ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 21
ความคิดนั้นแวบขึ้นมาในหัวของซูหรานเพียงชั่ววินาทีเดียว
แค่วินาทีเดียว เขาก็ให้คำตอบกับตัวเองได้
ไม่ใช่
เงือกคนนั้นทำอะไรมีสติ ไม่น่าจะหุนหันพลันแล่นถึงขั้นนี้
อีกฝั่ายรู้ดีว่าเมื่อแสงออโรราปรากฏ ซอมบี้จะออกอาละวาดกันทั้งพื้นที่ และก็รู้ด้วยว่าบริเวณชายหาดแทบไม่มีซอมบี้ เขามีเวลา ไตร่ตรอง หาทางแก้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องให้ใครเสี่ยงชีวิตออกมาช่วย
ซูหรานจึงปัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปสงสัยเรื่องอื่นแทน
ทำไมหมอกถึงได้หนาขนาดนี้
ตลอดเกือบห้าปีที่ผ่านมา สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นถี่ยิบก็จริง แต่หมอกที่ปรากฏขึ้นในวันนี้ ช่างบังเอิญเกินไป
ถ้าเกิดขึ้นตอนเขากำลังเดินทางกลับบ้าน คงไม่อยากคิดถึงผลลัพธ์เลย
ประตูบ้าน…ปิดเรียบร้อยหรือเปล่านะ
สิ่งกีดขวางพวกนั้น จะถูกซอมบี้ที่คลุ้มคลั่งเตะล้มไหม
ความคิดตีกันวุ่นวายในหัว ผ่านไปพักหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าต่อให้คิดไปก็ไร้ประโยชน์ ยังไงก็หนีออกไปไม่ได้อยู่ดี
ซูหรานถอนหายใจ ผ่อนคลายร่างกาย พิงแผ่นหิน แล้วปล่อยสมองให้ว่างเปล่า
…
หมอกเคลื่อนตัวเป็นระลอกๆ รอบด้านเงียบสนิท
บริเวณชายฝังชื้นแฉะ ปากถํ้าเต็มไปด้วยเพรียงเกาะแน่นเป็นผืนๆ มองแล้วชวนให้รู้สึกขนลุก
แต่คนที่เติบโตมากับทะเล ย่อมมองต่างออกไป
ซูหรานจ้องเพรียงพวกนั้น ในหัวคิดเพียงว่า เพรียงแบบนี้ไม่อร่อย เนื้อแทบไม่มี ต้องเป็นเพรียงคอห่านถึงจะดี
สมัยก่อนคุณตาชอบมางัดเพรียงคอห่านแถวนี้เป็นประจำ ทั้งที่รู้ว่าอันตราย เพราะมันมักขึ้นอยู่ในจุดที่ลมแรงคลื่นจัด และยังต้อง แอบทำ พ่อแม่ไม่มีทางยอมให้เสี่ยงแบบนั้น
งัดเสร็จก็ต้องซ่อน พอไม่มีใครอยู่บ้านถึงจะเอาออกมาต้ม กินเงียบๆ คนเดียว
เพรียงคำแรกในชีวิตของซูหราน คือคุณตาแกะแล้วยัดใส่ปากให้
สด หวาน สูสีกับเนื้อปู
เขาจำรสชาตินั้นได้ดี และเริ่มสงสัยว่าเพรียงคอห่านที่เกาะอยู่ตามซอกหินหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็รู้ว่าคุณตาไม่มีวันให้ตามไป วัน หนึ่งเขาจึงอ้างว่าออกไปเล่นกับเพื่อน แล้วแอบตามหลังคุณตาออกมา จำตำแหน่งเอาไว้ จากนั้นเลือกวันหนึ่ง แอบมาที่นี่คนเดียว ปีน ขึ้นมาบนหน้าผาสูงชันอย่างยากลำบาก
ตอนเด็กไม่รู้จักคำว่าอันตราย และไม่กลัวมัน
เขาแค่รู้ว่าตัวเองชอบทะเล ชอบชายหาด ชอบหน้าผาและโขดหินพวกนี้ ชอบเพรียงที่เกาะพรุนบนหินเหมือนภูเขาไฟลูกเล็กๆ
ต่างจากชาวบ้านคนอื่นที่คิดแต่จะข้ามทะเลไปฝังโน้น ซูหรานไม่เคยคิดจะจากที่นี่ไป ปิดเทอมเขาจะกลับมา และเมื่อเรียนจบ เขา ก็จะกลับมาอยู่ดี
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะถูกขังอยู่ที่นี่จริงๆ
หรือบางที…นี่อาจยังเป็นการเลือกของเขาเอง
ซูหรานเหม่อมองหมอกหนานอกถํ้า นึกถึงวัยเด็ก ทุกครั้งที่ซ่อนตัวอยู่ในถํ้าแบบนี้ เขาจะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเป็นของตัวเอง ทั้ง ตื่นเต้นและปลอดภัย
ถํ้าเล็กๆ แห่งนี้กับทะเลกว้างใหญ่ เป็นที่หลบภัยของเขามาโดยตลอด
เพียงแต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง จะต้องหลบอยู่ในที่หลบภัยนี้ พร้อมระแวดระวังสัตว์ประหลาดที่อาจโผล่มาจากหมอกได้ทุก เมื่อ
จู่ๆ ซูหรานก็เงี่ยหูฟัง
เหมือนจะมีเสียงบางอย่างดังมาจากไกลๆ เกิดอะไรขึ้น
เขาเอนตัวไปข้างหน้า คลานอย่างระมัดระวังไปที่ปากถํ้า มองลงไปยังชายหาดเบื้องล่าง
หมอกหนาทึบปิดกั้นสายตา สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงเงาร่างสั่นไหวกลุ่มหนึ่ง วิ่งโซซัดโซเซเข้ามา คร่าวๆ ดูแล้วมีมากกว่าสิบเงา
ซูหรานชะงัก
นั่นคือคน…หรือซอมบี้
ถังพลาสติกอยู่ใกล้มือ เขาไม่หันกลับไปมอง คว้าเหล็กพลั่วดึงขึ้นแรงๆ สองสามครั้ง เผลอลากหอยนางรมติดมาหลายตัว กว่าจะ ได้อาวุธมาอยู่ในมือ เขากำมันแน่น
ท่าทางการวิ่งแบบนั้น เป็นซอมบี้แน่ แต่ซอมบี้จะมาที่นี่ได้ยังไง มีใครลากมันมาหรือ
หมอกหนาเกินไป เขามองไม่ออกเลยว่าในกลุ่มเงานั้นมีคนเป็นปะปนอยู่หรือไม่
หรือว่า…พวกมันวิวัฒนาการอีกแล้ว เริ่มออกล่าเองได้
ซูหรานจ้องเขม็งไปในหมอก
เงาร่างเหล่านั้นโซเซไปมา เส้นทางคดเคี้ยว แต่ทิศทางชัดเจน พวกมันกำลังมุ่งตรงมาทางหน้าผานี้
ซอมบี้ตัวแรกมาถึงเชิงผา มันหยุด…แล้วเงยหน้าขึ้น มองมาทางเขา
ซูหรานสะดุ้ง หดคอลงโดยไม่รู้ตัว
มันมาหาเขาเหรอ นี่ไม่ใช่มนุษย์แน่ มันคืออะไรกัน
วินาทีถัดมา สิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นใบหน้านั้น กระโดดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา แล้วไต่ผาขึ้นมา
ซูหรานถอยหลังพรวด ชะงักไปหนึ่งอึดใจ สูดลมหายใจลึก กำเหล็กพลั่วแน่น เกร็งทั้งร่าง
ไอหมอกปันปั่วนอยู่ตรงปากถํ้า บางครั้งไหลเข้าด้านข้าง บางครั้งพุ่งขึ้นด้านบน ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่กำลังปีนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเบื้อง ล่าง ก่อความปันปั่วนไว้มากแค่ไหน
ซูหรานหายใจเข้าออกไม่หยุด หัวใจเต้นกระหนํ่า
ที่หลบภัย…กำลังจะถูกทำลายแล้วหรือ
เขากัดฟัน ค่อยๆ ยกเหล็กพลั่วขึ้น
เศษหินหลุดร่วงลงมา
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปากถํ้าในพริบตา สบตากับเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพลิกตัวเข้ามาในถํ้า
สมองซูหรานว่างเปล่า เขาหันไปมองอย่างตะลึง
“ทำไมเป็นนาย”
มือหนึ่งยื่นมาปิดปากเขา ชายคนนั้นจ้องออกไปนอกถํ้า แนบริมฝีปากกับหูเขา แล้วกระซิบเบาๆ
“อย่าส่งเสียง”
ซูหรานได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม
เขาตกตะลึงอย่างแท้จริง
คนที่อยู่ข้างกายเขา…คือซิงหลิน
มือของชายหนุ่มเย็นเฉียบ อย่างที่เป็นมาตลอด อุณหภูมิร่างกายแทบไม่ต่างจากปกติของเขา
บนหลังมือมีรอยเลือดเล็กๆ หลายเส้น ดูเหมือนเพิ่งจะแห้งหมาด
หัวใจของซูหรานไม่เพียงไม่ช้าลง กลับยิ่งเต้นแรงขึ้น เขาคว้ามือซิงหลินลงมา ถามด้วยเสียงแผ่วแทบเป็นลม
“นายโดนกัดเหรอ”
ซิงหลินก้มลงมองมือของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วตอบเสียงเรียบ
“อ๋อ อันนี้ไม่ใช่ฝีมือซอมบี้”
“?”
เสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากใต้หน้าผา ราวกับมีเล็บนับไม่ถ้วนกำลังข่วนหิน เสียงนั้นเสียดแก้วหูจนฟันแทบสั่น
ซูหรานไม่กล้าส่งเสียงอีก เขาได้แต่จ้องอีกฝั่ายเขม็ง จ้องอยู่ครู่หนึ่งก็หันไปเพ่งมองปากถํ้าอย่างตึงเครียด
ครู่ต่อมา ซิงหลินโน้มตัวออกไปดูด้านหน้า อีกไม่กี่วินาทีจึงถอยกลับมา คราวนี้นํ้าเสียงเป็นปกติแล้ว “พวกมันไปแล้ว”
ซูหรานกลั้นไว้ไม่อยู่ “นายออกมาทำไม?!”
เงือกชายเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาไป นํ้าเสียงเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ถ้าฉันไม่ออกมาหานายเสียที หมาของ นายกับไก่ของนายคงรวมวงแผดเสียงใหญ่โต แล้วลากฉันไปตายพร้อมกันแล้ว”
ซูหราน “……อย่ามาหลอกฉัน พวกมันจะไปสุดโต่งขนาดนั้นได้ยังไง?”
ซิงหลินแค่นเสียงเบา “งั้นนายคิดว่าฉันเป็นห่วงนายจนสติหลุด เลยวิ่งออกมางั้นหรือ?”
ใบหูซูหรานร้อนวาบ
ดูเหมือนเหตุผลแรกจะสมเหตุสมผลกว่าอยู่บ้างจริงๆ …
“……แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่? นายพุ่งออกมาจากหมู่บ้านแบบนั้นเลยเหรอ? แล้วแผลที่มือ นายไม่ได้โดนซอมบี้กัด แล้วมัน มาได้ยังไง?”
เขามีคำถามเต็มไปหมด
ซิงหลินเอนหลังลงเล็กน้อย ขนตายาวทอดตํ่าลง ราวกับจะผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น “ฉันง่วงมาก ไว้ค่อยเล่าให้นายฟัง…”
ซูหราน “??”
นายฝั่าฝูงอันตรายออกมาจากหมู่บ้าน ก็เพื่อมาติดอยู่ที่นี่กับฉัน แล้วหลับงั้นเหรอ
เขางุนงง เช้าวันนี้เหนือจริงเสียจนเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจยังไม่ตื่นดีด้วยซํ้า
ในถํ้ากลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้ความเงียบนั้นเจือความกระอักกระอ่วน
ดูเหมือนซิงหลินจะหลับไปจริงๆ ศีรษะก้มตํ่าเล็กน้อย ลมหายใจสมํ่าเสมอ
ซูหรานยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
เขาอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็กลืนคำลงไป เขาไม่ใช่คนชอบรบกวนเวลาคนอื่นหลับ ทว่าไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรดี จึงได้ แต่นั่งค้างอยู่ตรงนั้น แล้วหันไปสำรวจร่างของซิงหลินแทน
…ที่อื่นดูเหมือนไม่มีบาดแผล มีเพียงรอยเลือดบางๆ บนหลังมือไม่กี่เส้น ตื้นมาก และกระจุกอยู่แถวข้อมือ คล้ายรอยเล็บข่วน
หัวใจซูหรานกระตุกวูบ
ถูกใครข่วนหรือ?
เขาเลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าของซิงหลิน
ใบหน้านั้นมองไม่เห็นร่องรอยความอ่อนล้าเลย จากประสบการณ์ก่อนหน้าตอนสร้างเส้นทางลำเลียงนํ้า คนคนนี้ก็ไม่ได้อ่อนแอถึง ขั้นสู้ไม่กี่ครั้งแล้วจะล้มลงหมดสติ
แล้วทำไมถึงหลับทันทีที่พูดจบ
หรือสภาพร่างกายของเขาไม่ได้ดีขึ้น กลับยิ่งทรุดลง
ซูหรานพยายามค้นหาความผิดปกติจากใบหน้าขณะหลับนั้น เขามองอย่างตั้งใจ ละเอียด ลืมตัว
แสงออโรราแผ่กระจายผ่านหมอกบาง วงแสงหลากสีสาดเงียบงันสู่ปากถํ้า ไหลเลื่อน เปลี่ยนเฉดไปมา
…ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ซูหรานขยับเข้าใกล้ใบหน้านั้นมากขึ้นทุกที
เขารู้ตัว และก็รู้ว่าปฏิกิริยาปกติของตนควรถอยออกห่างทันที ทว่าน่าแปลกที่ในสมองกลับไม่มีสัญญาณแบบนั้นเกิดขึ้นเลย
เขาจ้องดวงตาที่ปิดสนิทคู่นั้นอย่างจดจ่อ จดจ่ออย่างสุดขั้ว แทบไม่กะพริบ
ลมหายใจหนักช้าๆ ของชายหนุ่มกระทบแก้มเขาเบาๆ ผิวหนังที่เปลือยรับอากาศรับรู้ถึงกระแสลมที่ไหลเวียนระหว่างกันอย่าง ชัดเจน
ราวกับต้องมนตร์ ซูหรานเอนเข้าไปใกล้อีกนิด… แล้วใกล้อีกนิด…
ปลายคางถูกดันไว้กะทันหัน
ขนตายาวที่อยู่ใกล้เพียงลมหายใจเดียวพลันเปิดขึ้น ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มคู่นั้นกำลังมองเขาอย่างพินิจ
“นายกำลังทำอะไร?” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเบา แหบพร่าเล็กน้อย
ซูหรานสะดุ้งตื่นจากภวังค์ กะพริบตาปริบๆ ส่งเสียงในลำคออย่างงงงัน “หืม?”
ซิงหลินเปลี่ยนจากดันเป็นจับไว้ หรือจะเรียกว่าใช้นิ้วโปั้งกับนิ้วชี้ประคองกรอบคางเขาไว้เบาๆ มากกว่า ชายหนุ่มเอนพิงอยู่ตรง นั้น สายตาคลุมเครือ “เข้ามาใกล้ขนาดนี้ คิดจะทำอะไร?”
“……” ซูหรานอ้าปาก สมองว่างเปล่า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อครู่เข้าไปใกล้ทำไม
สายตาซิงหลินลดตํ่าลงเล็กน้อย
ซูหรานรู้สึกเหมือนริมฝีปากตนร้อนวูบ
“ฉะ ฉันแค่ดูว่านายหลับจริงหรือเปล่า!” เขาผลักตัวถอยหลัง หัวใจเต้นถี่ “จะหลับก็หลับเลยได้ยังไง นาย นายไม่อยากตอบ คำถามฉันก็เลยแกล้งหลับใช่ไหม”
เขาหลบสายตาอย่างร้อนรน ไม่รู้ด้วยซํ้าว่าเมื่อครู่สายตาของซิงหลินหมายความว่าอะไร และความตื่นตระหนกของตนเองคืออะไร คำพูดหลุดออกมารัวเร็วโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
“……เมื่อกี้นายไปทำเรื่องไม่ดีมาหรือเปล่า แผลที่มือเกี่ยวกับลุงสองคนนั้นไหม นายไปจัดการพวกเขาเหรอ”
ซิงหลินได้ยินเช่นนั้นก็หรี่ตาลง ก่อนจะชะงัก แล้วเบือนสายตาไปด้านข้าง จากนั้นเหมือนเส้นประสาทกระตุกเล็กน้อย เขาหันกลับ มามองอย่างจนใจ
“คำว่า ‘จัดการ’ ของนายหมายความว่าอะไร?”
ซูหรานกระแอม “……ก็ไปหาเรื่อง”
“ฉันต้องไปหาเรื่องพวกเขาด้วยหรือ พวกเขาเป็นแมลงวัน ได้กลิ่นก็บินมาเอง”
ซูหรานจับช่องโหว่ได้ทันที “งั้นนายปล่อยกลิ่นอะไรล่อพวกเขาไป”
อย่าคิดว่าเขาดูไม่ออก ลุงสองคนนั้นผ่านเรื่องเมื่อคืนมาแล้ว คงไม่กล้าเข้ามายุ่งง่ายๆ
ซิงหลิน “……”
เขาปิดปากเงียบ
“?” ซูหราน “ฉันพูดถูกใช่ไหม”
เงือกหนุ่มกลับทำท่าสนใจถังพลาสติกข้างๆ “ไปเก็บหอยนางรมมาจากไหนเยอะขนาดนี้”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง”
“ง่วงมาก” เขาหลับตาอีกครั้ง ศีรษะจะก้มลง
“นายหลับอีกฉันจะจูบนะ!”
เงือกหนุ่มลืมตาทันที แววตาเป็นประกาย “ดังนั้นเมื่อกี้นายคิดจะจูบฉันจริงๆ?”
ซูหรานเชิดคอ “นายอยากให้ฉันจูบหรือไง”
ซิงหลินหรี่ตา “นายเป็นคนพูดว่าจะจูบ”
“ฉันขู่ต่างหาก!”
“มนุษย์ของนายใช้วิธีนี้ขู่กัน?”
“ผู้ชายคนหนึ่งจะมาจูบนาย ไม่น่ากลัวหรือไง”
“น่ากลัวตรงไหน?”
“……ตรงที่มนุษย์ไม่ได้เป็นเกย์กันหมดทุกคน”
“……”
ถํ้ากลับเข้าสู่ความเงียบอันน่าอึดอัดอีกครั้ง
ซูหรานอยากมุดดินหนี
เหงื่อบางๆ ซึมที่แผ่นหลัง เขารู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ากำลังจ้องมองอยู่ หนังศีรษะเริ่มชาวูบ
หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาอยู่นาน เขาจึงพึมพำเสียงอู้อี้ “……แล้วนายไปทำอะไรมากันแน่”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างไม่ใส่ใจดังขึ้น ในที่สุดซิงหลินก็ตอบ “หนึ่งในสองคนนั้นบุกเข้ามาในลานบ้าน ฉันไปจัดการเขา”
ซูหรานชะงัก หันกลับไปทันที “เขาปีนเข้ามา”
ดวงตาซิงหลินหมุนไปมองด้านนอกถํ้า นํ้าเสียงยังคงเรียบเรื่อย “ไม่”
“งั้น…?”
“ผลักประตูเข้ามา”
“??” ซูหรานถามอย่างระวัง “เขาพังประตูเข้ามา”
“ผลักประตู”
“ผลัก?”
“ผลัก”
“???” เขารู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ สูดลมหายใจลึกอย่างยากลำบาก “……ผลักยังไง”
เงือกหนุ่มยังมองออกไปข้างนอก “ประตูไม่ได้ล็อก เขาก็เลยผลักเข้ามา”
ซูหราน “????”
เขาแทบอยากเอาเครื่องหมายคำถามทั้งหมดที่ลอยอยู่รอบตัวไปทุ่มใส่หัวอีกฝั่าย
เขาไม่ใช่คนโง่ ถึงตอนนี้จะฟังไม่ออกได้อย่างไร
“นาย…ล่อให้เขาติดกับเหรอ”
ซิงหลินหัวเราะเบาๆ “เขาก็พูดแบบนั้น”
“?!” ซูหรานพยายามตั้งสติ “งั้นนาย…ฆ่าเขาไปแล้วหรือ”
“ยัง” เงือกหนุ่มตอบอย่างตรงไปตรงมาราวกับปล่อยวางแล้ว “ตอนแรกคิดจะฆ่า แต่เขาตะโกนว่า ‘นายล่อให้ติดกับ มันผิด กฎหมาย ฉันคัดค้าน ฉันจะร้องเรียน’ ”
นํ้าเสียงเลียนแบบเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทำเอาซูหรานมุมปากกระตุก
ซิงหลินเท้าศอกบนเข่า ปลายนิ้วแตะริมฝีปากช้าๆ “ฉันเดาว่านายกลับมาทบทวนเรื่องนี้ก็คงจะบอกว่าฉันทำไม่ถูกขั้นตอน เลย เปลี่ยนใจชั่วคราว มัดเขา อุดปาก แล้วโยนไว้ในห้องนํ้า รอเราสองคนเห็นพ้องต้องกันค่อยฆ่า”
ซูหราน “………………”
เขาไม่อยากถูกถามความเห็นเรื่องแบบนี้เลยสักนิด
“งั้นตอนนี้ที่บ้านมีแค่เสวี่ยถวน จูจู แล้วก็เขา…?”
ซิงหลินเอียงศีรษะเล็กน้อย “ฉันมัดมือเขาไว้แล้ว น่าจะเปิดประตูห้องนํ้าไม่ได้”
…อยากรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้
ราวกับฟั้ารับฟังความคิด ข้างนอกเริ่มมีฝนโปรยลงมา
ซูหรานชะงัก รีบพุ่งไปที่ปากถํ้ามองออกไป
สายฝนละเอียดแทงทะลุหมอกหนา ค่อยๆ สลายหมอกให้จางลง
แสงออโรราบนท้องฟั้าเริ่มเลือนราง สีสันพิสดารถูกดึงออกจากผืนดินทีละเส้น
ซูหรานร้องอย่างดีใจ “อีกเดี๋ยวเรากลับได้แล้ว”
ทันใดนั้น
ซ่าาาา
ฝนปรอยเปลี่ยนเป็นห่าฝนในพริบตา ซัดหมอกหายเกลี้ยง ลมแรงพัดกระหนํ่าราวคลื่นซัดหน้าผา
สีหน้าซูหรานเปลี่ยนไป
ซิงหลินกล่าวเรียบๆ “ฝนหนักขนาดนี้ รอก่อนเถอะ”
“ไม่ได้ ตอนนี้ต้องกลับเลย ปุั๋ยหมักจะพังหมดแล้ว”
บ้านตระกูลซู
เสวี่ยถวนกับจูจูเดินวนกระวนกระวายอยู่หลังประตู ด้านหลังพวกมันประตูห้องนํ้าถูกกระแทกดังปึงปัง มีเสียงอู้อี้สิ้นหวังลอด ออกมา แต่ทั้งสุนัขทั้งไก่ไม่มีเวลาสนใจ
ปากทางหมู่บ้านริมทะเล มีเงาร่างหนึ่งฝั่าฝนปรากฏขึ้น มือหนึ่งถือถัง อีกมือกำพลั่ว เขาชะเง้อมองอยู่พักใหญ่ เห็นว่าถนนที่ถูก กีดขวางไว้ไม่มีซอมบี้ จึงรีบวิ่งเข้าไป
กลับถึงบ้านที่พักชั่วคราว วางของแล้วร้องเรียกคนในบ้าน เรียกอยู่นานไร้เสียงตอบรับ ดวงตากลอกไปมาเหมือนนึกอะไรได้ จึง ออกไปยังบ้านฝังตรงข้าม
ไม่รู้ว่าเพื่อนอยู่ข้างในไหม สถานการณ์เป็นอย่างไร จะเคาะประตูก็ลังเล
หลังยืนตากฝนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาหันกลับไปยกบันไดออกมา
…
ในห้องนํ้า ชายหนวดพยายามทุกวิถีทางแต่ชนประตูไม่เปิด
มือเท้าถูกมัดหมด มือยังถูกมัดไขว้หลัง นิ้วกระดิกไม่ได้
เขาร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง จู่ๆ แววคิดผุดขึ้น รีบใช้ลิ้นดันผ้าที่อุดปาก…พยายามจนลิ้นแทบเป็นตะคริว ในที่สุดผ้าก็หลุด เขาก้ม ลงกัดลูกบิดประตู
กัด กัด จนอ้าปากกว้างแทบกรามหลุด นํ้าลายไหลย้อย สุดท้าย คลิก! กลอนเปิดแล้ว
เขาดิ้นเปิดประตู ไม่สนเสียงเห่าและเสียงปีกกระพือ รีบพุ่งไปยังประตูใหญ่ แต่ประตูห้องนั่งเล่นกลับปิดอยู่
ชายหนวดสบถลั่น หมุนตัวพุ่งใส่ผนังฝังตรงข้าม กระโดดชนหน้าต่างกระจกแตกกระจาย กลิ้งออกไปท่ามกลางสายฝน
ลมแรงแทบพัดเขาปลิว
เขาโซเซลุกขึ้น ดั่งนักโทษที่เพิ่งแหกคุกสำเร็จ แหงนหน้าหัวเราะลั่นกลางพายุ “ฉันออกมาแล้ว ฮ่าๆ แกตายแน่ แก”
บางสิ่งร่วงลงจากฟั้า รูม่านตาเขาหดวาบ ของสิ่งนั้นพุ่งตรงใส่ใบหน้า
ชายตาเขปีนบันไดขึ้นอย่างสั่นๆ
ลมแรงเสียจนแทบปลิว
ในที่สุดก็ปีนถึงกำแพง ปาดนํ้าฝนออกจากหน้า มองเข้าไปในลานบ้าน ภาพที่เห็นทำเอาเขาผงะ “เฮ้ย”
บางอย่างพุ่งตรงมาทางเขา!
ซูหรานกับซิงหลินวิ่งกลับหมู่บ้านริมทะเลอย่างราบรื่น จนกระทั่งห่างจากบ้านเพียงสองร้อยเมตร ลมพายุพลันกระหนํ่าขึ้น แล้วซู หรานก็ถูกพัดลอย!
เขาลอยขึ้นฟั้าอย่างมึนงง มือยังกำถังพลาสติกแน่น หอยนางรมในถังไม่รู้เพราะแน่นเกินไปหรืออย่างไร ต่างตัวติดตัวแน่น แม้ถัง จะพลิกควํ่าก็ไม่มีตัวไหนหล่นออกมาเลยสักตัว
ซิงหลินคว้าข้อมือเขาไว้ได้ทัน แต่ถัดจากนั้น ตัวเขาเองก็ถูกพัดลอยขึ้นมาด้วย
เสี้ยววินาทีคับขัน เงือกหนุ่มคว้ากิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด มืออีกข้างกระชากซูหรานเข้ามา เสียงถูกลมฉีกกระจาย “กอดฉันไว้”
สายฝนฟาดกระหนํ่าจนซูหรานแทบลืมตาไม่ขึ้น เขาพยายามเอื้อมแขนไปโอบเอวอีกฝั่ายแน่น ซิงหลินจึงปล่อยมือจากเขา เปลี่ยน ไปจับกิ่งไม้ด้วยสองมือ กระชากตัวเข้าใกล้ลำต้นใหญ่แล้วกอดยึดไว้
ทว่าทำได้เพียงเท่านั้น
ท่ามกลางลมกรรโชกและสายฝน พวกเขาปลิวว่อนราวว่าวไร้สาย
แล้วซูหรานก็เห็นภาพประหลาดที่สุดในชีวิต
ใบไม้ เศษหญ้า ถูกดูดขึ้นฟั้า
กองปุั๋ยหมักถูกดูดขึ้นฟั้า
ซอมบี้นับไม่ถ้วนถูกดูดขึ้นฟั้า
กองมูลสุนัขที่ยังย่อยสลายไม่หมดแยกตัวออกจากกองหญ้า ท่อนดำเล็กๆ กับใบไม้ที่เปือนมูลไก่หมุนวนขึ้นไปกลางอากาศ
ยังมีคน คนที่ปลิวขึ้นฟั้า และปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่ง
มันใหญ่ราวภูเขาลูกย่อม หนวดหกเส้นฟาดสะบัดกลางอากาศ อีกสองเส้นยัดปลายเข้าไปในปากมนุษย์สองคน ชายหนวดกับ ชายตาเขนั่นเอง
ทั้งคู่ตาเหลือกดิ้นพล่าน คนกับปลาหมึกเชื่อมต่อกันด้วยท่าทางชวนอุทานว่า นี่มันอะไรกัน แล้วลอยสูงขึ้นไป
ซูหรานอ้าปากค้างเงยหน้ามอง
แล้วในวินาทีที่ลมหยุดลงกะทันหัน เขาก็ได้แต่มองทุกอย่าง ซอมบี้ เศษฟาง ใบไม้ มูลสุนัข มูลไก่ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ร่วงลงสู่ พื้นราวเม็ดฝน
…เมื่อไร้แรงลมคํ้าจุน เขากับซิงหลินก็ร่วงลงเช่นกัน
เอวของซูหรานถูกโอบไว้ ไม่รู้ว่าเงือกหนุ่มควบคุมสมดุลอย่างไร แต่สุดท้ายพวกเขาลงพื้นได้อย่างมั่นคง
“…………” ซูหรานพยุงแขนซิงหลิน มองไปข้างหน้าอย่างสงบผิดปกติ “ทำไมปลาหมึกถึงทำแบบนั้น?”
ซิงหลินตอบเสียงเรียบ “เพราะเขาวิปริต”
……เดี๋ยวนะ ซอมบี้ลุกขึ้นมาแล้วนะ
ซูหรานคว้าเหล็กพลั่วออกจากถัง ตะโกนลั่น “จัดการซอมบี้ก่อน”
เช้าวันนี้เหนือจริงเกินกว่าจะย้อนคิดอีก
ลมหยุดแล้ว ฝนยังตก พื้นดินลื่นเฉอะแฉะ พลาดเพียงก้าวเดียวก็ล้มได้
ซูหรานแทบแยกหน้าใครไม่ออก ต้องดูจากสีเสื้อหรือรูปร่าง
ดูเหมือนซอมบี้ครึ่งหมู่บ้านถูกลมกวาดมารวมกันที่นี่ เขาเหวี่ยงพลั่วฟาดไม่หยุด ฝั่าทางกลับบ้าน และตอนนั้นเองจึงเห็นชัด กลางหนวดปลาหมึกยักษ์มี คน ยืนอยู่
เขายืนเฉยๆ แล้วใช้หนวดที่งอกออกจากหลังฟาดตบซอมบี้รอบตัวไม่หยุด ราวกับสัตว์ประหลาดเก้าหางในนิยาย
“นี่เพื่อนนายเหรอ?” ซูหรานถามอย่างตกตะลึง
“ไม่ใช่” ซิงหลินบีบหัวซอมบี้แตกข้างๆ ตอบนิ่งๆ
ทันใดนั้น ปลาหมึกร้องลั่น
ซูหรานเพ่งมอง เห็นชายตาเขกับชายหนวดกัดหนวดเส้นหนึ่งของมัน ดวงตาขุ่นมัว ใบหน้าบิดเบี้ยว กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว
“ซิงหลิน มาช่วยตัดหนวดฉันหน่อย” ปลาหมึกตะโกน
ซูหราน “เขาเป็นเพื่อนนายแน่ๆ”
ซิงหลิน “ไม่รู้จัก”
ปลาหมึกโอดครวญ “ไม่มาฉันจะกลายเป็นซอมบี้แล้ว”
ซูหรานพุ่งเข้าไปทันที ซิงหลินขมวดคิ้วนิดหนึ่ง
พอถึงตัว เขาไม่พูดพรํ่าทำเพลง ฟันพลั่วใส่หนวดที่ถูกกัดฉับเดียว
หนวดขาด ชายหนวดกับชายตาเขเสียหลักล้มกลิ้ง
แต่ไม่นานพวกมันก็ถ่มเศษหนวดทิ้ง ลุกขึ้นพุ่งกลับมาอีก สีหน้าอาฆาตแค้นราวกับมีเรื่องส่วนตัวปนอยู่
“เมื่อกี้ทำไมนายเอาหนวดยัดปากพวกเขา” ซูหรานตะโกนถาม พลั่วปะทะกับตาโตเสียงดัง
ปลาหมึกใช้หนวดที่เหลือทั้งเจ็ดฟาดซอมบี้รอบด้าน ยืนตัวตรงอธิบาย “พวกเขาตะโกนดังเกินไป จะล่อซอมบี้มา ซิงหลินบอกให้ ฉันเฝั้าพวกเขาไว้…”
ซูหราน “……” เลยอุดปากด้วยวิธีนั้น
เขารู้สึกมึนงง “แล้วโดนกัดแบบนี้ ตัดแค่เส้นเดียวพอเหรอ”
“พอ ฉันทดลองมาหลายครั้งแล้ว ตัดทันก็ไม่ติดเชื้อ อีกไม่นานก็จะงอกใหม่…”
หลายครั้ง?!
ซูหรานไม่รู้จะบ่นตรงไหนก่อน ดีแต่พ่นลมหายใจ “แล้วทำไมนายยืนเฉยๆ ไม่ขยับตัวเลย”
“อ้อ เพราะตอนหนวดฉันขยับ ตัวฉันจะขยับไม่ได้ แต่ถ้าตัวขยับ หนวดก็จะขยับไม่ได้…”
ซูหราน “…………” นี่มันค้างบั๊กอะไรอยู่!
เงาดำพุ่งเข้ามา ชายหนวดซอมบี้คลั่ง ใบหน้าเหี้ยมเกรียมใกล้เข้ามาแล้ว ซูหรานชักมือไม่ทัน
เสี้ยววินาทีหนึ่ง มือขาวเย็นคว้าหน้าอีกฝั่ายไว้แน่น แล้วเหวี่ยงออกไปอย่างแรง
ด้านหลังซิงหลินคือซอมบี้ล้มระเนระนาด เขาบีบคอชายตาเขโดยไม่หันกลับ “หักคอไม่เป็นหรือไง หนวดงอกมาเสียเปล่า”
สิ้นคำ ศีรษะชายตาเขห้อยพับลงในมือเขา ร่างซอมบี้ล้มครืน
ปลาหมึกยักษ์ชะงักงันไปชั่วขณะ
แล้วปลาหมึกยักษ์ก็ทอดถอนใจจากใจจริง “จะพูดถึงความโหดเหี้ยม ยังไงก็ไม่มีใครสู้ได้เท่านายจริงๆ”
ชายหนวดพุ่งเข้ามาอีกครั้งราวกระสุน ซิงหลินสีหน้าเรียบเฉยเบี่ยงตัวหลบ ด้านหลังพลันมีเสียงร้องลั่น “โอ๊ย!”
ซูหราน “……ตอนนี้ช่วยเลิกหํ้าหั่นกันเองก่อนได้ไหม”
เขาหันกลับไป ฟาดศีรษะชายหนวดแบนราบ แล้วฟันหนวดอีกเส้นของปลาหมึกขาดตามไป
ปลาหมึกยักษ์มีผมยาวสีดำเหมือนตอนแรกที่ปรากฏตัว เพียงแต่ไม่ดกหนาและไม่ลื่นเรียบเท่าซิงหลิน เส้นผมเปียกฝนแนบแก้ม ซีดผอม ดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
เขามองซูหราน พลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ขอบคุณนะ”
ซูหรานอดกังวลไม่ได้ “นายไม่เป็นไรแน่เหรอ” หายไปตั้งสองเส้นเลยนะ
ปลาหมึกขยับหนวดที่เหลือหกเส้น “ถ้าจะพูดจริงๆ รู้สึกตัวเบาขึ้นเยอะเลย…”
ซูหราน “…………” พอเถอะ
ซอมบี้บนถนนยิ่งรวมตัวกันมากขึ้น ฆ่าเท่าไรก็ไม่หมด
ทั้งสามถอยร่นเข้าไปในลานบ้าน ใช่ ปลาหมึกยักษ์เสียหนวดครบแปดเส้นในที่สุด ราวกับสลับโหมดใหม่ เปลี่ยนมาใช้ร่างมนุษย์ เข้าปะทะแทน พอปิดประตู เสียงทุบ เสียงกระแทกดังสนั่นไม่หยุด
ซูหรานกับซิงหลินช่วยกันดันประตู ปลาหมึกรีบลากเฟอร์นิเจอร์มาขวาง
ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งหมดถอยออกมา มองประตูและกองของที่สั่นสะเทือน ก่อนแรงกระแทกจะค่อยๆ เบาลง เสียงทุบค่อยๆ เงียบ ไป เหลือเพียงเสียงฝนกระหนํ่า
ซูหรานหอบหายใจ ตัวเปียกชุ่ม
เขาก้มมองพื้นโดยสัญชาตญาณ
วัชพืชเปียกเละเต็มพื้น
คงเป็นปุั๋ยหมักที่เขากับซิงหลินช่วยกันกองไว้ก่อนหน้า
เขาหันไปมองแปลงผักด้านขวา
ผักและต้นกล้าล้มราบไปหมด นอนอ่อนแรงอยู่บนดิน ถูกฝนซัด ถูกนํ้าขังท่วม
อีกมุมหนึ่ง ปลาหมึกกับซิงหลินกำลังคุยกัน แต่ซูหรานไม่ได้ยิน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้า จึงหมุนตัวเดินเข้าบ้าน
“……อีกนิดเดียวฉันก็จะเก็บกองปุั๋ยทั้งหมดได้แล้ว” ปลาหมึกพูดค้าง เมื่อเพื่อนตรงหน้าจู่ๆ ก็เบือนสายตา
ซิงหลินมองแผ่นหลังซูหราน “ซูหราน?”
“……ฉันขึ้นไปอาบนํ้าก่อน พวกนายก็เข้ามาเร็วๆ …อย่าลืมปิดประตู”
เสวี่ยถวนกับจูจูที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าออกมา รีบตามติดข้างกายเขา
ซูหรานวางถังพลาสติกลง ก้าวเท้าหนักอึ้ง หายเข้าไปในตัวบ้าน
ฝนยังตกไม่หยุด
ปลาหมึกชะงักเล็กน้อย “นายจะไปปลอบเขาไหม”
ซิงหลินมองทิศทางที่ซูหรานหายไป นํ้าเสียงราบเรียบ “แรงงานที่ทำมาถูกทำลายหมด คำปลอบใจมีประโยชน์อะไร”
“อย่างน้อยก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้น”
“อ้างอิงจากอะไร”
“จากที่เคยมีคนปลอบฉัน”
ซิงหลินหันกลับมามอง
ปลาหมึกยักไหล่ “มันรู้สึกดีนะ”
พอเข้าบ้าน เสียงฝนถูกผนังกั้นไว้ เหลือเพียงเสียงพร่าเลือน
ซูหรานขึ้นชั้นสาม อาบนํ้าอุ่นลวกๆ เปั่าผมให้แห้ง แล้วกลับเข้าห้องนอน
เขาทิ้งตัวลงบนเตียง ควํ่าหน้ากอดผ้าห่ม ความคิดเชื่องช้าลงเรื่อยๆ
…ฝนยังตก
ฝนหนักขนาดนี้ ควรเอาถังเก็บนํ้าฝนไปตั้งในลานบ้าน เปิดรับนํ้าให้หมด…
เส้นทางลำเลียงนํ้าถูกทำลายไปแล้ว ไม่รู้เมื่อไรจะซ่อมได้
พวกเขาต้องการนํ้า
แต่เหนื่อยเหลือเกิน
อยากปล่อยทุกอย่างไว้แบบนี้ แล้วหลับไปเสียที…
แล้วซูหรานก็หลับจริงๆ
เขาฝัน
ในฝัน พ่อกำลังก้มตรวจต้นกล้า ตรวจเสร็จก็ยืนขึ้น ดึงหมวกสานลงเล็กน้อย หันมายิ้มให้ “โตดีมาก เดือนหน้าก็กินได้แล้ว”
กลางคืน แม่เอาเศษอาหารที่สะสมหลายวันไปฝังใต้ต้นส้มสะดือ เงยหน้ามองกำแพงแล้วพึมพำ “แมวจรจัดคราวก่อนปีนเข้ามา จากข้างนอกหรือเปล่านะ…มันกระโดดสูงขนาดนั้นเลยเหรอ”
ท้องฟั้ามืด แต่ในบ้านเปิดไฟสว่าง
ชั้นสอง น้องสาวนั่งทำการบ้าน แอบชะโงกดูสวนด้านล่าง ถูกเขาจับได้ก็แลบลิ้นแล้วก้มหน้าทำต่อ
พี่ชายยืนคุยโทรศัพท์ริมหน้าต่าง อีกมือคลายเนกไท
ซูหรานมองภาพรอบตัว รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาเงียบๆ ภาวนา อย่าให้ใครบุกเข้ามา อย่าให้ใครทำลายทุกอย่าง ขอให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตเงียบสงบแบบนี้…
จู่ๆ ฝั่ามือก็สั่น
เขาก้มลง เห็นโทรศัพท์อยู่ในมือ หน้าจอขึ้นสายเรียกเข้า “แม่”
พอเงยหน้าขึ้น แม่หายไปแล้ว ไฟในบ้านก็ดับหมด
เขาตกใจ รีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ข้างในมืดสนิท เขาตะโกนเรียก ไม่มีเสียงตอบ
โทรศัพท์ยังสั่น เขารีบกดรับ แนบหู เสียงแม่ดังขึ้นอย่างหอบเหนื่อย
“หรานหราน ใช่ลูกไหม ได้ยินแม่ไหม ลูกไม่ได้ออกไปใช่ไหม อยู่บ้านใช่ไหม? ห้ามออกไปนะ อยู่ในบ้านดีๆ แม่กับพี่อยู่ด้วยกัน จะ หาทางกลับไป พ่อกับอี้ซินก็ปลอดภัย พวกเราจะกลับบ้าน จะกลับไปหาลูก!”
“แม่” คอเขาแห้งผาก
“ต้องเชื่อฟังแม่นะ เป็นเด็กดี อย่าออกไปเด็ดขาด ฉัน”
สายตัด เหลือเพียงเสียงสัญญาณว่าง
ซูหรานลดโทรศัพท์ลง แล้วพบว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในรถ
บนสะพานด้านนอก รถติดยาว ผู้คนกรีดร้องวิ่งหนี ซอมบี้พุ่งเข้าทำร้ายมนุษย์อย่างคลุ้มคลั่ง
เหงื่อเย็นชุ่มตัว อีกมือกำมีดทำครัวที่หักครึ่ง แขนเปือนคราบสกปรก
หน้าอกกระเพื่อมแรง ดวงตาจ้องปลายสะพานเขม็ง
ทันใดนั้น กระจกรถถูกเคาะปึงปัง เสียงพี่ชายบ้านข้างๆ เล็ดลอดเข้ามา “ออกมาเร็ว กลับกันเถอะซูหราน เราไปต่อไม่ได้แล้ว ต้องถอย”
“ซูหราน!”
เขาหลับตา กัดฟัน ดึงประตูรถเปิดออก
ความฝันยุ่งเหยิง ไร้ลำดับ
ซูหรานกลับไปยังถํ้าแห่งนั้นอีกครั้ง
ตัวเขาในวัยเด็กนั่งกอดเข่า ฟังเสียงคลื่นซัดโขดหิน มองท้องฟั้ากับทะเลด้านนอก ราวกับจะมองได้ชั่วกาลนาน
เขาตื่นเต้น ดีใจ ปีนไปที่ปากถํ้าเป็นระยะๆ แอบชะโงกมองว่ามีใครเดินผ่านไหม มีใครเห็นเขาหรือเปล่า
ถ้าไม่มี เขาก็ถอยกลับเข้ามาในถํ้า แกว่งเท้าเล็กๆ ฮัมเพลงในใจอย่างมีความสุข
แต่ค่อยๆ พระอาทิตย์คล้อยตํ่า พลบคํ่าแผ่คลุมท้องฟั้า ก็ยังไม่มีใครพบเขา
จากความตื่นเต้น กลายเป็นสงบ จากสงบ กลายเป็นสงสัย จากสงสัย กลายเป็นกระสับกระส่าย
ฟั้ามืดแล้ว ในถํ้ายังมีเพียงเขาคนเดียว
เขาอยากออกไป แต่กลับออกไปไม่ได้
ในที่สุดความหวาดกลัวก็เริ่มกัดกิน
ที่นี่คือที่หลบภัยของเขา
แต่ในที่หลบภัยนี้ ไม่ควรมีแค่เขาคนเดียว
ซูหรานรู้สึกได้ถึงมือหนึ่งวางลงบนหน้าผากเขาอย่างแผ่วเบา
มือนั้นเก้ๆ กังๆ คล้ายอยากลูบ แต่ไม่รู้ควรออกแรงแค่ไหน ไม่รู้จะปลุกเขาหรือเปล่า
เหมือนพ่อ เหมือนพี่ชาย คล้ายซูอี้ซิน แล้วก็เหมือนแม่…
เขาไม่รู้ว่าเป็นใคร เพียงแต่ขยับแก้มถูเบาๆ ตามสัญชาตญาณ
แล้วความฝันก็สลาย
เขาจมลงสู่การหลับลึกท่ามกลางความมืดสนิท
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังจากนอกหน้าต่าง
ซูหรานลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย สิ่งแรกที่เห็นคือเพดาน
เขาหันศีรษะอย่างง่วงงุน เห็นนกกระจอกตัวหนึ่งเกาะขอบหน้าต่าง ร้องอีกสองครั้งก่อนจะกระพือปีกบินจากไป
แสงอาทิตย์สีส้มแดงยามเย็นอาบเต็มห้อง
เขานิ่งงันอยู่นาน ชั่วขณะหนึ่งแยกไม่ออกว่าเวลาไหน วันอะไร
จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยจากชั้นล่าง จึงนึกถึงฝนห่าใหญ่ก่อนหน้านี้
ซูหรานลุกจากเตียง เดินไปเปิดหน้าต่าง
ลมเย็นสดชื่นพัดเข้ามา
เบื้องล่าง พื้นดินแห้งไปกว่าครึ่ง วัชพืชถูกกวาดไปรวมกองที่มุมหนึ่ง
ประตูรั้วเปิดอ้า ปลาหมึกกับซิงหลินยืนอยู่นอกรั้ว ไม่รู้กำลังกระซิบอะไรกัน
สายตาเขาเลื่อนไปทางขวา เห็นเสวี่ยถวนกับจูจูกำลังเล่นกันบนพื้น แล้วเลื่อนไปอีกนิด ก็ชะงัก
ในแปลงผัก พืชทุกต้นตั้งตรงสดใส
ตั้งตรง แข็งแรง เชิดหัวอย่างองอาจ
ซูหรานนิ่งไปสองวินาที ก่อนหมุนตัวพุ่งลงบันได วิ่งเข้าไปในลานบ้าน จ้องทุกอย่างอย่างไม่อยากเชื่อว่ายังไม่ตื่น
เมื่อได้ยินเสียง ฝั่ายนั้นก็หันมามองเขา
เขาหันมามองพวกเขาเช่นกัน สีหน้างุนงงสุดขีด
“หลังฝนหยุด พวกมันก็ค่อยๆ ลุกขึ้นเอง” ซิงหลินพูดอย่างเนิบช้า “ฉันกับอวี๋ลี่ไม่ได้ช่วยอะไร น่าจะเป็นการกลายพันธุ์ของพืช”
“อวี๋ลี่ก็คือฉัน” ปลาหมึกชี้ตัวเอง
ซูหรานใช้เวลาย่อยข้อมูลสามวินาที ก่อนยกมือชี้ไปทางโรงเพาะกล้าไกลๆ
ตอนเช้าเขาไม่ได้สังเกต คิดว่าผักยังล้มขนาดนั้น คนยังปลิวได้ โรงเพาะกล้าคงโดนพัดหายไปแล้ว
แต่ตอนนี้มันยังตั้งอยู่ดี
แม้จะมีพลาสติกคลุม แต่เขามั่นใจว่าเห็นต้นกล้าข้างในปลอดภัยดี
ซิงหลินมองตามนิ้วเขาอย่างเฉื่อยชา
“อืม ปลอดภัยหมด”
อวี๋ลี่อธิบาย “เช้าๆ ก่อนออกไป ซิงหลินให้ฉันเสริมความแข็งแรงกองปุั๋ย กลัวซอมบี้คลั่งแล้วเตะมันล้ม นายจะใจแตกสลาย”
“ฉันเลยขนหินกับเฟอร์นิเจอร์ออกไปกดทับ เหลืออีกกองเดียวก็เสร็จ แต่จู่ๆ ลมแรงมาก ฉันรู้สึกไม่ดี เลยเอาของที่ถืออยู่ไปทับ โรงเพาะกล้าไว้หมด แล้วก็ได้ยินมนุษย์สองคนนั้นตะโกน เลยจัดการพวกเขา ก็เลยเป็นอย่างที่นายเห็น…”
“สรุปคือ” เขาปลอบ “นอกจากกองปุั๋ยหนึ่งกองที่กระจาย อย่างอื่นยังดีหมด”
“ฉันจะให้ซิงหลินขึ้นไปปลอบนาย แต่เขาบอกให้นายหลับก่อน รอใจเย็นแล้วค่อยบอก…”
ซูหรานเงียบไปนาน
นานจนเสวี่ยถวนกับจูจูเดินมามองหน้าเขาอย่างกังวล
เขาค่อยๆ ก้มตัว มือเท้าเข่า
อวี๋ลี่หยุดพูด กระซิบ “ซาบซึ้งจนร้องไห้เหรอ? เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าปลอบมีประโยชน์”
ซิงหลินเหลือบมอง “ประโยชน์คือทำให้ร้องไห้?”
“ร้องไห้เพราะซาบซึ้งกับร้องไห้เพราะเศร้าน่ะแยกหน่อยสิ เฮ้อ นายไร้อารมณ์จริงๆ”
“หึ”
“แทบไม่มีมนุษยธรรม”
“หนวดนายงอกกลับมายัง?”
“ยัง อย่าหวังเลย ไม่มีให้ฟัน”
“รู้ได้ไงว่าไม่งอก”
“เพราะตัวฉันยังเบาสบายมาก”
ซูหรานยืดตัว “ฉันไม่ได้ร้องไห้”
ทั้งคู่หยุดเถียง มองเขาพร้อมกัน
“แค่รู้สึกว่า…” เขาใช้มือปิดครึ่งหน้า เหลือเพียงปากที่ยกยิ้ม เสียงแหบเล็กน้อย “ฉันอาจจะล้มง่ายเกินไปหน่อย”
ซิงหลินมองเขาครู่หนึ่ง แล้วเบือนสายตา “มนุษย์ก็เปราะบางแบบนี้ ถูกโค่นก็ปกติ”
คำพูดไม่เพราะนัก แต่ฟังออกว่าเป็นการปลอบ
ซูหรานสูดหายใจลึก ผ่อนออก ชั่วครู่จึงคลายมือ เผยรอยยิ้มกว้าง
“ขอบคุณนะ พวกนาย”
“ไม่เป็นไร” อวี๋ลี่เอียงหัว
เมื่ออารมณ์ปรับดี ก้าวเดินก็เบาขึ้น
ซูหรานถาม “เมื่อกี้พวกนายยืนทำอะไรกัน?”
อวี๋ลี่ตอบ “ก่อนหน้านี้มีซอมบี้โดนลมพัดมาที่นี่ ฝนหยุดแล้วพวกมันออกไม่ได้ เราเลยจัดการ เหลือศพเต็มไปหมด…”
ซูหรานยืนข้างซิงหลิน กระซิบเบาๆ “ขอบคุณที่ไปหาฉันก่อนหน้านี้ด้วย”
ซิงหลินชะงัก ก้มตามองเขา
อวี๋ลี่ยังพูดต่อ “ศพจัดการง่าย ฝังหมดก็จบ แต่มีเรื่องแปลก เราไม่ทันสังเกตมาก่อน ดูถนนนี่สิ”
ซูหรานมองตาม
“ไม่รู้มาจากไหน มีอึเต็มไปหมด”
ฝูงนกกระจอกบินผ่านเหนือหัว
ถนนตรงหน้าพวกเขา นอกจากศพซอมบี้นอนระเกะระกะ ยังเต็มไปด้วยก้อนสีดำคลํ้าจำนวนมาก
ซูหรานนิ่งสองวินาที
ยกมือขยี้ตา มองใหม่… ก็ยังเป็นอึจริงๆ ก้อนแล้วก้อนเล่า
…อึของเสวี่ยถวนแบ่งตัวแบบไมโทซิสเหรอ?
ซิงหลินเดินออกไป พลิกศพซอมบี้ที่ควํ่าหน้าอยู่
ใบหน้าบิดเบี้ยวแหงนขึ้น เขาสังเกตครู่หนึ่ง ก่อนเตะอีกศพให้หงาย
ไม่นาน ซูหรานก็เห็นความผิดปกติ
ท้องของซอมบี้พวกนี้แตกหมด
เขาถามอวี๋ลี่ “นายควักเหรอ?”
“ฉันไม่มีงานอดิเรกควักท้องคน”
“ฉันก็ไม่มี”
ซิงหลิน “อย่ามองฉัน”
ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้เดียว ตอนพายุพัดพวกมันขึ้นฟั้า แรงลมฉีกท้อง อึเลยร่วงลงมา
พอมองดีๆ ก็สมเหตุสมผล
เพราะบางตัวขาขาด แขนขาด
พวกเขาเล็งโจมตีแต่หัว ไม่เสียแรงไปจุดอื่น
ซูหรานลูบหน้า
วันมหัศจรรย์ยังไม่จบ
“ฝังไปพร้อมศพเถอะ” ซิงหลินลุกขึ้น “เคลียร์ถนนให้สะอาดก่อน ค่อยไปจัดการกองปุั๋ยที่กระจาย ใบไม้กับลำต้นเก็บหมดแล้ว เอาไปกองที่หัวถนนก็…”
สายตาเขาหยุดที่ซูหรานซึ่งกำลังครุ่นคิด
“……คิดอะไรอยู่?”
ซูหรานพึมพำ “อึเยอะขนาดนี้ ทิ้งก็เสียดาย”
ซิงหลินกับอวี๋ลี่ “?”
“บางที… อาจทำปุั๋ยหมักจากอึซอมบี้ได้?”