แม่ไม่บังคับเจ้าแล้ว เจ้าอยากทำเช่นไรก็จงทำเช่นนั้น ขอเพียงแค่เจ้าสุขใจก็พอแล้ว”
เผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกเห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแล้ว มีเพลิงชาดอยู่ แล้วพวกมันจะกล้ากดดันซือหม่าโยวเย่ว์กับเจ้าวิหคน้อยได้อย่างไร
“พวกเจ้าก็ลุกขึ้นมาให้หมดเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
พวกเผิงเฟิงเห็นเพลิงชาดไม่มีปฏิกิริยาอะไรจึงพากันลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับองค์ราชาของบรรดาปักษาทั้งมวล ตอนนี้พวกมันต่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
สุดท้ายก็ยังเป็นเผิงเฟิงที่เอ่ยปากพูดว่า “พวกเราขออภัยกับการกระทำเมื่อครู่นี้ด้วย อันที่จริงแล้วที่พวกเราทำเช่นนี้ก็เพราะอยากจะปกป้องเขา ถ้าหากเผ่าพันธุ์นกเหล่านั้นล่วงรู้ถ ถึงการมีตัวตนอยู่ของเขา พวกนั้นจะต้องไล่ล่าสังหารเขาอย่างสุดกำลังแน่นอน”
“เผ่าพันธุ์นกเหล่านั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ขมวดคิ้ว ในเมื่อพวกวิหคสี่ปีกยังได้รับข่าวของเจ้าวิหคน้อย เช่นนั้นเผ่าพันธุ์นกที่มีใจคิดร้ายเหล่านั้นก็ต้องได้รับข่าวแล้วอย่างแ แน่นอน ถ้าหากไม่ทำให้ชัดเจน กลัวแต่ว่าในภายภาคหน้าจะต้องวุ่นวายเป็นอย่างมากแน่นอน
“มีใครบ้าง” เพลิงชาดถาม
“เผ่าพันธุ์นกเจ็ดแปดเผ่าพันธุ์ต่างก็มีความคิดอยากปกครองนกทั้งหมด โดยมีเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาเป็นหลัก ลูกนกที่ตายก่อนวัยอันควรเหล่านั้นของพวกเราล้วนถูกพวกมันวางแผนทำร้าย จนตายทั้งสิ้น” เผิงเฟิงเอ่ยตอบ
“เจ้านาย ข้าอยากวิวัฒน์ร่าง” เจ้าวิหคน้อยเอ่ยปากพูดอย่างฉับพลัน
ทุกคนต่างมองเจ้าวิหคน้อย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดมันถึงได้มีความคิดเช่นนี้ขึ้นมาในตอนนี้