หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 359 พลังแห่งอักขระสีแดง
บทที่ 359 พลังแห่งอักขระสีแดง
เทียนโส่วจินไม่เคยคิดฝันว่าจะมีคนยึดครองเกาะนี้ก่อนเขาไปหนึ่งก้าว เมื่อมองดูรูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ของโจวอี้ เขาก็แอบคิดอาฆาตในใจ ‘ถ้าชายหนุ่มคนนี้ตายห่าในทะเลอันเปล่าเปลี่ยวในที่แห่งนี้ มันก็จะเท่ากับว่าเกาะนี้ไม่มีเจ้าของแล้วใช่ไหม?’
ฆ่าเขา!
ท่าทีของเทียนโส่วจินเต็มไปด้วยจิตสังหาร
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะลงมือ เขาต้องการทราบตัวตนและภูมิหลังของอีกฝ่ายก่อน
“พ่อหนุ่ม เก็บเรื่องไร้สาระนี้ไว้โกหกผีเถอะ!” เทียนโส่วจินเย้ยหยัน
“ไม่เชื่อเหรอ? แล้วคุณต้องการให้ยืนยันด้วยอะไรล่ะ?” โจวอี้ถาม
“ง่ายมาก บอกตัวตนของคุณมาสิ แล้วฉันจะส่งคนไปตรวจสอบกับคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง ถ้ามันเป็นเรื่องจริง ตระกูลเทียนของเราจะจากไปอย่างสมัครใจทันที แต่ถ้ามันไม่จริงคุณก็ควรรีบออกไปให้พ้นสายตาเรา!” เทียนโส่วจินกล่าวเสียงเข้ม
“ฮ่า…” โจวอี้หันไปตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดังว่า “มุ่งหน้าไปที่เกาะต่อไป!”
เรือยอร์ชเทียนฉิงเดินเครื่องอีกครั้งและชนเข้ากับเรือสปีดโบตที่เทียนโส่วจินและเทียนเกาเฟิงโดยสารอยู่
“สารเลว! แกอยากตายนักใช่ไหม!”
เทียนโส่วจินโกรธมาก ทันใดนั้นเขาก็กระโดดออกจากเรือสปีดโบตและพุ่งขึ้นไปบนเรือยอร์ชเทียนฉิงทันที ในเวลาเพียงสองหรือสามลมหายใจ เขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าโจวอี้และเฉินซาน จากนั้นก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่โจวอี้อย่างรุนแรง
“เหอะ!” เฉินซานเย้ยหยันและยืนบังโจวอี้ไว้ในพริบตา
จากนั้นด้วยเสียงระเบิดอันน่ากลัวจากการปะทะระหว่างฝ่ามือทั้งสองฝ่าย หมู่เมฆบนท้องฟ้าก็ดูคล้ายจะถูกแหวกออกไปเพราะคลื่นปะทะเหล่านั้น
“ฮะ? ปรมาจารย์…” เทียนโส่วจินทะยานถอยกลับไปด้วยสีหน้าเชื่อ เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดของเขา ดังนั้นเขาจึงได้รับบาดเจ็บกลับมาเพียงเล็กน้อย
ทางด้านของเฉินซานนั้น เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว สะบัดแขนที่ชาเล็กน้อยและเตรียมพุ่งเข้าใส่เทียนโส่วจิน
“เฉินซาน ผมจัดการเอง” โจวอี้ยกมือขึ้นหยุดเฉินซานไว้
“อาจารย์ลุงน้อย เขาเป็นปรมาจารย์ขั้นสูง ถึงแม้ว่าเขาจะบาดเจ็บ แต่คุณ…” เฉินซานไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายนั้นชัดเจนมาก เขารู้สึกว่าโจวอี้ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
โจวอี้ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่พุ่งตัวเข้าใส่เทียนโส่วจินทันที
เขาอยากลอง!
แม้ว่าเขาเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ แต่ครั้งหนึ่งเขาเคยฆ่าผู้แข็งแกร่งที่อยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นกลางด้วยความแข็งแกร่งของเขาเองมาแล้ว ซึ่งในเวลานั้นเขาก็ยังรู้สึกว่ายังไม่ได้ใช้พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดได้อย่างเต็มที่
เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับเหล่าอักขระสีแดงในทะเลจิตสำนึกมากยิ่งขึ้น ทว่ามันยังมีความรู้สึกที่คลุมเครือหลงเหลืออยู่ มันจึงทำให้เขาต้องการปลดล็อกสิ่งที่เขาไม่เข้าใจนั้นให้กระจ่างแจ้งทั้งหมด
ทว่าเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
เขารู้สึกว่าต้องใช้ปัจจัยภายนอกในการทำลายปริศนาของอักขระสีแดงนี้ หรือก็คือเขาต้องต่อสู้แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อให้เข้าใจในอักขระสีแดงทั้งหลายในทะเลจิตสำนึกของเขา
“ถึงแม้คนข้าง ๆ กายคุณจะเป็นปรมาจารย์ขั้นสูง แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณจะประสบความสำเร็จได้ทัดเทียมเขาตั้งแต่อายุยังน้อยแค่นี้!” ความกลัวของเทียนโส่วจินถูกปัดเป่าออกไปด้วยความโมโหกับการที่ได้เห็นโจวอี้ทำตัวหยิ่งผยอง
ทว่าเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะทำร้ายอีกฝ่ายทันที เพราะเขายังไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่าย
เขากำมือแน่นและชกเข้าใส่โจวอี้ด้วยกำปั้น คราวนี้เขาใช้พละกำลังไป 80%
“ฆ่า!”
ขณะเดียวกัน โจวอี้โคจรพลังปราณในร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง และใช้คุณสมบัติของอักขระสีแดงเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเอง รวมไปถึงสื่อสารกับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินมาเกื้อหนุนอีกชั้น เพื่อต้านหมัดที่อีกฝ่ายชกออกมา!
ปัง!
การปะทะที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ คลื่นจากการปะทะแผ่กระจายเป็นวงกว้างและรุนแรง ส่งผลให้เกิดคลื่นทะเลสูงกระจายไปโดยรอบ และเรือยอร์ชที่อยู่ใกล้เคียงก็ถูกคลื่นลมยกขึ้นโคลงเคลงอยู่หลายครั้ง
เทียนโส่วจินทะยานกลับออกไปอีกครั้ง เขากระอักเลือดออกมาในสภาพที่ดูน่าอายเป็นอย่างยิ่ง
เขาบาดเจ็บ!
ตอนที่เขาชกกับเฉินซานก่อนหน้านี้ แขนขวาทั้งแขนของเขารู้สึกเจ็บเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง แต่การชกกับโจวอี้เมื่อครู่นี้มันทำให้เขาเจ็บปวดไปถึงขั้วหัวใจ
เขายังตระหนักได้ว่าหากไม่มีพลังปราณปกคลุมอยู่ กระดูกแขนของเขาคงจะหักจากแรงปะทะเมื่อครู่นี้ไปแล้ว
ผลลัพธ์นี้ทำให้เขายอมรับมันได้ยาก
เขาใช้พละกำลังไปถึง 80% แต่กลับแพ้หมัดของอีกฝ่ายที่เป็นเพียงเด็กหนุ่ม
มันเป็นไปได้ยังไง?
อีกฝ่ายน่าจะอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น อายุยังน้อยขนาดนี้แต่กลับมีพลังร้ายกาจแบบนี้ได้ยังไง?
หรือว่ารูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายเป็นเพียงเปลือกนอก แท้จริงแล้วอาจเป็นสัตว์ประหลาดเฒ่า?
ร่างของโจวอี้เซถอยหลังไปราว ๆ ห้าหกเมตร แต่หลังจากที่เท้าของเขาสัมผัสกับผิวทะเล เขาก็ดีดตัวพุ่งกลับไปหาเทียนโส่วจินราวกับลูกศรที่แหลมคมอีกครั้ง!
“ตาเฒ่า คุณไม่เข้าใจเหรอว่าการออมกำลังให้คู่ต่อสู้อาจเป็นหนทางนำไปสู่หายนะ? จงใช้กำลังทั้งหมดของคุณซะ แล้วให้ผมดูว่าบรรพบุรุษตระกูลเทียนแข็งแกร่งแค่ไหน!” โจวอี้ตะโกน
“ถ้าอยากเห็นก็จะให้ดู!”
เทียนโส่วจินโคจรพลังปราณและสะบัดแขนขวาอย่างรวดเร็วเพื่อปัดเป่าความเจ็บปวด จากนั้นจึงดึงดาบออกมาและฟันปราณดาบออกไป มันกลายเป็นเหมือนคลื่นที่โหมกระหน่ำกวาดไปทางโจวอี้ทันที!
“หมัดแยกภูผาป่นศิลา! ทำลายมันให้ฉัน!”
โจวอี้เมินเฉยต่อปราณดาบนั้น และชกหมัดสวนออกไปอย่างไม่เกรงกลัว ปราณหมัดมากมายปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว และในชั่วพริบตา มันก็ปะทะเข้ากับปราณดาบจำนวนมาก
การปะทะส่งผลให้เกิดประกายไฟกระเด็นไปทุกที่ราวกับมีเทศกาลจุดพลุเฉลิมฉลอง!
“ตวัดสายลม!”
เมื่ออำนาจของเพลงหมัดชุดแรกหมดไปพร้อมกับปราณดาบทั้งหมดที่สลายไป โจวอี้ก็ได้ถ่ายทอดมวลพลังที่อยู่ในอักขระสีแดงไปยังแขนของเขา และเหวี่ยงแขนออกไปประหนึ่งฟันดาบด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นคมดาบลมขนาดใหญ่ที่มีความยาว 7-8 เมตรวาดพุ่งเข้าใส่เทียนโส่วจิน
“ดาบกรีดนภา!”
ในขณะเดียวกัน สีหน้าของเทียนโส่วจินเปลี่ยนไปเป็นดุดันยิ่งขึ้น เขาฟันดาบออกไปอย่างรุนแรง ปราณดาบของเขาแหวกผ่านคลื่นทะเลเป็นทางยาว ไม่เพียงแต่จะสามารถทำลายคมดาบลมของโจวอี้จนแหลกลาญเท่านั้น ทว่ามันยังสามารถพุ่งเข้าใส่โจวอี้ได้อย่างรุนแรงและอันตรายอีกต่างหาก!
แข็งแกร่งมาก!
ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์ขั้นสูงมากมายกว่าที่โจวอี้คิดไว้
เมื่อเผชิญกับวิกฤตนี้ โจวอี้ยังคงสงบนิ่ง
ทันใดนั้นก็มีลมหมุนจาง ๆ สองวงก่อตัวขึ้นที่ปลายเท้าของเขาพร้อมกับแสงสีแดงจาง ๆ ที่กำลังกะพริบ
“เข้าใจแล้ว ฮ่า ๆ…”
โจวอี้หัวเราะดังลั่น และในเวลาเพียงพริบตา ร่างของเขาก็พุ่งขึ้นไปลอยสูงอยู่กลางอากาศราวสามสิบหรือสี่สิบเมตร ซึ่งในขณะเดียวกัน ร่างของเขาก็ปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลที่เกินกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ควรจะมี
จากนั้นร่างของโจวอี้ก็บินหมุนไปรอบ ๆ ด้วยลักษณะวนเป็นวงกลมราวกับน้ำวน
ปัง!
ปราณหมัดทุบเข้าใส่ปราณดาบของเทียนโส่วจิน และมันก็แตกออกทันทีราวกับกิ่งไม้ที่แห้งเหี่ยว
การบินวนเช่นนั้นยังคงดำเนินต่อไป
โจวอี้ทำให้เทียนโส่วจินเวียนหัว และขณะเดียวกันก็ชกหมัดเข้าใส่ดาบที่ยกขึ้นอย่างเร่งรีบเพื่อป้องกัน หลังจากใช้แรงปะทะผลักอีกฝ่ายลงไปที่ผิวทะเล โจวอี้ก็ยังคงบินขึ้นลงเพื่อโจมตีโดยไม่หยุดหย่อน
ขณะนี้แม้จะสู้กันกลางทะเล แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเลยกับการระดมโจมตีของโจวอี้
เทียนโส่วจินถูกอัดอยู่ฝ่ายเดียว
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเวียนศีรษะกะทันหัน เขากัดปลายลิ้นเพื่อพยายามดึงสติกลับมา ทว่าก่อนที่เขาจะโจมตีสวนออกไป อาการวิงเวียนศีรษะก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
อีกครั้ง และอีกครั้ง!
ดูเหมือนว่าเขาจะถูกรบกวนจากพลังที่มองไม่เห็น ทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงต่อสภาพจิตใจของเขา
อักขระสีแดงสดของโจวอี้ “เพิ่ม” และ “รวม” ในทะเลจิตสำนึกของโจวอี้กำลังส่องแสงสีแดงเข้มและกำลังหลอมรวมเข้ากับทะเลจิตสำนึกโดยสมบูรณ์
ตอนนี้โจวอี้เข้าใจแล้วว่าอักขระสีแดงที่เขาดูดซับมาจากเตาหลอมสยบวิญญาณนั้นลึกลับมากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มาก และพลังอันมหัศจรรย์ของมันสามารถทำให้คู่ต่อสู้ของเขาอ่อนแอลง ขณะเดียวกันก็ทำให้ตัวเขาแข็งแกร่งขึ้นมาหลายเท่า
‘รวม’ และ ‘เพิ่ม’
ทั้งสองอักขระมีอำนาจในรูปแบบของการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม หลังจากหลอมรวมพวกมันเข้ากับทะเลจิตสำนึกและใช้ร่วมกับพลังจิตก่อนจะปลดปล่อยออกไป มันก็จะกลายเป็นการโจมตีทางจิตวิญญาณที่สุดแสนจะขี้โกง!