หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 568 สัญญาของสองสามีภรรยา (1)
ตอนที่ 568 สัญญาของสองสามีภรรยา (1)
เว่ยจางหัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า “ลิ้มลองสุราดุจลิ้มลองคน คำพูดนี้ของท่านซื่อจื่อมีเหตุผลยิ่งนัก”
เซียวหลินกำลังสบถหยาบในใจ สีหน้ายังคงส่งยิ้มให้กับเจ้าพวกสารเลวพอเป็นพิธี “ทำไมหรือ สังหารคนอื่นแล้วแค่คำนับขอโทษ ท่านซื่อจื่ออยากให้ข้าเมาจนตายคาที่เลยใช่หรือไม่”
“คงไม่ต้องเมาตายคาที่หรอก ท่านเซียวโหวยังมีคนชราและเด็กต้องดูแล พวกเราคงไม่เหี้ยมเกรียมเช่นนั้นหรอก” อวิ๋นคุนยิ้มอย่างใจกว้าง “เจ้าพาคุณชายเฟิงไป เช่นนั้นแค่ดื่มสองเท่า นี่คงไม่เกินไปใช่ไหม”
เซียวหลินมองเหล่าสหายที่กำลังมีความสุขบนความทุกข์คนอื่น รู้ว่ามากความไปก็ไร้ประโยชน์ ดื่มให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ดังนั้นพับแขนเสื้อขึ้น “มาเถอะ สองเท่าก็สองเท่า จะได้สาแก่ใจหน่อย!”
“ยอดเยี่ยม!” โจวเฉิงหยางเอ่ยขึ้นก่อน “ท่านโหวช่างเด็ดเดี่ยวจริงๆ ถือว่ากู้ศักดิ์ศรีให้พวกเราปัญญาชนหน่อย!”
หันซังเย่ว์ขมวดคิ้วถาม “ไหวหรือไม่”
“ไหว!” เซียวหลินตบโต๊ะ เวลานี้ถ้าเป็นชายพันธุ์แท้ ไม่ไหวก็ต้องไหว
สุราแปดจอกเรียงรายกันเป็นแถว ทุกๆ จอกมีสี่ตำลึง ทั้งหมดสามจินกว่าๆ
ก่อนหน้านี้เซียวหลินได้กินยาเม็ดสร่างเมาจากสำนักแพทย์ไปสองเม็ด เกรงว่าคงไม่เป็นอะไรมาก ทว่ามาถึงขั้นนี้ จะไม่ดื่มก็ไม่ได้ อย่างมากก็แค่เมาจนหลับไป ทำได้เพียงอ้างว่าคอไม่แข็งพอ อย่างไรก็ต้องรักษาภาพพจน์ของตัวเองไว้
เซียวหลินจึงตัดสินใจยกหนึ่งจอกมาดื่มหมดภายในสองคำ จากนั้นก็นิ่งเงียบไปสักพัก
อะไรกันเนี่ย นี่มันเหล้าอะไรกันถึงได้จืดชืดขนาดนี้ ผสมน้ำไปเท่าใดกัน!
สมองของท่านเซียวโหวแล่นได้เร็วยิ่งนัก ก็เข้าใจทันที ฉะนั้นก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แล้วดื่มติดต่อกันหลายต่อหลายจอก หลังจากดื่มหมดก็ไม่ลืมแกล้งทำท่าทางมึนเมา แล้วพึมพำ “พวกเจ้า…ล้วนไม่ใช่คนดี!”
“จื่อรุ่น เป็นเช่นไรบ้าง” หันซังเย่ว์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่…ไม่เป็นไร! ต่อ…ดื่มต่อเถอะ!” เซียวหลินโบกมือ ยังคงทะเยอทะยานเหมือนเดิม แค่ไม่ได้มีกำลังเหมือนเมื่อครู่นี้ ต่อให้เป็นสุราที่ผสมน้ำก็ยังคงเป็นสุรา ถ้าผสมน้ำครึ่งหนึ่งก็ยังถือว่าดื่มสุราไปหนึ่งจินกว่า รวมกับสุราที่ดื่มไปก่อนหน้านี้ เพิ่งจะเริ่มงานฉลอง ท่านเซียวโหวก็ดื่มไปสองจินแล้ว
“พยุงเขาไปพักผ่อนด้านบนสักพักเถอะ พวกเราดื่มกันไปก่อน รอให้เขาตื่นค่อยว่ากันใหม่” หันซังเกอพูดไป ก็มองสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเพียงปราดหนึ่ง
สาวใช้บนเรือลำนี้เป็นคนของจวนเจิ้นกั๋วทั้งหมด ไม่เช่นนั้นสุราที่ท่านเซียวโหวดื่มเมื่อครู่นี้ไม่มีทางผสมน้ำแน่นอน สาวใช้ได้รับคำสั่งจากนายท่าน จึงรีบเดินหน้าพยุงเซียวหลินไปพักผ่อนด้านบน
บุรุษบนเรือลำนี้ถูกมอมสุราไปหนึ่งคน ส่วนอีกคนก็ตกใจจนวิ่งหนี ทว่าบรรยากาศยังคงครึกครื้นไม่น้อย
อวิ๋นคุนและเว่ยจางรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ ทั้งสองเสวนากันอย่างเพลิดเพลิน รวมไปถึงถังเซียวอี้และคนอื่นๆ ก็มาร่วมสนุกด้วย บรรยากาศบนเรือลำนี้ยิ่งคึกคักกว่าก่อนหน้า
เซียวหลินถูกพยุงจากไป อวิ๋นคุนก็ถือว่าได้ระบายความโกรธในใจแล้ว แค่ว่าเว่ยจางที่นึกย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าเซียวหลินดื่มเพื่อเฟิงเซ่าเชิน ภายในใจก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
อีกอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแม่ทัพเว่ยยุ่งกับงานทางการทหารมาก ไม่ว่าจะดูจากนิสัยหรือรูปลักษณ์ภายนอก เขาก็ดูเป็นบุรุษแข็งแกร่ง ไม่เหมือนเหล่าคุณชายที่เอาแต่ทำแต่งบทกวีไปวันๆ และเพราะว่าเช่นนี้ ในใจลึกๆ เขาจึงไม่เคยโปรดปรานเหล่าปัญญาชน
ทว่าเฟิงเซ่าเชินไม่เหมือนคนอื่น ถึงแม้เขาจะอ่อนปวกเปียก และรู้จักแต่งบทกวีอย่างเดียว ทว่ากลับมีหน้าตาหล่อเหลา! ได้ข่าวว่ามีสตรีมากมายที่หลงใหลในบุรุษที่หน้าตางดงาม ถึงแม้แม่ทัพเว่ยจะเชื่อฮูหยินตนเองสนิทใจ นางไม่มีทางเป็นสตรีมักง่ายหลายใจ ทว่าย่อมหลงใหลในความงามอยู่แล้ว ใครจะไปรู้ว่าภายในใจลึกๆ ของฮูหยินตนเองจะโปรดโปรนเจ้าหนุ่มหน้าขาวหรือไม่
อาจเพราะฤทธิ์สุรา แม่ทัพเว่ยยิ่งคิดก็ยิ่งไม่มั่นใจ เขาที่มีจิตใจแข็งแกร่งมาโดยตลอด กลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาทันที
เวลานี้ เฟิงเซ่าเชินหายมึนเมาจึงกลับไปที่งานเลี้ยงอีกครั้ง เมื่อครุ่นคิดเรื่องบางอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว เขาก็นิ่งสงบกว่าก่อนหน้านี้ พอกลับถึงในงานก็ประสานมือกล่าวขอบโทษ บอกว่าตนเองคออ่อนเกินไป และไม่ควรฝึนตนเองจนเกือบจะทำให้ทุกคนหมดสนุก จากนั้นก็ขอเปลี่ยนเป็นจอกสุราขนาดเล็กโดยที่ไม่รู้สึกอับอายอีกต่อไป
แม่ทัพเว่ยสบถหยาบว่าไอ้คนเจ้าเล่ห์ในใจ ทว่าก็ต้องจำใจให้เขาเปลี่ยนจอก
หลังจากนั้นเฟิงเซ่าเชินก็งัดความสามารถที่เป็นปัญญาชนออกมา พูดคุยถึงสรรพสิ่งทั้งปวงบนโลกและสวรรค์ ไม่เพียงแต่ท่องบทกวี เล่นกู่ฉิน เขียนพู่กันจีน ยังกล่าวแม้กระทั่งดาราสาตร์และภูมิศาสตร์ เสวนาตั้งแต่เรื่องราวโบราณถึงตอนนี้ ตระกูลเฟิงของพวกเขาเป็นตระกูลเก่าแก่ ถึงแม้เขาได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจ แต่ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนมาไม่น้อย
ว่ากันว่า ‘ในท้องมีหนังสือและบทกวี บุคคลิกย่อมสง่าด้วยตัวเอง’ คุณชายเฟิงเจอทั้งเรื่องทุกข์และสุขระหว่างอยู่ในงานเลี้ยง ยามเสวนา แม้กระทั่งถังเซียวอี้ยังไม่มีปัญญากดขี่เขา ทำให้เว่ยจางคันไม้คันมือมาก
กลับพูดถึงเรืออีกฝั่ง องค์หญิงใหญ่หนิงหวาและเหล่าหวังเฟยล้วนเป็นผู้เล่นที่ดื่มด่ำกับชีวิตสนุกสนาน คนพวกนี้ใช้ชีวิตสุขสบายตั้งแต่เด็ก จนถึงวันนี้ผ่านไปหลายสิบปีก็กลายเป็นคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้ไปแล้ว
องค์หญิงใหญ่หนิงหวารู้สึกซาบซึ้งและรักใคร่ในเหยาเยี่ยนอวี่ เพียงแต่มีคนของตระกูลเหยาอยู่ข้างกาย นางที่มีฐานะเป็นองค์หญิงใหญ่ก็คงไม่สะดวกจะแสดงความรักใคร่เหมือนปฏิบัติต่อบุตรีตัวเอง ดังนั้นองค์หญิงใหญ่จึงใช้วิธีอื่น นางนั่งเสวนากับเหล่าหวังเฟยและโหวฮูหยินอย่างมีความสุข แม้กระทั่งหวังเฟยที่ไม่ถูกคอกับนางยังให้เกียรตินาง กลับไม่ได้สร้างความขัดแย้งกับองค์หญิงใหญ่หนิงหวา
ซ่งฮูหยินผู้เฒ่าก็เห็นงานเลี้ยงเต็มไปด้วยบุคคลสำคัญ จึงเก็บอาการไปไม่น้อย นางงัดวิธีที่เป็นบุตรีของกั๋วกงออกมาวางตัวสูงสง่า ไม่ได้สร้างปัญหาให้หวางฮูหยินและหนิงฮูหยินน้อยแม้แต่น้อย
หวางฮูหยินลอบถอนหายใจ และสวดมนต์ในใจไม่หยุด
อวิ๋นเคอจวิ้นจู่ อวิ๋นเหยาจวิ้นจู่ อวิ๋นหยาง อวิ๋นเหมย และอวิ๋นซี บุตรีทั้งห้าของท่านอ๋องที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกับซ่งฮูหยินผู้เฒ่าและหวางฮูหยินนั้นไม่มีบทสนทนาอะไรจะเริ่มพูดคุยเลย หลังจากดื่มสุราสองสามแก้วพลางพูดคุยกันสองสามประโยค ต่างก็ไปตกปลาบนกาบเรือ
เหยาเฟิ่งเกอมัวแต่ดูแลซูจิ่นเย่ว์และเหยาเสิ่งหลิน หนิงฮูหยินน้อยจึงเป็นคนคอยอยู่ดื่มสุราและเสวนากับแขกเหรื่อทั้งห้องโดยสาร
ยัยหนูน้อยซูจิ่นอวิ๋นและเหยาชุ่ยฮั่นซุบซิบกัน วันนี้ทั้งสองเริ่มฝึกเย็บปักถักร้อย จึงมีบทเสวนาที่น่าสนใจร่วมกัน
หันหมิงชั่นและซูอวี้เหิงประกบซ้ายขวาเหยาเยี่ยนอวี่ไว้ พวกนางนั่งสลับเปลี่ยนโต๊ะไปเรื่อยเพื่อคำนับสุรากับแขกเหรื่อที่มาเยือน หลังจากยุ่งไปสักพัก ก็ถูกอวิ๋นเคอชวนไปตกปลาด้วยกัน
บนกาบเรือ อวิ๋นเหยาสงบจิตใจตั้งใจจับเบ็ดตกปลาท่ามกลางลมหนาว ราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงสนุกสนานจากด้านข้างเลย
ประจวบเหมาะกับเวลานี้ ทางฝั่งคณะละครเพลงกำลังร้องเพลงด้วยเสียงอ่อนหวาน “…ความสนุกสนานไม่อาจซื้อด้วยเงิน เงาบุปผาไหวตามจันทร์ ค่ำคืนนี้ กลับเป็นหนี้แห่งความคิดถึง คู่รักใช้หัวใจใน…”
เหยาเยี่ยนอวี่มองตามสายเบ็ดตกปลาของอวิ๋นเหยา เห็นใต้คลื่นน้ำนั้นมีปลาสีเขียวตัวหนึ่งกำลังรอกินเบ็ด ทันใดนั้นก็กลั้นหายใจ ทว่าเห็นปลาตัวนั้นเพียงแหวกว่ายรอบเบ็ดเท่านั้น ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด กลับสะบัดหางแล้วหนีไปทีเดียว
เหยาเยี่ยนอวี่อดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้
อวิ๋นเหยาหันข้างมองเหยาเยี่ยนอวี่เพียงปราดหนึ่ง แล้วถามเสียงเรียบ “ถอนหายใจไปไย”
เหยาเยี่ยนอวี่ส่ายหน้าด้วยยิ้มจางๆ “ข้าเห็นว่าปลาตัวนั้นใกล้จะติดเบ็ดแล้ว สุดท้ายก็ว่ายหนี ช่างเสียดายจริงๆ”
“ไม่มีอะไรน่าเสียดาย” อวิ๋นเหยาหันหน้าไป แล้วจับจ้องไปบนผืนน้ำด้วยแววตานิ่งเฉย “เจ้าไม่เคยได้ยินคำว่าเหยื่อยอมติดเบ็ดหรือ”