หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 358 ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ
ท้องฟ้ายามค่ำคืนถูกปกคลุมไปด้วยดวงดาวที่สว่างไสว และภายใต้แสงของดวงดาว เกาะที่มีพื้นที่ราว ๆ สิบตารางกิโลเมตรตั้งเด่นอยู่กลางทะเล มันมีลักษณะเป็นยอดเขาสูงชันและขรุขระ
เรือยอร์ชขนาดกลางลำหนึ่งค่อย ๆ แล่นเข้าใกล้เกาะ
บนเรือยอร์ช
สมาชิกตระกูลเทียนหลายสิบคนมีบาดแผล แต่ก็ยังคงดูเปี่ยมล้นด้วยพลังใจเมื่อมองไปยังเกาะตรงหน้า ความตื่นเต้นที่แฝงอยู่ในแววตาของพวกเขานั้นฉายออกมาอย่างชัดเจน
สำเร็จ!
พวกเขาล่องลอยอยู่ในทะเลเป็นเวลาหนึ่งวัน ผ่านการต่อสู้อันแสนดุเดือด กระทั่งในที่สุดตอนนี้ก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่พวกเขาต้องการจะมา ซึ่งแลกมากับการสูญเสียชีวิตของสมาชิกในตระกูลไปแปดคน
ร่างสูงของเทียนโส่วจินเป็นเหมือนหอกที่ยืนอยู่บนหัวเรือ แต่กลิ่นเลือดจาง ๆ บนร่างกายของเขาบ่งบอกได้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้มาก่อน
ถัดจากเขามีชายคนหนึ่งยืนอยู่
ชายผู้นั้นหล่อเหลา อายุประมาณสามสิบกว่า ๆ เขาสวมชุดลำลองสีขาวและดูเป็นผู้ชายที่รักในความเนี้ยบ
เขาคือเทียนอี้
หลานชายของเทียนโส่วจินซึ่งเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างลับ ๆ จากตระกูลเทียน เขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ด้วยพรสวรรค์และการเกื้อหนุนของทรัพยากรจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“คุณปู่ ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจะทะลวงขั้น” เทียนอี้พูดด้วยรอยยิ้ม
“ดีมาก ความเร็วในการฝึกฝนของหลานเร็วกว่าพ่อของหลานมากจริง ๆ หากหลานสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นกลางของระดับปรมาจารย์ได้ก่อนอายุ 35 ปี หลานก็สามารถเทียบได้กับอัจฉริยะเหล่านั้นในโลกผู้ฝึกยุทธ์ และจะสามารถกลายเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่” เทียนโส่วจินกล่าวด้วยความพึงพอใจ
อารมณ์เศร้าของเขาที่สูญเสียลูกชายคนที่สองถูกปัดเป่าไปด้วยข่าวดีนี้
แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้ครั้งล่าสุด แต่ระหว่างการต่อสู้นั้นเขาได้บังเอิญสัมผัสถึงโอกาสในการทะลวงผ่าน บางทีภายใน 2-3 เดือนถัดจากนี้ เขาอาจจะทะลวงไปสู่ปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อมก็เป็นได้
“แล้วเรื่องที่ปู่บอกให้หลานปกปิดตัวตนและเข้าหาอู๋ซินเยว่ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”
“ผู้หญิงคนนั้นไร้อารมณ์อย่างกับหิน ผมใช้ทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ยังหลอกเธอไม่ได้ จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมคิดได้ว่าผู้ชายที่จะเข้าตาเธอต้องมีความสำเร็จสูงกว่าเธอ ดังนั้นตอนนี้ผมน่าจะยังไม่สามารถที่จะจัดการกับเธอได้” เทียนอี้กล่าวด้วยความผิดหวัง
“อีกไม่นานหรอก ตอนนี้เธอเป็นเพียงปรมาจารย์ระดับกลาง หลังจากที่การบ่มเพาะของหลานทะลวงไปสู่ปรมาจารย์ระดับกลางแล้ว หลานสามารถพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าหลานมีความสามารถที่แข็งแกร่งและศักยภาพอันยอดเยี่ยม ถ้าเธอไม่โง่ เธอจะโปรดปรานหลานมากกว่านี้” เทียนโส่วจินหัวเราะ
“อืม!” เทียนอี้พยักหน้า
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน เรือยอร์ชก็แล่นเข้ามาใกล้เกาะ และจอดห่างจากแนวชายฝั่งเพียงร้อยเมตร
“ไปที่เกาะ!”
คำสั่งของเทียนโส่วจินส่งผลให้ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเทียนเพียงหกคนอยู่เพื่อป้องกันเรือยอร์ช ในขณะที่คนอื่น ๆ ขึ้นเรือสปีดโบตแล่นไปยังชายฝั่ง จากนั้นก็ลงจอดบนเกาะได้สำเร็จ
“ค้นหาดูว่ามีผลึกศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งไหม!” เทียนโส่วจินตะโกน
“รับทราบ!”
คนของตระกูลเทียนกระจายตัวกันออกไป บางคนค้นหาตามแนวชายฝั่ง และมีบางส่วนถือเครื่องตรวจจับโลหะและติดตามเทียนโส่วจินเดินลึกเข้าไปในเกาะอย่างรวดเร็ว
บนเกาะนี้มีพืชพรรณน้อยและดูค่อนข้างรกร้าง
เครื่องตรวจจับโลหะสามารถตรวจจับตำแหน่งของโลหะได้ แม้ว่าจะถูกฝังอยู่ในทรายและดิน ตราบใดที่โลหะอยู่ลึกไม่เกินสองเมตร มันก็สามารถตรวจจับได้
หลังจากผ่านไปกว่าสองชั่วโมง เทียนโส่วจินก็กลับมาที่ฝั่งพร้อมกับคนของเขา
หลังจากสำรวจแล้ว พวกเขาตรวจพบแต่เศษโลหะที่ไม่มีค่า
“ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง?” เทียนโส่วจินมองไปที่ชายวัยกลางคนแล้วถามขึ้น
“ลุงสอง เสี่ยวเล่ยแจ้งข่าวผ่านวิทยุสื่อสารมาว่าพวกเขาพบผลึกศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นทางทิศตะวันออก แต่ทางทิศตะวันตกไม่พบอะไรเลย” เทียนเกาเฟิงกล่าว
“พบสองชิ้น?” เทียนโส่วจินยิ้มอย่างพึงพอใจ “ไปดูทางตะวันออกกันก่อน หวังว่าเราจะสามารถใช้มันเป็นเบาะแสเพื่อค้นหาแหล่งแร่ของผลึกศักดิ์สิทธิ์ได้”
“ลุงสอง ดูทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือสิ!” เทียนเกาเฟิงยิ้มอย่างขมขื่น
เทียนโส่วจินขมวดคิ้ว จากนั้นก็หันมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เพราะเขาเห็นจุดแสงหนึ่งในระยะไกล เขารีบหยิบเอากล้องส่องทางไกลจากเทียนเกาเฟิง มาส่องไปทางทะเลทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้ง
เขาเห็นเรือยอร์ชสุดหรูลำใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่เห็นชื่อเรือยอร์ช แต่เขาก็สามารถระบุได้อย่างง่ายดายว่าเรือยอร์ชลำนั้นคือเรือเทียนฉิงที่เป็นของ “โนเบิล ยอร์ช คลับ”
มันมาที่นี่ได้ยังไง?
แม้ว่าเหลียงเผิงจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่อีกฝ่ายก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดา ๆ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทว่าการมาที่เกาะนี้ไม่แน่ว่าคงได้รับข่าวของผลึกศักดิ์สิทธิ์และต้องการมาขอส่วนแบ่งสินะ
สีหน้าของเทียนโส่วจินมืดหม่นลง และเขาไม่ได้รีบร้อนออกไป แต่เฝ้าดูเรือยอร์ชหรูลำใหญ่เข้ามาใกล้อย่างช้า ๆ
เขาเห็นว่ามีเพียงสองคนยืนอยู่ที่หัวเรือ ซึ่งเป็นชายหนุ่มและชายวัยกลางคนที่หน้าตาไม่คุ้นเลยสักนิด
“เกาเฟิง ตามฉันไปที่เรือสปีดโบต” เทียนโส่วจินเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็พุ่งไปยังเรือสปีดโบตที่อยู่ห่างออกไปกว่าสิบเมตรทันที
เทียนเกาเฟิงรับผิดชอบการควบคุมเรือสปีดโบตและพาเทียนโส่วจินไปที่เรือเทียนฉิง
เทียนโส่วจินไม่ต้องการให้เรือยอร์ชลำใดเข้าใกล้เกาะนี้
เพราะที่นี่ต้องเป็นดินแดนที่ตระกูลของเขาครอบครองเท่านั้น และแร่ผลึกศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ก็ต้องเป็นตระกูลเขาเช่นกัน
“หยุด!”
ในขณะที่ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้ถึงหนึ่งกิโลเมตร เทียนโส่วจินก็ดึงดาบออกมาอย่างเงียบ ๆ และชี้ปลายดาบไปหาเรือยอร์ชที่กำลังมุ่งตรงเข้ามา
ในไม่ช้า เรือยอร์ชเทียนฉิงก็หยุดอยู่ห่างจากเรือสปีดโบตเพียงร้อยเมตร
“คุณสองคนน่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร และฉันไม่สนใจที่จะรู้ด้วย แต่เกาะที่อยู่ข้างหลังฉันเป็นดินแดนส่วนตัวของตระกูลเทียนของเรา ดังนั้นจงออกไปซะ!” เทียนโส่วจินตะโกนด้วยเสียงที่ขึงขัง
“ตระกูลเทียน? ตระกูลเทียนอะไร? เกาะนี้เป็นสถานที่ที่ผมเคยมาพักผ่อน และมันถูกผมเช่าแล้วผ่านคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง ดังนั้นจู่ ๆ มันจะกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของตระกูลเทียนของคุณได้ยังไง?” โจวอี้ถามพร้อมกับเยาะเย้ยด้วยความดูถูก
เรื่องบ้าอะไรกัน?
เกาะนี้ถูกอีกฝ่ายยื่นเช่าต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงตั้งแต่เมื่อไหร่?
มันจะเป็นไปได้ยังไง?
สีหน้าของเทียนโส่วจินย่ำแย่ยิ่งขึ้น
เขาได้จัดคนให้ใช้อุปกรณ์สื่อสารบนเรือยอร์ชเพื่อติดต่อกับคนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง และกำลังเจรจาเรื่องสัญญาเช่าเกาะ ถ้าเกาะนี้เป็นของอีกฝ่ายจริง ๆ มันก็คงจะเป็นปัญหามาก
“ไร้สาระ! ตระกูลเทียนของเรามีอิทธิพลในเมืองเยี่ยเฉิงมานาน และเราได้ติดต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงแล้ว ถ้าคุณเช่าเกาะนี้เอาไว้ล่วงหน้า คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงคงแจ้งข่าวให้เราทราบก่อนแล้ว” เทียนโส่วจินตะโกนกลับไป
“คุณไม่รู้ถึงกระบวนการที่ล่าช้าของราชการเหรอไง? คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ดังนั้นพวกเขาจะให้ข้อมูลกับคุณได้รวดเร็วขนาดนั้นได้ยังไง” โจวอี้เย้ยหยัน
โจวอี้กำลังพูดความจริง
ทันทีที่เขามาถึง เขาได้ติดต่อกับคนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงตามพิกัดของเกาะที่เยี่ยป๋อซางมอบให้เขา และเขาได้ทำสัญญาเช่าเกาะนี้แล้วเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีในราคาหนึ่งล้านหยวนต่อปีผ่านการโอนเงิน ซึ่งทางด้านของผู้รับผิดชอบของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงก็ยังบอกให้โจวอี้สามารถครอบครองเกาะนี้ได้ทันที และเมื่อไหร่ที่โจวอี้กลับไปที่ฝั่ง เอกสารที่จัดการเรียบร้อยแล้วคงจะรออยู่ที่นั่นแน่นอน
ดังนั้น โจวอี้จึงได้กลายเป็นเป็นเจ้าของเกาะนี้ไปอีกร้อยปี ไม่ว่าจะมีผลึกศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ตาม
แบบนี้เรียกว่าอะไรนะ
ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบใช่ไหม?