หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 346 โดนหลอก
บทที่ 346 โดนหลอก
ถังเจิ้นอาศัยอยู่กับภรรยามานานหลายสิบปีแล้ว และรู้จักอารมณ์ของเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความแค้นของภรรยาที่มีต่อโจวอี้นั้นรุนแรงมาก
แต่ตอนนี้ภรรยาของเขาไม่หลงเหลือไอ้ความไม่พอใจเหล่านั้นต่อโจวอี้เลยงั้นเหรอ?
แม้กระทั่ง…
นอนบนเตียงและยอมให้โจวอี้นวดอย่างเป็นกันเองอีกต่างหาก?
ก่อนหน้านี้ฉันเข้าใจผิดไปว่าเธอโกรธโจวอี้หรือเปล่าเนี่ย? หรือว่าเป็นโจวอี้ที่เกลี้ยกล่อมภรรยาของฉันจน… บ้าไปแล้ว นี่เขาใช้วิธีเกลี้ยกล่อมยังไง เมียของฉันถึงได้ยอมใจอ่อนง่ายขนาดนี้?
“พ่อครับ นั่งลงก่อน พอดีคุณแม่เอวเคล็ด ผมก็เลยอาสาช่วยนวดให้ อีกสักพักคุณแม่ก็จะต้องดีขึ้นแน่นอน” โจวอี้หันมายิ้มให้
เอวเคล็ด?
ถังเจิ้นเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้
ไม่กี่นาทีต่อมา ถังเจิ้นก็ออกจากห้องด้วยสีหน้ามืดหม่น
เขาไม่สามารถทนอยู่ในห้องนั้นได้อีกต่อไป
บางทีวิธีการนวดของโจวอี้อาจวิเศษเกินไปจนทำให้ภรรยาของเขาถึงกับ… ถึงกับครางอย่างสบายใจ ซึ่งมันทำให้เขาหน้าแดงเพราะความอับอาย!
บ้าเอ๊ย! ทำไมฉันต้องอายแบบนี้ด้วย!
ถังเจิ้นออกไปเดินสงบสติอารมณ์อยู่หลายนาทีก่อนจะกลับเข้าไปในห้อง
“จุ๊ ๆ”
เมื่อโจวอี้เห็นถังเจิ้นเข้ามาอีกครั้ง เขาก็ส่งสัญญาณให้พ่อตาของเขาเงียบเสียงทันที
เมื่อพวกเขาออกจากห้องมาด้วยกัน โจวอี้จึงยิ้มและพูดเบา ๆ ว่า “คุณแม่หลับไปแล้ว พ่อยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม บังเอิญว่าผมเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหารมาให้”
“นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ?” ถังเจิ้นถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่แค่ทำอาหารเป็นเท่านั้นนะ แต่ยังทำอาหารเก่งด้วย” โจวอี้พูดอย่างมั่นใจและรีบไปที่ห้องครัวทันที
เขาล้างวัตถุดิบ ปรุง ทอด และผัดอาหาร…
โจวอี้เสิร์ฟอาหารสี่อย่างและซุปอีกหนึ่งอย่าง จากนั้นก็วิ่งขึ้นไปที่ห้องหนังสือที่ชั้นสองเพื่อหยิบไวน์ชั้นดีมาสองขวด
นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อตาและเขาพบกัน โจวอี้รู้สึกว่าเขาควรจะดื่มกับอีกฝ่ายสักหน่อย
ทว่าถังเจิ้นอาจหิวหรือไม่ก็อาหารที่โจวอี้ทำนั้นอร่อยเกินไป ท้ายที่สุดถังเจิ้นก็ดื่มไวน์ไปไม่ถึงสองแก้ว แต่กลับกินอาหารทั้งสี่จานจนหมดเกลี้ยง เขาสัมผัสท้องกลม ๆ ของตัวเองและเรอออกมาอย่างมีความสุข
“อร่อย มันอร่อยจริง ๆ อาหารฝีมือนายดีกว่าของเมียฉันมากเลย ฮ่า ๆๆ” ถังเจิ้นกล่าวชมด้วยความพึงพอใจ
“ไม่ ไม่หรอก แค่เราหิวกันมากเท่านั้นแหละครับ ผมไม่มีทางทำอาหารอร่อยไปกว่าคุณแม่หรอก!” โจวอี้พูดอย่างถ่อมตัว แล้วจึงถามอย่างไม่แน่ใจว่า “พ่อ เรายังจะดื่มกันอยู่ไหม?”
“ดื่ม…” แต่ทันทีที่ถังเจิ้นตอบ เขาก็รู้สึกผิดทันที และพูดด้วยรอยยิ้มแห้ง “เอาไว้ดื่มในมื้อต่อไปดีกว่า! ตอนนี้ฉันอิ่มเกินกว่าจะดื่มได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อพักผ่อนเถอะ ผมจะไปล้างจานก่อนแล้วจะกลับมาคุยกับคุณ”
“ให้เหม่ยหลานทำความสะอาด! นายเล่นหมากล้อมกับฉันได้ไหม? มาเล่นกับฉันสักเกมสองเกมได้รึเปล่า?”
“พ่อจะเล่นหมากแบบไหน?”
“หมากล้อม!”
“ผมเข้าใจวิธีการเล่นหมากล้อมอยู่บ้าง ผมจะเล่นกับพ่อเอง”
เมื่อชายสองคนไปถึงห้องหนังสือ ถังเจิ้นก็พบชุดกระดานหมากล้อม เขาอธิบายว่า “หมากล้อมเป็นเกมกระดานที่ซับซ้อนที่สุดในโลก เราจะสามารถตัดสินสติปัญญา กลยุทธ์ รูปแบบ และแม้กระทั่งนิสัยของผู้เล่นได้”
“คุณพ่อช่างมีความรู้เกี่ยวกับหมากล้อมมากจริง ๆ” โจวอี้ยิ้ม
“ฮ่า ๆ!”
ถังเจิ้นถือหมากสีขาว ส่วนโจวอี้ถือหมากสีดำ
เมื่อทั้งสองเล่นกันไปนานสักระยะ ท่าทีของถังเจิ้นก็ดูแปลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาจำได้ว่าโจวอี้บอกว่า “เข้าใจวิธีเล่นอยู่บ้าง” แต่ขณะนี้ถึงแม้ว่าหมากของเขาจะดูได้เปรียบ แต่ทุกครั้งที่เขากำลังจะปิดเกมได้ หมากของเขากลับถูกขัดขวางในจังหวะเข้าได้เข้าเข็มทุกครั้ง
พอถึงช่วงกลางและท้ายเกม เขารู้สึกเหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องคิดอยู่นานก่อนที่จะวางหมากได้สักตัว
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ถังเจิ้นชนะ
การชนะเกมนี้ทำให้เขารู้สึกดีใจและอิ่มเอมใจ
ได้เจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อเข้าแล้ว แถมยังชนะด้วย!
“ไม่เลว ไม่เลว นายเล่นได้ไม่เลวเลย ก็แค่แย่กว่าฉันนิดหน่อย” ถังเจิ้นยิ้ม จากนั้นก็แยกหมากขาวดำออกจากกันและพูดว่า “เล่นอีกตาหนึ่ง”
“ได้ครับ!” โจวอี้ยิ้มพลางพยักหน้า
คราวนี้ถังเจิ้นเปลี่ยนกลยุทธ์ เขาใช้การเล่นแบบเฉียบคมและการโจมตีที่ดุดันมากกว่าเดิม ทว่าเขาก็ไม่สามารถปิดเกมโจวอี้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่หมากของเขาได้เปรียบตั้งแต่ต้น
เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบนาที ถังเจิ้นจึงชนะอีกครั้ง
เกมนี้ยังทำให้เขารู้สึกมีความสุข
“ไม่เลวเลย เล่นได้ไม่หยาบ มีทั้งแข็งและอ่อนผสานกัน ดูเหมือนว่านายจะมีความรู้เรื่องหมากล้อมอย่างลึกซึ้งเลยนะ! แต่ก็ยังแย่กว่าฉันเล็กน้อย” ถังเจิ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ชนะ” โจวอี้พูดด้วยสีหน้าหมดหนทาง
“อย่าไปคิดมาก แพ้หรือชนะเป็นเรื่องปกติของศึกสงคราม มา! เรามาเล่นกันใหม่”
“ได้ครับ!”
รอบที่สาม ถังเจิ้นชนะ
รอบที่สี่ ถังเจิ้นชนะ
รอบที่ห้า…
รอบที่หก…
ถังเจิ้นชนะหกเกมติดต่อกัน ทุกครั้งทำให้เขารู้สึกว่าได้ต่อสู้ด้วยความสนุกสนาน ท้ายที่สุดเขาก็ชนะมาได้ในแบบเฉียดฉิวในทุกครั้ง
“พ่อครับ คุณเป็นนักหมากล้อมมืออาชีพหรือเปล่า? ผมพยายามอย่างหนักแล้วนะ แต่ผมไม่สามารถชนะพ่อได้เลย” โจวอี้พูดอย่างหมดหนทาง
“ไม่เลย ฉันไม่ได้ใกล้เคียงกับนักเล่นหมากล้อมมืออาชีพเลยสักนิด แต่นายอย่าได้ท้อแท้นะ ตราบใดที่นายฝึกฝนมากขึ้นและพยายามพัฒนาตัวเอง สักวันนายก็คงสามารถแซงหน้าฉันได้” ถังเจิ้นกล่าวพร้อมกับยิ้มร่า
“ผมจะเรียนรู้มันจากพ่อนะครับ” โจวอี้กล่าว
“เอาล่ะ นายอายุยังน้อย ยังสามารถเรียนรู้ได้อีกเยอะ แต่วันนี้เราพอกันแค่นี้ก่อน!” ถังเจิ้นทิ้งตัวหมากล้อมและออกจากห้องหนังสือไปอย่างมีความสุข
ภายในห้องนั่งเล่น
ฉินฮุ่ยเฟินตื่นขึ้นมาแล้วและกำลังเล่นกับถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ย
“คุณหัวเราะคิกคักเรื่องอะไร คุณถูกลอตเตอรี่เหรอ?” ฉินฮุ่ยเฟินถามอย่างโกรธ ๆ เมื่อเห็นท่าทางที่มีความสุขของสามี
“ฮ่า ๆ มีความสุขยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่อีก” ถังเจิ้นเหลือบมองดูหลานสาวของเขาแล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าระดับการเล่นหมากล้อมของโจวอี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้ เราเล่นมาหกเกมติดต่อกัน และผมชนะทุกเกมแบบเฉียดฉิว นี่เป็นความรู้สึกที่ดีจริง ๆ เวลาได้เจอคู่เล่นที่ใกล้เคียงกันแบบนี้”
“ชนะแบบสูสีทุกเกมเลย?” ฉินฮุ่ยเฟินถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“ถูกต้อง! ไม่ว่าผมจะใช้หมากแบบไหน โจวอี้ก็สามารถหาทางออกได้ แต่ขิงแก่ยอมเผ็ดกว่า! สุดท้ายผมก็สามารถชนะได้แบบเฉียดฉิวตลอด” ถังเจิ้นนั่งลงบนโซฟาอย่างสบายใจ
“ทุกครั้งเป็นการชนะแบบเฉียดฉิวเสมอ?” ฉินฮุ่ยเฟินถามแบบเดิมอีกครั้ง
“ใช่สิ! ผมบอกคุณไปหลายรอบแล้วนะ! สุดท้ายแล้วผมก็จะชนะได้แบบ…” ถังเจิ้นสบตาภรรยาของเขา และจู่ ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ซึ่งมันทำให้เขาชะงักไปทันที
ทุกครั้งล้วนเป็นชัยชนะที่สูสีเฉียดฉิว?
ไม่ว่าจะใช้หมากแบบไหนกับโจวอี้ ก็จะมีความรู้สึกว่าทุกครั้งมันเป็นการต่อสู้ที่สูสี
รอยยิ้มของถังเจิ้นแข็งค้าง และปากของเขาก็อ้ากว้าง
เขารู้ตัวแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ถ้าเป็นการชนะแบบเฉียดฉิวสองหรือสามครั้ง มันอาจจะไม่มีปัญหา
แต่นี่หกครั้งติดต่อกัน…
“คุณเข้าใจแล้วใช่ไหม” ฉินฮุ่ยเฟินถามอย่างระอา
“ใช่ ผมเข้าใจแล้ว ลูกเขยที่ฉลาดเป็นกรดกำลังแกล้งพ่อตาโง่ ๆ…” ถังเจิ้นพึมพำ
ฉินฮุ่ยเฟินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
คำอธิบายนี้ช่างเหมาะสมจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม โจวอี้มีความสามารถมากจริง ๆ เธอรู้ว่าทักษะการเล่นหมากล้อมของสามีเธอไม่ได้แย่ไปกว่านักเล่นหมากล้อมมืออาชีพบางคนเลย แต่โจวอี้กลับสามารถควบคุมเกมการเล่นได้อย่างอยู่หมัด
โจวอี้ไม่เพียงทำให้สามีของเธอสนุกกับการเล่มเท่านั้น แต่ยังควบคุมผลการเล่นให้สามีของเธอชนะทุกครั้งไปแบบเฉียดฉิว ความสามารถระดับนี้… สุดยอดจริง ๆ!
หลังจากเก็บกระดานหมากล้อมเสร็จ โจวอี้ก็ออกมาจากห้องหนังสือด้วยรอยยิ้มและถามว่า “คุณแม่หายปวดเอวหรือยังครับ?”
“มันไม่เจ็บแล้ว มันไม่มีแม้แต่ความรู้สึกวาบ ๆ ที่เอว เทคนิคการนวดของนายยอดเยี่ยมมากจริง ๆ มันดีกว่าหมอจีนอายุเยอะที่ฉันรู้จักมาก่อนซะอีก” ฉินฮุ่ยเฟินกล่าวชม
“ฮ่า ๆ!”
โจวอี้หัวเราะอย่างเบิกบาน
ถังเจิ้นมองท่าทีพึงพอใจของภรรยาและคิดในใจว่า ‘แน่สิ เทคนิคการนวดของลูกเขยเขาต้องดีแน่นอน ไม่งั้นคุณคงไม่ส่งเสียงครวญครางที่น่าอับอายแบบนั้นออกมาหรอก!’
เขาหันไปมองโจวอี้ทันที และเมื่อเขาเห็นรอยยิ้มโง่ ๆ บนใบหน้าของลูกเขยตัวเอง เขาก็รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
ไอ้เจ้าลูกเขยตัวแสบคนนี้กล้าแสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ[1] แล้วยัง… เล่นเกม “ไร้เดียงสา” ต่อหน้าฉันอีก วิชาชั่วร้ายแบบนี้ไปเรียนมาจากใครกัน?
เอ๊ะ! หรือว่าไอ้ลูกเขยคนนี้มันใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการหลอกลูกสาวสุดที่รักของฉันด้วย?
[1] แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ หมายถึง คนที่แท้จริงแล้วมีอำนาจยิ่งใหญ่หรือมีความสามารถเก่งกาจมากมาย แต่แสร้งทำตัวไร้ค่าให้ผู้อื่นหลงกลเพื่อหวังประโยชน์จากอีกฝ่าย