ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 19
ทั้งสองสะดุ้งเฮือก ร่างเสียการทรงตัว ด่าพ่นคำหยาบพรั่งพรู แล้วหน้าคะมำลงพื้นตรงๆ ขวานกับพลั่วเหล็กในมือกระเด็นไปไกล หลายเมตร
“บ้าเอ๊ย บ้าเอ๊ย อะไรวะ อะไร!” ชายหนวดพลิกตัวเหมือนกบ ดีดขาอยู่กับพื้นอย่างบ้าคลั่ง พยายามสลัดสัมผัสที่พันอยู่รอบข้อ เท้า!
ชายตาเขก็กรีดร้อง พลางขดตัวสุดแรง
ในความมืดพวกเขามองไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้ว่าอะไรไต่ขึ้นขา และตอนนี้มันอยู่ตรงไหน
งู? งูทะเลหรือเปล่า
สัมผัสมันทั้งหนาและหยาบ จะไม่ใช่งูทะเลกลายพันธุ์ตัวมหึมาหรอกนะ
ให้ตายเถอะ!
ทันใดนั้น ลำแสงหนึ่งก็ส่องลงมาจากด้านบน ตกกระทบตัวพวกเขา
ชายหนวดกับชายตาเขแข็งทื่อพร้อมกัน
“พวกคุณเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่”
เสียงชายหนุ่มดังมาจากด้านหลัง ระวังตัวเต็มที่
คนสองคน “………………”
ซวยแล้ว
…
ซูหรานตกใจมาก
เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงด้านหลัง ยังคิดว่าเป็นสัตว์ปริศนาแอบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว หนังศีรษะแทบระเบิด แต่พอหันไปกลับพบว่าเป็น คนสองคน
ชายสองคนที่แอบย่องเข้ามา ไม่รู้ว่ากำลังคิดจะทำอะไร
ด้านข้าง ซิงหลินเหลือบมองความมืดเอียงหน้าอย่างไม่แสดงสีหน้า มือขวาที่กำแน่นค่อยๆ ผ่อนลง
ห่วงเหล็กของถังพลาสติกถูกปล่อย ถังทั้งใบยวบลงเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
ชายตาเขกับชายหนวดลุกขึ้นจากพื้น เหงื่อไหลเป็นสาย รีบอธิบายอย่างแข็งทื่อ
“คือว่า พวกเรามาจากในเมือง หลายวันไม่ได้กินอะไรเลย เลยมาหาของแถวทะเล แล้วก็มาเจอพวกคุณ ฮ่าๆๆ เลยอยากถามว่า จะขอเรียนรู้วิธีจับหอยปูหน่อยได้ไหม เป็นพวกเราผิดเอง ไม่ได้ส่งเสียงเลยทำให้ตกใจใช่ไหมครับ”
ซูหรานไม่เชื่อคำแก้ตัวแม้แต่น้อย สีหน้าชาเย็น “ที่นี่ไม่มีอะไรให้เรียน สิ่งเดียวที่เตือนได้คืออยู่ห่างๆ พวกเราไว้ ถ้าทำให้ผมตกใจ ผมอาจเผลอคิดว่าพวกคุณเป็นซอมบี้แล้วซัดเข้าให้”
สองคนนั้นหน้าเขียว
ยังกล้าขู่พวกเขาอีก!
…ช่างเถอะ ตอนนี้โปั๊ะแตกแล้ว จะปล่อยให้คนเดินจากไปมือเปล่าได้ยังไง
ชายหนวดรีบยิ้มประจบ “ใช่ๆ พวกเราผิดเอง! แต่คุณดูสิ เราไม่มีไฟ มองไม่เห็นอะไรเลย จับปูก็ไม่ได้ จะขอยืมไฟคุณหน่อยได้ ไหม”
ซูหรานแทบหัวเราะ “ให้ยืมแล้วผมจะใช้อะไร”
“เอ่อ งั้นอุปกรณ์อย่างอื่น…”
“ก็มีอย่างละชิ้น เราต้องใช้เอง ยืมไม่ได้”
“น้องชายทำแบบนี้ไม่ดีนะ ตอนนี้ซอมบี้เต็มไปหมด คนเป็นก็เหลือน้อยแล้ว เราควรเห็นคุณค่าการได้พบกัน…”
นํ้าเสียงซูหรานเย็นลงอีก “งั้นเหรอ พวกคุณเห็นคุณค่าการพบกันครั้งนี้มากไหมล่ะ”
สองคนนั้นอึ้งไปทันที
ซูหรานไม่พูดต่อ หันหลังเดิน
พวกเขายังไม่ยอมแพ้จะตามไป แต่ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งขวางทางไว้
เงยหน้าขึ้น เห็นชายผมดำรูปงามหันตัวตามไปอย่างเอื่อยเฉื่อย พลางเหลือบตามองลงมาเบาๆ
ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มคู่นั้น ลึกซึ้งราวกับมีความรักใคร่ แต่กลับไร้ไออุ่น สายตาที่ทอดลงมาบนตัวพวกเขาเบาบางราวกับกำลังมอง วัตถุไร้ชีวิตสองก้อน
คนอย่างชายหนวดกับชายตาเข แม้ไม่มีความสามารถอื่น แต่เรื่องอ่านสีหน้าคนเอาตัวรอดเก่งนัก สัญชาตญาณบอกชัดว่าใคร แกล้งได้ ใครไม่ควรแตะต้องตลอดชีวิต
เพียงสายตาเบาๆ ของซิงหลินกวาดมา พวกเขาก็หดกลับทันที เหงื่อเย็นผุดเต็มหลัง
…ไอ้กล้ามนั่นยังเป็นลูกครึ่งต่างชาติหรือไง
ซูหรานเดินหน้าตึงๆ ข้างกายมีเสียงเอ่ยขึ้น “เดินเร็วมาก”
เขาชะงัก ฝีเท้าช้าลง
“โกรธอยู่เหรอ”
“……”
“กับคนแปลกหน้าสองคน ทำไมต้องโกรธขนาดนี้”
ซูหรานย่นจมูก แก้คำ “ฉันแค่โกรธนิดหน่อย ไม่ได้ ขนาดนี้”
ซิงหลินล้วงกระเปั๋ากางเกงข้างหนึ่ง อีกมือถือถัง เดินตามหลังหนึ่งก้าว มองเสี้ยวหน้าของเขาอย่างครุ่นคิด
“งั้นทำไมต้อง โกรธ นิดหน่อย”
“นายนี่เหมือนสารานุกรมคำถาม…” ซูหรานถอนแรงลงเล็กน้อย อารมณ์พลันเบาบาง “ฉันแค่โกรธที่คนเลวถึงเวลานี้แล้วยังเลว ได้อีก แถมเลวกว่าเดิม”
“เวลานี้ คือเวลาไหน”
“เวลาที่มนุษย์ใกล้สูญพันธุ์ ควรรวมพลังทุกอย่างเข้าด้วยกัน”
เสียงหัวเราะดังข้างตัว
ซูหรานหันไปจ้อง “ฉันรู้ว่าตัวเองมองโลกในแง่ดีเกินไป แล้วยังไร้เดียงสา”
“นายก็รู้ว่าเวลานี้ ด้านมืดของมนุษย์จะถูกกระตุ้นมากที่สุด”
ซิงหลินเอ่ยเรียบๆ “คนเลวจะไม่ดีขึ้น มีแต่เลวลง แม้แต่คนดีก็อาจถูกสถานการณ์บีบให้ทำชั่ว วันใดมนุษย์ล่มสลาย ไม่ใช่แค่ เพราะสิ่งแวดล้อม แต่เพราะการหํ้าหั่นกันเองด้วย”
“ใช่ ฉันรู้หมด ตอนเจอนายครั้งแรก ฉันไม่กล้าช่วยก็เพราะรู้ว่าช่วงแบบนี้ใจดีสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ใจดีมีแต่จะก่อปัญหา ไม่สิ จริงๆ ทุกยุคก็เป็นแบบนั้น เพียงแต่ตอนนี้ชัดเจนกว่า…”
แววตาซูหรานวูบไหว “แต่ฉันเกลียดแบบนี้ เกลียดมาตลอด ฉันเป็นแบบนี้น่ารำคาญไหม”
ซิงหลินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนละสายตา
“ไม่รู้คนอื่นเป็นยังไง สำหรับฉันไม่น่ารำคาญ แค่แปลกดี ตอนพวกนั้นขอยืมของ ฉันคิดว่านายจะให้”
ซูหราน “……”
ถ้าเป็นคนปกติสองคน เขาคงให้จริงๆ
เหมือนตอนเจอซิงหลิน แม้ระแวง แต่ความช่วยเหลือเท่าที่ทำได้เขาก็ให้
อย่างน้อยไฟฉายคาดหัวเขายกให้ได้ เพราะเขามองเห็น ซิงหลินก็บอกว่ามองกลางคืนได้
เขายังอาจให้ปูเขียวสองสามตัว หรือกลับบ้านไปเด็ดผักให้… แต่สองคนนั้นเกือบจะฟาดขวานกับพลั่วใส่ท้ายทอยเขากับซิงหลิน แล้วนะ
เขามองโลกในแง่ดี แต่ไม่ได้โง่
สองคนนั้นยังตามอยู่ห่างๆ ไม่กล้าใกล้เกินไป พึมพำกันเสียงดังลอยมา
“ไหนปูเขียวล่ะ หลุมพวกนี้ไม่มีอะไรเลย”
“ขุดลึกไม่พอหรือเปล่า เห็นไอ้หมอนั่นขุดลึกแค่ไหนไหม”
“ไม่ไหวแล้ว หิวจะตาย ฉันอยากกัดนายสองคำ…”
“? อย่าเข้ามา… เฮ้ย นายกัดจริงเหรอ งั้นฉันก็กัดบ้าง”
ซูหรานหยุดกึก
เสียงสองสายนั้นเงียบสนิททันที
เขาย่อตัวลง ไฟคาดหัวส่องโคลนรอบตัว
สูดลมหายใจลึก แล้วปล่อยออกช้าๆ ตั้งสมาธิกับหลุมตรงหน้า
ชายหนวดกับชายตาเขยืนเงียบเหมือนนกกระทาอยู่นาน เห็นว่าซูหรานกับซิงหลินไม่สนใจ จึงสบตากันเงียบๆ
พวกเขาไม่กล้าก่อเรื่องอีก เลยไปหมอบข้างหลุมที่มีแสงส่องถึง เริ่มขุดปูตาม
ตีหนึ่ง นํ้าทะเลหนุนขึ้นมากแล้ว ซูหรานเลิกงาน ได้ปูเขียวเต็มสองถัง
สองคนนั้นอาศัยแสงเขา ก็จับได้สามสี่ตัว ดีใจอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนวดลืมตัว เดินเข้ามา “เอ่อ น้องชาย เมื่อกี้ขอบคุณนะ พวกเราอาศัยแสงคุณเลยได้ปูสองสามตัว เอ่อ เดี๋ยวจะขอไปยืมไฟ ที่บ้านคุณหน่อยได้ไหม…”
“พวกคุณไม่ได้บุกเข้าไปในบ้านลุงจินแล้วเหรอ” ซูหรานตัดบท
สองคนนิ่งแข็ง
แม้ไม่รู้ว่าลุงจินคือใคร แต่ก็เดาได้ว่าเป็นเจ้าของบ้านที่พวกเขาแอบเข้าไป
“ที่นั่นมีของเหลือเฟือ พวกคุณจัดการกันเองเถอะ” ซูหรานพูดเย็นชาแล้วเดินผ่าน
กลับถึงบ้าน ซูหรานปิดประตู แล้วยืนมองผ่านช่องประตูอยู่นาน ก่อนดันเฟอร์นิเจอร์ไปขวาง
“ทั้งที่ระแวงขนาดนี้ ทำไมเมื่อกี้ยังให้พวกเขาอาศัยแสง” ซิงหลินกอดอกพิงผนัง มองเขาเอื่อยๆ
ซูหรานพึมพำ “อะไรคือให้ พวกเขาตามหลัง จะมาอาศัยแสงฉันห้ามได้หรือไง”
“คำตอบจริง?”
“……” เขาถอนหายใจ วิเคราะห์ “ถ้าจะไม่ให้พวกเขาได้แสงเลย ฉันต้องเลิกจับปู หรือไม่ก็ปิดไฟทั้งหมด แต่พูดตรงๆ ถ้าฉันทำ ถึงขนาดนั้น ให้พวกเขาไม่ได้ปูสักตัว นายคิดว่าพวกเขาจะยอมอดตายไหม คืนนี้คงมาบุกบ้านเรา”
คุณตาเคยสอนคนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า บางครั้งอย่าต้อนคนจนมุม เพื่อความปลอดภัย ควรเว้นทางให้หนึ่งก้าว
หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร…ก็เดินไปตามสถานการณ์
ซิงหลินเลิกคิ้วเล็กน้อย เขานึกว่าซูหรานสงสารจนทนไม่ไหว แต่
“ถ้าพวกมันบุกเข้ามา ก็ฆ่าทิ้ง”
ซูหราน “ช่วยอย่าพูดเรื่องฆ่าคนเหมือนเรื่องธรรมดาได้ไหม แล้วตอนบ่ายนายก็รู้แล้วใช่ไหมว่าเป็นพวกเขา”
“แค่เดา หมาปั่าไม่โง่ถึงขั้นแยกซอมบี้กับอาหารไม่ออก”
“…..” ซูหรานบ่นงอน “งั้นก็รู้สิ แต่ไม่บอกฉัน”
ซิงหลินชะงัก ดวงตาจับจ้องเขา
ซูหรานไม่รู้ตัว เปลี่ยนนํ้าเสียงเป็นจริงจัง “อย่าฆ่าคนสุ่มสี่สุ่มห้า อย่างน้อยก่อนอีกฝั่ายจะก่ออาชญากรรมจริงๆ อย่าทำแบบนั้น…”
“ฆ่าคนปล้นของไม่ใช่อาชญากรรม?”
“……ใช่”
ซิงหลินยกยิ้ม หัวเราะหึเบาๆ
ซูหรานพูดไม่ออก เงือกหนุ่มเดินผ่านเขาไป พลางเอ่ยลอยๆ
“ถ้ากลัว ก็หลับตาเสียสิ”
ซูหราน “……”
ดูถูกใครกันนะ
แม้เมื่อคืนจะเข้านอนดึก แต่เช้าวันถัดมา ซูหรานก็ยังตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าเหมือนเดิม
เขาแง้มประตูห้องนอนแอบมองออกไป เห็นชัดว่าคนสองคนนั้นในลานบ้านฝังตรงข้ามก็ตื่นแล้ว ยืนอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสอง คล้าย กำลังดักรอพวกเขาอยู่ ไม่แน่ว่าจะคิดตามไปเก็บของทะเลเลียนแบบเหมือนทุกครั้ง หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง
กินข้าวเช้าเสร็จ เขาหิ้วถังพลาสติกสำหรับเก็บของทะเลขึ้นมา เสียงเปิดประตูดังจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงงัวเงียที่ยังเต็มไปด้วย ความง่วง
“จะออกไปคนเดียวเหรอ”
ซูหรานหันกลับไปอย่างแปลกใจ “ตื่นเช้าขนาดนี้เลยเหรอ ฉันทิ้งโน้ตไว้ให้นะ”
เงือกยังสวมชุดนอน ผมดำยุ่งเหยิงจากการนอน ดูไร้ภาพลักษณ์สิ้นดี
เขาหาวหนึ่งที ไม่ตอบคำถามนั้น แต่พูดว่า “รอฉันห้านาที”
“ไม่ วันนี้นายอย่าตามฉันไป” ซูหรานลดเสียงลง กระซิบเหมือนทำเรื่องลับๆ “ฉันไม่ได้จะออกประตูหน้า จะปีนกำแพงหลังบ้าน ออกไป ทางนั้นทะลุไปชายหาดด้านใต้ได้ ฉันจะไปทางนั้น พวกเขาตามไม่ทันหรอก วันนี้นายเฝั้าบ้านไว้ดีกว่า กลัวว่าถ้าดักไม่เจอฉันแล้ว จะมาถึงหน้าประตูแทน ถ้าพวกเขาไม่มา นายก็พาเสวี่ยถวนไปเดินเล่นได้ เข้าออกก็ล็อกประตูให้ดี เข้าใจไหม”
ซิงหลินมองเขา “แน่ใจนะ”
ซูหรานพยักหน้ารัว
เขาไม่อยากพลาดช่วงนํ้าลงครั้งใหญ่ อีกทั้งก็ไม่สบายใจจะทิ้งเสวี่ยถวนกับจูจูไว้ลำพัง หนึ่งหมาหนึ่งไก่ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำ อย่างไร แบบนี้จัดการดีที่สุดแล้ว
เขายกบันไดในบ้านไปพาดกำแพงหลัง ปีนขึ้นไปบนสันกำแพง
ซิงหลินยืนอยู่ด้านล่าง หรี่ตามองเขากระโดดลงอย่างคล่องแคล่ว ร่างหายวับไปจากสายตา
อีกฝังหนึ่ง ซูหรานลงพื้นได้อย่างปลอดภัย
รอบด้านเงียบสงัด จากมุมหน้าต่างชั้นสองของบ้านลุงจิน มองไม่เห็นตรงนี้แน่นอน
เขาเขย่งปลายเท้า ก่อนวิ่งฉิวไปตามทางเล็กๆ
ชายหาดด้านใต้ คือสถานที่ที่เขากับซิงหลินพบกันครั้งแรก
คราวนี้ซูหรานวิ่งไกลกว่าเดิม ลงใต้ไปอีก จนกระทั่งหยุดห่างจากหมู่บ้านชายฝังราวหนึ่งกิโลเมตร
ดวงอาทิตย์ลอยสูง นํ้าลดลงไปไกล เขาเหลือบเห็นหอยแครงตัวใหญ่ปักตั้งอยู่ในโคลนทราย จึงเริ่มเก็บของทะเลอย่างร่าเริง
อีกด้านหนึ่ง ชายตาเขกับชายหนวดดักไม่เจอคน เห็นแดดยิ่งสูงก็เริ่มงงงัน
ชายตาเขพูดว่า “หรือวันนี้พวกเขาจะไม่ไปเก็บของทะเล วันนี้ก็น่าจะนํ้าลงใหญ่นะ”
ชายหนวดว่า “แน่ใจเหรอว่าเมื่อกี้พวกเขาไม่ได้เดินผ่านทางนี้”
“ฉันไม่ได้ตาบอด นายต่างหากตาบอดหรือเปล่า”
“นายสิที่ตาบอด… งั้นเอายังไง ถ้าเขาไม่ไป เราจะไปไหม”
ชายตาเขลังเลครู่หนึ่ง “พวกเขามีของกิน เรานี่ยังขาดแคลน เอางี้ นายเฝั้าตรงนี้ ฉันไปทะเลเอง”
“หา ฉันจะอยู่ทำอะไร”
“ก็ดักต่อไง ดูว่าพวกเขาไม่ไปทะเลแล้วทำอะไร จะได้ปรับตามสถานการณ์”
ชายหนวดคิดดูแล้วก็มีเหตุผล แม้ไม่รู้จะปรับอะไรยังไง แต่ก็แยกย้ายกันไปก่อน
ชายตาเขหยิบเครื่องมือเท่าที่มี ออกไปทางชายหาดด้านเหนือ
เช้าวันนั้น บริเวณหมู่บ้านชายฝังและแนวชายทะเล ทั้งสี่คนกระจายกันไปคนละทิศ
ซูหรานเก็บหอยนางรมได้จำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง
เขาดีใจแทบกระโดด
หอยนางรมพวกนี้นอนกระจายอยู่เต็มชายหาด ราวกับไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่ละตัวใหญ่เท่าฝั่ามือ เขาเก็บเพลินอยู่นานกว่าจะนึก ขึ้นได้ว่า บริเวณทะเลแถบนี้เคยมีฟาร์มหอยนางรมมาก่อน พวกนี้คงลอยมาจากที่นั่น
เขาเก็บอย่างสนุกสนาน ท้องฟั้าค่อยๆ หม่นลง
แสงอาทิตย์หายไปแล้ว
ซูหรานไม่ได้ใส่ใจนัก ครึ่งเดือนก่อนหน้านี้ฟั้าโปร่งตลอด มีครึ้มบ้างวันหนึ่งก็ปกติ
เขาเดินไกลมาก โยนหอยนางรมใส่ถังไปเรื่อยๆ …จนเต็มล้น ใส่อะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว พอเงยหน้าขึ้นจึงพบว่า…
รอบตัวถูกหมอกหนาทึบปกคลุม
ละอองนํ้าละเอียดพัดกระทบใบหน้า มองออกไปแทบไม่เห็นเส้นแบ่งระหว่างโคลนทรายกับแนวนํ้าทะเล หันกลับไป ชายฝังก็ เลือนราง
ซูหรานชะงัก
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ทั้งฟั้าดินมืดครึ้มราวกับใกล้คํ่า ทั้งที่ตอนนี้เพิ่งแปดโมงเช้า
ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขารีบหมุนตัวเดินกลับ
แต่ยังไม่ทันก้าวได้กี่ก้าว เขาก็รู้สึกบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟั้าโดยสัญชาตญาณ
แสงออโรรา… ปรากฏขึ้นแล้ว