หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 343 ชายแก่ได้หน้า
บทที่ 343 ชายแก่ได้หน้า
ขณะที่รถพยาบาลขับเข้าไปในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง แพทย์สองคนที่ได้รับข่าวล่วงหน้าก็กำลังรออยู่นอกแผนกไอซียูแล้ว และรีบรับหวังเซียวที่บาดเจ็บเข้าไปในห้องทันที ในขณะที่โจวอี้ช่วยพยุงถังเจิ้นตามไป
นอกจากนี้ยังมีตำรวจอยู่สองนายยืนอยู่ข้าง ๆ
ระหว่างทางมาโรงพยาบาล โจวอี้และถังเจิ้นได้ให้การกับตำรวจเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้ว
ณ ห้องโถงผู้ป่วยนอก
เฉาซวี่มองดูโจวอี้ที่เดินเข้ามาพลางยิ้มแล้วถามว่า “หมอโจว คุณตรวจอาการคนเจ็บแล้วหรือยัง?”
“ไม่ได้ใช้เครื่องมือหรอก แต่ผมตรวจสอบแล้ว อาการบาดเจ็บไม่ได้ร้ายแรงมาก แต่ให้ช่วยดูที่กระดูกหน้าแข้งขวาของผู้บาดเจ็บหน่อย มันหักน่ะ ผมช่วยเขาเชื่อมต่อแล้ว คุณก็ช่วยดูแลเขาอีกทีก็แล้วกัน” โจวอี้ยิ้ม
“ตกลง” เฉาซวี่หัวเราะ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ถังเจิ้นก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง
หวังเซียวถูกทุบตีอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะที่ขา ซึ่งกระดูกคงหักแน่นอน แต่ตอนนี้โจวอี้กลับบอกว่าอาการบาดเจ็บของหวังเซียวไม่ได้รุนแรง? และแพทย์ในแผนกไอซียูกลับดูเชื่ออย่างสนิทใจตามคำพูดของโจวอี้ และไม่ตรวจดูโดยใช้เครื่องมืออะไรเลย นี่ถ้าหวังเซียวได้รับบาดเจ็บภายในและมีเลือดออกภายในขึ้นมาจะทำอย่างไร?
เขาเริ่มโกรธขึ้นมาอีกครั้ง “พวกคุณล้อเล่นหรือเปล่า ทนายหวังถูกทุบตีแบบนั้น แต่กลับบอกว่าไม่ร้ายแรงเนี่ยนะ? นอกจากนี้ พวกคุณไม่คิดจะตรวจเขาด้วยเครื่องมืออะไรเลยอีกต่างหาก นี่มันเรื่องไร้สาระชัด ๆ!”
“คุณลุง ผมตรวจอาการบาดเจ็บให้ทนายหวังแล้ว และเขาไม่ได้เป็นอะไร” โจวอี้ยิ้ม
“คุณตรวจสอบแล้วเหรอ? คุณใช้อะไรตรวจล่ะพ่อหนุ่ม แค่มองและใช้มือลูบ ๆ คลำ ๆ แค่นั้นคุณจะตรวจสอบอะไรได้บ้าง!” ถังเจิ้นพูดอย่างโกรธเคือง
ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไม่ฉุนเฉียวขนาดนี้
แต่โจวอี้… นี่คือลูกเขยของเขา
แค่เขาไม่ทุบตีลูกเขยตัวดีคนนี้ก็นับว่าบุญแล้ว แค่ดุด่าไม่กี่ประโยคจะเป็นอะไรไป จริงไหม?
เฉาซวี่อารมณ์เสียเมื่อได้ยินคำพูดของถังเจิ้น เขาจ้องมองชายชราตรงหน้าและพูดเสียงแข็ง “นี่คุณลุง! คุณกล้าสงสัยในทักษะทางการแพทย์ของหมอโจวได้ยังไง? อย่าว่าแต่ในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิงของเราเลย แม้แต่ในมณฑลเจียงซูทั้งหมดก็ไม่มีหมอคนไหนเทียบกับหมอโจวได้ แม้แต่เครื่องมือตรวจสอบก็ไม่แม่นยำเท่าเขาด้วยซ้ำ!”
“ฮะ?!” ถังเจิ้นตกใจ
“ใช่! ถ้าหมอโจวบอกว่าคนเจ็บไม่เป็นอะไรมาก มันก็หมายความว่าไม่เป็นอะไรมากแน่นอน หมอโจววินิจฉัยได้แม่นยำกว่าเครื่องตรวจซะอีก!” เฉาซวี่พูดราวกับกลัวว่าถังเจิ้นจะไม่เชื่อ และยังพูดเสริมอีกครั้งว่า “หมอโจวมีอีกหน้าที่หนึ่งคือเป็นผู้ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยโรคยาก ๆ ที่ซับซ้อน คนไข้ที่เป็นโรคยาก ๆ ทุกชนิดที่หมอคนอื่นรักษาไม่ได้น่ะ หมอโจวรักษาได้หมด ดังนั้นอย่าว่าแต่คุณเลย แม้แต่หมอในโรงพยาบาลของเราก็ไม่มีคนไหนที่กล้าตั้งข้อสงสัยในความสามารถของหมอโจว!”
“ฉัน…”
ถังเจิ้นไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
เห็นได้ชัดว่าหมอคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะยกยอ แต่พูดออกมาจากใจ
แต่โจวอี้ยังเด็กมาก เขาเก่งขนาดนั้นจริง ๆ น่ะเหรอ?
ปกติแล้วหมอที่เก่งมากจะต้องมีอายุเยอะเพราะสั่งสมประสบการณ์ด้านการรักษามามากไม่ใช่เหรอไง?
เวลานี้กลุ่มแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวเดินปรี่เข้ามา ทั้งกลุ่มนำโดยเฉินเจี้ยนหรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง
“ผู้อำนวยการเฉิน…”
“ผู้อำนวยการ…”
แพทย์และพยาบาลในแผนกไอซียูทักทายด้วยความสุภาพ
เฉินเจี้ยนหรงไม่ได้ให้ความสนใจกับคนอื่น แต่รีบเดินเข้ามาหาโจวอี้พร้อมกับกลุ่มคนที่เดินตามหลังแล้วพูดอย่างรีบร้อนว่า “โจวอี้ เกิดอะไรขึ้น ฉันได้รับรายงานว่าคุณกลับมาพร้อมผู้บาดเจ็บ เกิดอะไรขึ้น? บาดเจ็บเยอะไหม? สาหัสไหม?”
“ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกครับ”
โจวอี้ชี้ไปที่หวังเซียวซึ่งอยู่ไม่ไกล และชี้ไปที่ถังเจิ้นที่อยู่ข้าง ๆ
เฉินเจี้ยนหรงแสดงสีหน้าโง่งม
เขาได้รับข่าวว่าโจวอี้กลับมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับผู้บาดเจ็บ เขาจึงว่าคิดว่ามีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น ทว่าใครจะคิดว่าแท้จริงแล้วกลับมีผู้บาดเจ็บเพียงสองคน และดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาอะไรมาก
แต่ทำไมเรื่องเล็กน้อยแค่นี้โจวอี้ถึงต้องตามมาที่โรงพยาบาลด้วย?
เฉาซวี่พูดด้วยความเคารพว่า “ผู้อำนวยการ หมอโจวบอกว่าเขาได้ตรวจสอบผู้บาดเจ็บทั้งสองคนแล้ว และอาการบาดเจ็บไม่ร้ายแรง แม้แต่เครื่องมือก็ไม่จำเป็นต้องใช้”
เมื่อเฉินเจี้ยนหรงได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกโล่งใจ
เขาส่ายหัวเล็กน้อย จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “โจวอี้ ผู้บาดเจ็บอาการไม่สาหัสมาก แต่ทำไมคุณถึงตามมาด้วย? จริง ๆ แล้วคุณไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยเลยนี่นา”
“แค่ก ๆ ๆ” โจวอี้หัวเราะแห้ง ๆ และแอบเหลือบมองไปที่ถังเจิ้น
ถังเจิ้นกำลังสับสน
นี่คือผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง? แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงพูดแบบนี้กับโจวอี้?
จะบอกว่าเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่หมอทุกคนในโรงพยาบาลนี้ไม่สามารถรักษาได้เท่านั้นหรือที่คู่ควรให้โจวอี้กลับมารักษา?
ทักษะทางการแพทย์ของโจวอี้ดีขนาดนั้นเลย?
เฉินเจี้ยนหรงคุ้นเคยกับโจวอี้อยู่พอสมควร ดังนั้นเมื่อเขาเห็นสายตาของโจวอี้ที่ส่งสัญญาณเหลือบมองถังเจิ้น เขาก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถ้าอย่างนั้นมันก็หมายความว่าหนึ่งในผู้ป่วยสองคนที่โจวอี้พามานั้นมีสถานะที่ไม่ธรรมดา
ชายชราที่บาดเจ็บคนนี้ใช่ไหม?
เฉินเจี้ยนหรงหรี่ตามองไปที่ถังเจิ้น ก่อนจะยิ้มแล้วถามว่า “คุณลุง ผมชื่อเฉินเจี้ยนหรง เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง คุณรู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า? หมอโจวอยู่ที่นี่แล้ว ผมขอรับรองว่าคุณจะไม่เป็นอะไรแน่นอนถ้าอยู่ต่อหน้าหมอโจว”
“เขาเก่งในด้านการรักษาขนาดนั้นเลยเหรอ?” ถังเจิ้นถามขึ้นพลางชี้ไปที่โจวอี้
“เก่งเหรอ? มันยิ่งกว่านั้นอีก! มันไม่พอที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้เลยล่ะ!” เฉินเจี้ยนหรงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะบอกอะไรให้คุณฟังนะ! หมอโจวเก่งกาจถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ทั้งเมืองของจินหลิงหรือทั้งมณฑลเจียงซูก็ไม่มีใครที่เก่งกว่าเขาอีกแล้วในแง่ของทักษะทางการแพทย์ ตั้งแต่ที่เขามาที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนของเรา มันก็เหมือนกับว่าเรามีหมอเทวดามาคอยช่วยเหลือ!”
“…”
ถังเจิ้นสับสนเหลือเกิน
เขาไม่เคยคิดฝันว่าลูกเขยของเขาจะเป็นคนที่มีทักษะทางการแพทย์อันยอดเยี่ยม จนแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิงก็ยังเอ่ยปากชมว่าเป็นหมอเทวดา ซึ่งฟังดูแล้วมันก็เว่อร์เสียเหลือเกิน
ทันใดนั้น ถังเจิ้นก็รู้สึกว่าตัวเองมีหน้ามีตามากขึ้น
ลูกเขยของฉันเก่งสุด ๆ ซึ่งมันพิสูจน์ได้ว่าลูกสาวของฉันไม่ได้ตาบอด!
ส่วนเรื่องที่ลูกสาวของเขาเคยตั้งท้องและโจวอี้ไม่ได้มาดูแล มันก็เป็นเรื่องที่จะโทษโจวอี้ทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะลูกสาวของเขาไม่ได้บอกเรื่องท้องให้โจวอี้รู้ตั้งแต่แรก
แม้ว่าด้วยความเป็นพ่อแม่นั้นเขาจะโกรธที่ลูกสาวของเขาถูกเอาเปรียบ แต่ถ้าพูดถึงนิสัยและคุณสมบัติจริง ๆ ของโจวอี้ พวกเขาก็ไม่อาจทุบตีลูกเขยคนนี้ให้ตายได้
ถังเจิ้นครุ่นคิดเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขายิ้มออกมาและพูดว่า “ผู้อำนวยการเฉินใช่ไหม เนื่องจากไอ้เจ้าหนุ่มคนนี้มีทักษะทางการแพทย์อยู่บ้าง ดังนั้นคุณควรให้เขาช่วยเหลือผู้คนให้มาก และถ้าเขากล้าปฏิเสธละก็ คุณบอกผมได้เลย ผมจะหักขาเขาเป็นการลงโทษให้เอง!”
“ฮะ?”
เฉินเจี้ยนหรงและกลุ่มหมอทั้งหลายที่อยู่ข้างหลังต่างก็งุนงงกับคำพูดของถังเจิ้น
ทว่าโจวอี้กลับลอบยิ้มในใจ แม้ว่าพ่อตาของเขาจะพูดเหมือนกับไร้ความปรานี แต่จริง ๆ แล้วมันก็สื่อได้ว่าอีกฝ่ายยอมรับเขาแล้ว!
เอาล่ะ!
ตอนนี้การแสดงใกล้จะจบลงแล้ว โจวอี้แสร้งทำเป็นงงงวยและถามว่า “คุณลุง มันเป็นหน้าที่ของหมออย่างผมอยู่แล้วที่จะต้องช่วยชีวิตคน ผมไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน แต่คุณ…จะหักขากันเลยเหรอ?”
“ทำไม? ในฐานะตาของเหมียวเหมี่ยว ฉันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะหักขาของนายงั้นเหรอ?” ถังเจิ้นกล่าวอย่างภาคภูมิใจด้วยใบหน้าที่ค่อย ๆ เชิดขึ้น
“แค่ก ๆ คุณ…คุณคือ…” โจวอี้แสร้งทำเป็นว่าเขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ฉันทำไม ฉันไม่มีคุณสมบัติเหรอ?” ถังเจิ้นถามเสียงแข็ง
“ไม่ ๆๆ คุณมีคุณสมบัติเหมาะสมแน่นอน” โจวอี้รีบเปลี่ยนสีหน้าและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณพ่อ ผมสับสนไปหมด ผมไม่รู้ว่าเลยว่าคุณเป็นพ่อตาของผม แต่พ่อวางใจได้เลยว่าผมจะฟังคำสั่งของผู้อำนวยการ และผมจะช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บทุกคนแน่นอน”
“ว่าง่ายแบบนี้ก็ดี” ถังเจิ้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา
พ่อ…?
ห่าเหวอะไรกันล่ะเนี่ย?
คนอื่น ๆ รวมถึงเฉินเจี้ยนหรงต่างก็ตกตะลึง
เดี๋ยวก่อนนะ! ชายชราคนนี้บอกว่าตัวเองเป็นตาของเหมียวเหมี่ยว… ลูกสาวของหมอโจวมีชื่อว่าเหมียวเหมี่ยวไม่ใช่เหรอ?
ถ้างั้นชายชราคนนี้ก็… เป็นพ่อตาของโจวอี้น่ะสิ?
แต่…โจวอี้ไม่รู้จักพ่อตาของเขามาก่อนงั้นเหรอ?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน…?