สู่วิถีอมตะ - บทที่ 93 สะบั้นเสวี่ยตาน
หลังเสวนากันสั้น ๆ อวิ๋นหวงและเมิ่งจิงก็จรจาก ปล่อยเจียงผิงอัน อุทิศตนกับการฝึกฝนต่อไป
เขาเร่งปราณโลหิตในกาย พยายามเปิดชีพจรจุดที่ร ้อย
ปราณโลหิตยิ่งใหญ่โถมทะลักเช่นแม่น้าเชี่ยว เลื่อนลั่นเรืองรอง แสงสีแดงไปทั่วกาย
เปรี้ยง!
ชีพจรจุดที่ร ้อยเปิดออก
ปราณในกายของเขาเริ่มก่อตัวอย่างเกินควบคุมในตันเถียน ปราณอันน่าสะพรึงกลัวก่อเค้าตะคุ่ม
เจียนก่อตัวเป็ นเสวี่ยตานเต็มที!
สีหน้าของเจียงผิงอันแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ หากเขาก่อเสวี่ย ตาน คุณสมบัติประชันแข่งจะจบสิ้นทันที
แต่ไม่อาจหยุดมันได้!
ท าเช่นไรดี?
เจียงผิงอันกัดฟัน หัวใจเคลื่อนคานึง เร่งปราณในกายให้ กลายเป็ นดาบคม ฟาดฟันลงไป
เปรี้ยง!
เสวี่ยตานระเบิดออก ปราณอันน่าสะพรึงกลัวเจียนฉีกกระชาก ร่างของเจียงผิงอันเละกระจาย แผลสีโลหิตปรากฏบนท้อง กระดูก แหลกไปหลายท่อน
โลหิตทะลักออกจากมุมปาก
ยังดีที่ทาลายเสวี่ยตานทัน การทะลวงขอบเขตล้มเหลว
เจียงผิงอันเช็ดเลือดออกจากมุมปาก แล้วรอยยิ้มก็ปรากฏบน ใบหน้า
ชีพจรจุดที่ร ้อยเปิดแล้ว
เจียงผิงอันนาโอสถฟื้นบาดแผลออกมาแล้วทะลวงชีพจรจุดที่ ร ้อยหนึ่งต่อ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ปราณโลหิตในกายเจียงผิงอันก็ก่อตัวใหม่ อย่างเกินควบคุม
เจียงผิงอันเร่งปราณสะบั้นเสวี่ยตาน ทาให้การทะลวงขอบเขต ล้มเหลวอีกครั้ง
หากเสวี่ยตานก่อตัวก่อนเขาจะเปิดชีพจรครบสามร ้อยหกสิบ ก็ อย่าหวังส าเร็จเลย
ในเมื่อผู้อื่นก่อเสวี่ยตานหลังเปิดชีพจรครบสามร ้อยหกสิบได้ เขาก็ท าได้เช่นกัน!
เจียงผิงอันฟื้นตัวต่อไป
ยามเจียนหายดี ก็ทะลวงชีพจรเพิ่มอีกครั้ง
เมื่อเปิดจุดชีพจร…… เสวี่ยตานก่อตัว…… สะบั้นเสวี่ยตาน…… เปิดจุดชีพจรต่อไป……
เจียงผิงอันเริ่มหนึ่งวงจรไม่รู ้จบขึ้นมา
แค่เจ็บตัวนิดหน่อย อย่างมากก็แค่ไปซื้อโอสถฟื้นบาดแผลมา เพิ่มก็จบแล้ว
หากผู้ฝึกยุทธ ์คนอื่น ๆ ทราบการกระทาของเจียงผิงอัน คงร่าไห้ ตายกันแน่แท้
พวกเขาพยายามแทบตายเพื่อก่อเสวี่ยตาน แต่เจียงผิงอันกลับ จงใจสะบั้นเสวี่ยตานมิให้ทะลวงขอบเขต
ไร ้เหตุผลนัก
การประลองรอบที่สองจบลงแล้ว เหลือคนเพียงสิบสามจากยี่สิบ ห้า
สิบสามคนนี้จะเวียนสู้กันสิบสองศึก เพื่อจัดอันดับตามจานวนชัย ชนะ
สามบุคคลซึ่งมีชัยชนะน้อยที่สุดจะถูกตัดสิทธิ์ ส่งสิบคนสุดท้าย ไปต่อ
ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะได้รับรางวัลตามลาดับที่ได้
สิบผู้เข้ารอบจะได้ไปต่อสู้ที่เกาะเทวะในอีกไม่กี่เดือนจากนี้
แต่ก่อนหน้านั้น พวกเขาจะได้โอกาสเข้าดินแดนลับหมิงหวัง
จะได้มรดกหมิงหวังมาหรือไม่นั้น ขึ้นกับชะตาของแต่ละคน
ในห้องส่วนตัวที่อัฒจันทร ์เซี่ยชิงยิ้มหน้าบานพลางมองอัจฉริยะ ทั้งหลายตรงหน้า
จากทั้งสิ้นสิบสามคน ห้าในนั้นมาจากกลุ่มของนาง!
อวิ๋นหวงร่างเทวะวิหคอมตะ ฟางซิงผู้ฝึกจิต จินหลินร่างหมื่นทอง เมิ่งจิงร่างวิญญาณอัสนี
และยังมีเจียงผิงอันผู้เกินเข้าใจอยู่อีกคน
เป็ นสถิติอันเลิศล้าพร่างพราว
กลบรัศมีเมืองอื่นไปสิ้น
ขอเพียงคนเหล่านี้ชนะศึกที่เกาะเทวะ เซี่ยชิงก็ถือโอกาสนี้สร ้าง ผลงานกลับเมืองหลวงได้!
“ท าตัวให้สบายเถิด พวกเจ้าห้าคนจะติดสิบอันดับแรกแน่นอน หากเจียงผิงอันเจียนพ่าย พวกเจ้าค่อยอ่อนข้อให้เขาชนะสักสองสาม ที จะได้ฉุดกันขึ้นมา”
ผู้เดียวที่เซี่ยชิงกังวลคือเจียงผิงอัน
เพราะนางหยั่งความแข็งแกร่งของเด็กนี่ไม่ได้ จึงมิอาจแน่ใจว่าจะ ชนะผู้อื่นได้หรือไม่
สีหน้าของจินหลินและฟางซิงพิกลขึ้นมา
นี่จะดูแลเจียงผิงอันดีเกินไปหน่อยแล้วกระมัง?
หรือข่าวลือในโลกภายนอกจะเป็ นจริง เจียงผิงอันกับองค์หญิงมี บางสิ่งในกอไผ่?
องค์หญิงแข็งแกร่งเพียงนี้ นางก็คงอยู่บนกระมัง……
“เจียงผิงอัน เตรียมตัวให้พร ้อม เจ้าต้องลงสังเวียนคนแรกใน วันนี้”
เซี่ยชิงกล่าวเตือน “หวังหลานเป็ นผู้ฝึกตนที่ชอบการต่อสู้ยืดเยื้อ อัจฉริยะทรงพลังมากมายถูกเขาลากรั้งจนเหนื่อยตาย หากปิดฉาก อย่างรวดเร็วได้ ก็ควรทาเช่นนั้นดีกว่า”
“ขอรับ”
เจียงผิงอันพยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องส่วนตัวสู่ลานประลอง
สายตาผู้ชมนับล้านมองตามมา
“นี่คือเด็กเลี้ยงขององค์หญิงเก้าหรือ?”
“ชู่”
“ข้าหรือก็คิดว่าเขาเป็ นอัจฉริยะผู้หนึ่ง หากข้ามีทรัพยากร เพียงพอ ผู้ที่ยืนตรงนั้นก็เป็ นข้าได้”
“คนเช่นนี้หาควรค่าให้อยู่ที่นี่ไม่ รีบปล่อยหวังหลานมาจัดการ เขาได้แล้ว!”
หลายคนเปี่ยมความริษยาต่อเจียงผิงอัน คิดไปว่าเป็ นผู้ที่เซี่ยชิง เลี้ยงดูจนแกร่งกล้า หาใช่อัจฉริยะไม่ จึงไร ้คู่ควรอยู่ในลานประลอง ต่อไป
คู่ต่อสู้ของเจียงผิงอันดูใจดีเมตตา ยืนแย้มยิ้มในอาภรณ์สีเขียว
คนผู้นี้คือหวังหลาน
หวังหลานแย้มยิ้มพลางกุมกาปั้นคารวะ “สหายเต๋าเจียง ยินดีที่ ได้พบ”
“กาลก่อน ข้าเกือบเลือกฝึกฝนหมัดอู๋จี๋แล้ว แต่พลังต่อสู้ของมัน แย่เกินไป สุดท้ายข้าจึงเลือกหมัดวารีริน”
“หวังว่าสหายเต๋าเจียงจะให้ข้าประจักษ์ความแข็งแกร่งของหมัดอู๋ จี๋ได้”
เจียงผิงอันกุมกาปั้นคารวะตอบพลางกล่าวเบา ๆ “โปรดชี้แนะ ด้วย เยอะ ๆ เลย”
โฆษกคนงามตะโกนขณะละล่องเหนือฟ้ า “ศึกชิงสิบอันดับแรก เริ่มขึ้น ณ บัดนี้!”
หวังหลานเปิดฉากจู่โจม ความเร็วหมัดของเขาไม่ได้ดูเร็วนัก แต่ คลื่นอากาศรอบทิศนั้นพลุ่งพล่านรุนแรง กรวดทรายบนพื้นเคลื่อน คลุ้งฟุ้ งตลบ
นี่คือวิชาหมัดอันเปี่ยมกลลวง หากไม่ระวังก็ถูกชกได้ไม่ยากเลย
เจียงผิงอันออกหมัดอู๋จี๋เข้ารับ
การโจมตีของทั้งสองมิได้เร็วเร่ง กระทั่งผู้ฝึ กตนขอบเขตก่อ ปราณยังเห็นชัดเจน
ผลการโจมตีไม่ได้อลังการเช่นศึกก่อน ยามนั้นโลกหล้าสะท้าน เทิ้ม รัศมีศักดิ์สิทธิ์ทะลวงฟ้ า คลื่นอานาจชวนสะพรึงจนขนลุก
การโจมตีของทั้งสองล้วนเรียบง่าย แต่ก็ล้วนไร ้ที่ติ
หมัดวารีรินยืดหยุ่นโอนอ่อน ลือนามเรื่องการตอบโต้ทุกการ โจมตี
อานาจคุ้มกันยิ่งใหญ่ แต่ก็ยังโจมตีรุนแรง
มันคล้ายหมัดอู๋จี๋มากนัก แต่มิสามารถใช ้การโจมตีของคู่ต่อสู้ ย้อนกลับได้
“วิชาหมัดของสหายเต๋าเจียงอัศจรรย์ยิ่ง” หวังหลานเอ่ยชม ยังคง ออกหมัดระรัว
“วิชาหมัดของสหายเต๋าหวังก็ใช่ธรรมดา” เจียงผิงอันสัมผัสได้ ถึงปราการไร ้ที่ติของวิชาหมัดจากอีกฝ่าย
หมัดของทั้งคู่ปะทะกันต่อเนื่อง ดูจะไม่มีอานาจโจมตีมากนัก แต่ มีเพียงผู้เผชิญมันตรง ๆ จึงทราบว่ามันอันตรายเพียงไร
เพียงแค่ว่าทั้งสองต่างสลายการโจมตีของกันได้ จึงดูไร ้อานาจ มากนัก
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งชั่วยามพ้นไปในพริบตา
ผู้ชมบนอัฒจันทร์อดหาวกันไม่ได้
“น่าเบื่อชะมัด นี่คือศึกชิงสิบอันดับแรกหรือ? เหตุใดจึงไม่สะท้าน สะเทือนอะไรเลย? ไม่ยักเห็นวิชาเลิศล้าใด ๆ”
“เจียงผิงอันติดกับดักหวังหลานแล้ว หวังหลานบรรลุวิชาชั่วร ้าย ยิ่ง และมีปราณวิญญาณเพียงพอในกาย”
“ข้าไม่ชอบดูศึกของหวังหลานที่สุด ครั้งก่อนใช ้เวลาสามชั่วยาม เต็มกว่าจะทาศัตรูสิ้นปราณได้”
“ข้าไปฝึกฝนก่อนนะ จบศึกค่อยมาเรียกแล้วกัน”
ผู้ฝึกตนมากมายเบื่อจนเริ่มทาสมาธิฝึกฝน
เซี่ยชิงเห็นการต่อสู้ของทั้งสองแล้วขมวดคิ้ว ยิ่งนึกสงสัยว่าเจียง ผิงอันมีความกล้าหรือไม่
“ให้เขาจบศึกไว ๆ แต่เขากลับไปสู้ยืดเยื้อกับหวังหลาน ติดกับ หวังหลานเข้าเต็มเปา พูดไม่ฟังจริง ๆ”
“องค์หญิง ท่านอาจเข้าใจสหายเจียงผิดไปนะพ่ะย่ะค่ะ” จินหลิน ว่า
“เจ้าหมายความเช่นไร?”
เซี่ยชิงหันมาถามอย่างงุนงง แต่แล้วก็พบว่าอัจฉริยะมากมาย เบื้องหลังตนมีสีหน้าเห็นอกเห็นใจ
แต่ความเห็นใจนี้ไม่มีทางมอบให้เจียงผิงอัน
จินหลินอธิบายยิ้ม ๆ “ยามคัดเลือกอัจฉริยะในเมืองเฮยเฟิ ง สหายเจียงติดอันดับในเดือนสุดท้าย และเมื่อประมืออัจฉริยะคนอื่น ๆ เขาก็สู้อย่างยืดเยื้อเช่นนี้”
“จากชั้นยี่สิบเก้าสู่สิบเอ็ด ทุกคนล้วนพ่ายเพราะสิ้นปราณ เหนื่อยล้มเพราะสหายเจียง”
เซี่ยชิงผงะไป มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?
นางได้เห็นแค่ศึกระหว่างเจียงผิงอันกับหม่าเหว่ยซึ่งหม่าเหว่ย พ่ายในกระบวนเดียว
มิคาดว่าในการประชันก่อนหน้า อัจฉริยะทุกคนล้วนถูกเจียงผิง อันเล่นงานจนเหนื่อยหมดสภาพ
กล่าวคือ เจียงผิงอันเด่นเรื่องการสู้ยืดเยื้ออย่างยิ่ง
สายตาของเซี่ยชิงมองมายังลานประลองอีกครั้ง
สองคนนี้จะสู้กันอีกนานเพียงไร? สุดท้ายผู้ใดจะหมดแรงก่อน?
หวังหลานเป็ นผู้ฝึกวิญญาณ มีปราณวิญญาณสั่งสมเกินกว่าผู้ ฝึกกายา บางทีหวังหลานอาจมีโอกาสชนะมากกว่า
แต่เจียงผิงอันก็ใช่จะไร ้โอกาส แค่ริบหรี่มากเท่านั้น