ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 32
ตอนที่ 32
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใด หากถูกบังคับให้ เปิดเครื่อง ตั้งแต่ยังไม่ตื่นดี ก็ต้องเบลอเป็นธรรมดา
เงือกหนุ่มทำท่าไม่แยแสกับเรื่องนี้ ก่อนจะสะดุดธรณีประตูจนเซเกือบล้มที่หน้าประตูบ้าน
เวลา 4:40 น.พวกเขามาถึงบ้านลุงใหญ่
ลู่หนีกับอวี๋ลี่ใช้หนวดสัมผัสยกเรือดีเซลในโรงรถขึ้น ส่วนซูหราน ซิงหลิน และจางสือมุดเข้าไปใต้ท้องเรือ เริ่มจัดการแพ็กของ
ขั้นแรกพันด้วยโฟมไข่มุกหลายชั้น ห่อหัวเรือท้ายเรือเข้าไปด้วย จากนั้นก็พันบับเบิลแรปอย่างบ้าคลั่ง จนเรือลำนี้ดูราวกับมนุษย์ที่ ใส่แผ่นเสริมส้น ความสูงเพิ่มขึ้นกว่าห้าสิบเซนติเมตร
เมื่อแพ็กเสร็จ ซิงหลินยกถังนํ้ามันดีเซลจากมุมห้องขึ้นมา ลู่หนีเก็บหนวดสัมผัส แล้วถอยออกจากโรงรถพร้อมทุกคน เปิดทางให้ ถนนหลักด้านนอก
“มา ลองดู” ซูหรานกลั้นหายใจ
หนวดทั้งสี่ของอวี๋ลี่เลื้อยลอดใต้ท้องเรือ รัดลำเรือไว้ อีกสี่หนวดคํ้าพื้น
เขาค่อยๆ เหวี่ยงเรือขึ้น
“เดี๋ยวก่อน!” ซูหรานตะโกนเสียงดัง จนอวี๋ลี่เกือบหนวดลื่น “หัวเรือจะชนเพดานโรงรถแล้ว!”
……
สิบนาทีต่อมา พวกเขาช่วยกันเข็นเรือออกจากโรงรถ อวี๋ลี่ใช้หนวดรัดลำเรืออีกครั้ง เหวี่ยงขึ้นสูง แล้วสะบัดไปข้างหน้า
ลำเรือเอียงเล็กน้อย ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึก หัวเรือกระแทกพื้นก่อน
ทว่าเพราะมีโฟมไข่มุกกับบับเบิลแรปห่อหุ้มหลายชั้น มันจึงเพียงส่งเสียง “ตุ้บ” ทึบๆ เท่านั้น
ซูหรานกับจางสือรีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบ
“ไม่เป็นไร สภาพดี!” จางสือตะโกน
“โอเค งั้นไปแบบนี้แหละ!” ซูหรานเอ่ย ลู่หนีส่งเสียงเฮ
จากนั้นพวกเขาก็ตามอวี๋ลี่ออกจากลานบ้านลุงใหญ่ มุ่งสู่ทางดินในหมู่บ้าน
ฟั้ายังไม่สว่างดี เหล่าซอมบี้ที่ยังไม่ได้กลับเข้าลานบ้านของตัวเองถูกเสียงประหลาดดึงดูด ต่างพากันรวมตัว
พวกมันถูกขวางไว้ด้วยสิ่งกีดขวางสารพัด มองภาพตรงหน้าแล้วส่งเสียงคำรามตํ่าอย่างดุร้าย ทว่าสายตากลับเจือความงุนงง ไม่ เข้าใจเลยว่า คนสองเงือกสามกำลังวุ่นวายอะไรกันตั้งแต่เช้ามืด
เสียง “ตุ้บๆๆ” ประหลาดดังสะท้อนไปครึ่งหมู่บ้าน จนเกือบตีห้าก็มาถึงชายทะเล
ตามที่ซูหรานคำนวณ นํ้าลงวันนี้น่าจะเริ่มราวหกโมง
แต่ถ้ารอถึงตอนนั้นคงสายเกินไป พวกเขาต้องอาศัยช่วงนํ้าทรงตัวตอนนี้ออกเรือให้ได้
อวี๋ลี่ส่งเรือเข้าไปในฟองคลื่น ซูหรานพูดว่า “พอแล้ว อวี๋ลี่ ปล่อยมือ มาด้านหลัง!”
เหวี่ยงต่อไปเรือคงนํ้าเข้าแน่
อวี๋ลี่เก็บหนวด วิ่งดุ๊กดิ๊กไปท้ายเรือ ยืนรวมกับพวกเขา
ซิงหลินเทนํ้ามันดีเซลลงถังนํ้ามัน จากนั้นนำถังเปล่าไปวางไกลจากนํ้าทะเล
เมื่อเขากลับมา ซูหรานออกคำสั่ง ทุกคนช่วยกันดันเรือไปข้างหน้า
แรงลอยตัวทำให้เรือเข็นง่ายขึ้น
ระดับนํ้าค่อยๆ ท่วมข้อเท้า น่อง จนถึงหัวเข่า…
ซูหรานเห็นว่าได้ระดับแล้ว จึงตะโกน “ขึ้นเรือ!”
ทั้งห้าปีนขึ้นไปพร้อมกัน
จางสือลุกขึ้น ถูมือ เดินไปท้ายเรือ “ให้ผมลองดู”
เรือลำนี้ใช้ระบบสตาร์ตแบบเชือกดึงรุ่นเก่า จางสือเคยเล่นรถไถดีเซลแบบคล้ายๆ กันที่บ้านเกิด หลักการคงไม่ต่างมาก
เขาดึงเชือกครั้งหนึ่ง ตัวเรือสั่น ราวกับคนหลับสนิทถูกปลุกกะทันหัน ส่งเสียงสะดุ้ง
ครั้งที่สอง ก็เหมือนเดิม
ซูหรานที่กำลังจัดของอยู่กลางลำเรือ เงยหน้าขึ้นถามอย่างกังวล “ได้ไหม?”
จางสือไม่ค่อยมั่นใจนัก ยิ้มแหย “ผะ…ผมลองอีกที…”
เขาดึงเชือกครั้งที่สาม
ในที่สุด ควันดำก็พ่นออกจากท้ายเรือ เครื่องยนต์เริ่มเดินเสียง “ตึกๆๆๆ”
“ไปแล้วๆ!” จางสือตื่นเต้นเต็มที่ โยกคันบังคับ เรือลำยาวแปดเมตรค่อยๆ เคลื่อนสู่คลื่นทะเล
ซูหรานถอนหายใจโล่งอก
เขาหันกลับไป
ลู่หนีกับอวี๋ลี่เอาของที่เตรียมมาวันนี้ออกมาหมด สองคนนี้เตรียมราวกับมาปิกนิก ในกระเปั๋าผ้าใบมีมันฝรั่งทอดหนึ่งถุง ขนม กรอบหนึ่งถุง บิสกิตหนึ่งถุง ช็อกโกแลตหนึ่งแผง และโค้กสองขวด
ส่วนซูหรานเตรียมของอีกชุด… ถังพลาสติก พลั่วเหล็ก ที่งัดหอยนางรม ตาข่ายใบใหญ่เขาเองก็ไม่รู้จะใช้ทำอะไร เห็นแล้วก็หยิบ ติดมือมากับมีดทำครัวสองเล่ม
“จะไปฟันซอมบี้เหรอ?” เสียงเอื่อยเฉื่อยดังลงมาตรงหน้า
ซูหรานเงยหน้า ซิงหลินนั่งลงตรงหน้าเขา ชันเข่าข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งคํ้าพื้นเรือ ดวงตาปรือชัดเจนว่ายังง่วง
วินาทีต่อมา ชายหนุ่มยกมือขึ้นปิดปากหาว
เหมือนแมวตัวใหญ่ที่ง่วงจัด
ซูหรานเผลอยิ้ม “พูดตรงๆ นายอัดอั้นจนอยากออกมาเที่ยวใช่ไหม”
ไม่งั้นจะฝืนตามออกมาทำไม
หางตาซิงหลินมีนํ้าตาเอ่อ พอได้ยินก็มองเขาอย่างเอือมๆ
จากนั้นหรี่ตาลง จ้องเขาอยู่หลายวินาที จนหัวใจซูหรานเต้นแรง
ชายหนุ่มจึงเบือนสายตาไปทางด้านข้าง พ่นเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“นายคิดว่าฉันเป็นนักเรียนประถมหรือไง?”
สอง นักเรียนประถมตัวจริง เปิดถุงมันฝรั่งทอดเรียบร้อยแล้ว
“…งั้นไม่อยากถูกทิ้งไว้กับกองใหญ่ กลัวโดนกันออก?” ซูหรานพยายามกดหัวใจที่เต้นแรงไว้ พูดหยอกล้อไปด้วย มือก็หยิบ กุญแจมือที่หาได้จากห้องพี่ชายลูกพี่ลูกน้อง เอาเชือกปั่านที่เตรียมมาร้อยเข้าห่วง แล้วเริ่มผูกปม
ซิงหลินส่งเสียงหึเบาๆ อีกครั้งอย่างไม่แยแส
ซูหรานแอบชำเลืองมองเขาอีกครั้งอย่างเงียบๆ
เจ้าหมอนั่นวันนี้เปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตไซซ์ใหญ่ของพี่ชาย เสื้อเชิ้ตลำลองสีขาวตัวนั้น ถ้าอยู่บนตัวพี่ชายคงปลิวรับลมได้สองจังหวะ แต่พออยู่บนตัวเขากลับพอดีเปั๊ะ ขับให้รูปร่างดูสูงโปร่ง ไหล่กว้าง เอวคอด
ยิ่งท่าทางเอนพิงอย่างเกียจคร้านนั้น ก็เหมือนกำลังถ่ายแฟชั่นแมกกาซีน
ไกลออกไป แสงริบหรี่สองสามสายพุ่งขึ้นจากจุดหนึ่งบนเส้นขอบฟั้า ทะลุม่านราตรี ฉายให้เห็นสีนํ้าเงินเข้มหนาหนัก
ผิวนํ้าทะเลสงบนิ่ง นอกจากเสียงเครื่องดีเซล “ตึกๆๆ” ก็มีเพียงเสียงคลื่นนุ่มๆ ซัดกระทบลำเรือ “ซ่าๆ”
ฟั้าดินดูเงียบสงัดเหลือเกิน
ซูหรานค่อนข้างชอบช่วงเวลาแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าพวกเขากำลังจะไปทำเรื่องที่ไม่รู้ปลายทาง และอาจเต็มไปด้วยอันตรายก็คงดี
เขาทำเชือกตะขอแบบง่ายเสร็จ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ระยะจากฝังยังไม่ถึงสองร้อยเมตร สัญญาณยังพอรับได้
เขาเปิดแอปช่วยเหลือในวันสิ้นโลก ระบบแจ้งว่ามีคนตอบกลับสามข้อความ เขากดเข้าไปดู
“ฟั้าแลบอะไร?”
“ฟั้าร้องต้นฤดูยังไม่มาเร็วขนาดนี้มั้ง?”
“ผ่าจากพื้นขึ้นฟั้า? โลกใบนี้ฉันยิ่งดูไม่เข้าใจแล้ว…”
ดูเหมือนนอกจากพวกเขาแล้ว ไม่มีใครเคยเห็นสายฟั้าแบบนั้น
สัญญาณมุมขวาบนเหลือเพียงขีดสุดท้าย และในวินาทีถัดมา มันดับวูบกลายเป็นสีเทาต่อหน้าซูหราน
ตั้งแต่นี้ไป พวกเขาก็ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ซูหรานสูดหายใจลึก เก็บโทรศัพท์ใส่กระเปั๋ากางเกง
อวี๋ลี่กับลู่หนีกำลังเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรอบดังกร๊อบๆ พลางยื่นมาให้ถามว่า “เอาไหมแผ่นหนึ่ง?”
เดิมทีซูหรานจะปฏิเสธ เขากำลังตึงเครียด แต่พอเห็นซิงหลินยื่นมือไปหยิบอย่างใจเย็น เขาก็เริ่มอยากขึ้นมาบ้าง…
“ผมเอาด้วยๆ” จางสือก้าวยาวๆ เข้ามาคว้าถุง
ไม่นานทั้งห้าคนก็นั่งเคี้ยวมันฝรั่งทอดกร๊อบๆ พร้อมกัน ลู่หนีถามอย่างสงสัย “กว่าจะถึงเกาะนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
ซูหรานนึกครู่หนึ่ง “ประมาณครึ่งชั่วโมงมั้ง เรือช้าหน่อยก็คงสี่สิบนาที”
“ก็ไม่ไกลนี่นา”
“ไม่ไกลหรอก เมื่อก่อนชาวบ้านขึ้นไปกันเยอะ หลังๆ ไม่มีใครออกหาของทะเลแล้ว ก็เลยร้างไป”
“ทำไมไม่ออกหาทะเลแล้วล่ะ”
“เพราะไม่ขาดแคลนอาหารแล้วมั้ง คนรุ่นก่อนยังไปงัดหอยนางรม เก็บหอยลายบ้าง แต่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจแล้ว” ซูหรานหัว เราะเบาๆ ก่อนแก้คำ “คนเมืองอาจยังสนุกกับการหาของทะเล แต่คนที่โตมากับทะเล ส่วนใหญ่ก็เบื่อกันแล้ว”
ลู่หนีเอียงหัว “แต่นายไม่เบื่อ?”
“อืม” ซูหรานหันไปรับลมทะเล มองเส้นขอบฟั้าสีนํ้าเงินเข้ม เสียงนุ่มตํ่า “ฉันไม่เบื่อ”
ซิงหลินเงยตาขึ้น สายตาสงบนิ่งทอดมาที่เขา
จางสือที่ควบคุมทิศทางเรืออยู่ท้ายลำถอนหายใจ “จริงนะ ผมมาอยู่เกาะสองปีแล้ว เดือนแรกยังมาเล่นทะเลบ้าง หลังจากนั้นก็ แทบไม่มาเลย เกาะร้างข้างหน้านั่นผมยังไม่รู้ด้วยซํ้าว่าขึ้นได้”
ซูหรานพูดอย่างมีชีวิตชีวา “บนนั้นมีต้นไม้เก่าแก่มากต้นหนึ่ง สูงใหญ่หนาทึบ คุณตาฉันบอกว่าเป็นพันปีแล้ว ยังมีมะม่วงปั่ากับ เสาวรสปั่าด้วย ช่วงนี้ถ้าโชคดีอาจมีมะม่วงสุกให้เก็บ และตามโขดหินรอบเกาะก็หาเปั๋าฮื้อได้ง่าย!”
“เปั๋าฮื้อ!” จางสือตาเป็นประกาย
ลู่หนีตาวาว “ฉันจะกินเปั๋าฮื้อ!”
อวี๋ลี่มองอุปกรณ์ที่เตรียมมา “รู้งี้เอาถังมาเพิ่มอีกสองใบก็ดี…”
ซูหรานหัวเราะทั้งนํ้าตา “รอให้รู้ก่อนว่าสายฟั้านั่นคืออะไรเถอะ…”
จางสือครุ่นคิด “สายฟั้าอาจไม่เกี่ยวกับเกาะก็ได้ อาจยิงขึ้นจากทะเลด้านหลัง? หรือมีฐานวิจัยกลางทะเลกำลังทดลองใช้ฟั้าผ่าฆ่า แสงออโรรา”
ลู่หนีวางถุงขนม ปรบมือดังแปะๆ “ว้าว จินตนาการลํ้าเลิศ!”
จางสือหน้าแดง
อวี๋ลี่ไม่เงยหน้า “อย่าเข้าใจผิด ตอนนั้นเธอก็ชมหมาที่วาดรูปหัวใจด้วยฉี่แบบนี้เหมือนกัน”
“………”
บทสนทนาหยุดลงเมื่อซิงหลินที่เอนพิงกราบเรืออยู่ เอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย
“ซากเรือลำนั้นอยู่ข้างหน้า”
ซูหรานชะงัก “ซากเรืออะไร?”
อวี๋ลี่ตอบ “เรือชมพระอาทิตย์ขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเราสามคนลงทะเล เคยเจอศพลอยมาจากตรงนั้น”
ลู่หนีรีบก้มดูนํ้า จางสือก็ก้มตาม
ฟั้าสว่างขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมืดคลํ้าเป็นสีนํ้าเงินเข้มเกือบดำ ราวกับมีมหาสมุทรอีกผืนลอยอยู่เหนือศีรษะ
ใต้เรือ นํ้าทะเลค่อยๆ เปลี่ยนจากนํ้าเงินเข้มเป็นดำ พวกเขามาถึงหน้าผาใต้ทะเล ความมืดลึกดั่งเหว มีเงาดำเข้มกว่านั้นรวมตัวอยู่
ปลาที่เคยว่ายผ่านหายไป โลกทั้งใบเหมือนเงียบลงอีก นี่คือช่วงเงียบงันที่สุดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
ซูหรานกลั้นหายใจ
เขารักทะเลและยำเกรงมันมาตลอด โดยเฉพาะเขตนํ้าลึกเช่นนี้เหวจริงๆ ที่พร้อมจะกลืนคนลงไป
ทันใดนั้น
เงาดำขนาดมหึมาใต้เรือเคลื่อนเข้ามาใกล้ บางสิ่งกำลังเบียดเสียดวุ่นวายอยู่ข้างใน
ก่อนที่
แขนผุพังข้างหนึ่งจะพุ่งทะลุนํ้าขึ้นมา งอข้อศอกฉับพลัน แล้วคว้ากราบเรือไว้แน่น
“ซอมบี้!!” จางสือกรีดร้อง
ราวกับเป็นสัญญาณ แขนผอมแห้งนับไม่ถ้วนพุ่งทะลุผิวนํ้ารอบทิศทาง กดทับ คว้าเกาะ เรือเสียสมดุล โคลงเคลงรุนแรง
“ทำไมมีเยอะขนาดนี้ พวกมันอยู่ในทะเลได้ยังไง?!”
ก่อนจะทันตั้งตัว เรือก็ถูกพลิกควํ่า
ซูหรานเพิ่งคว้าพลั่วเหล็กได้ ร่างก็ลื่นไถลตกลงนํ้า
เขาสะดุ้ง กลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ
เมื่อจมลง เขารีบลืมตา ความแสบพุ่งเข้าตา มองเห็นเลือนรางว่าซิงหลินแปรสภาพเป็นหางปลา พุ่งว่ายจากด้านบนลงมา
ซูหรานเหยียดแขนจะว่ายขึ้น
แต่ในวินาทีถัดมา มือเย็นเฉียบคว้าข้อเท้าและน่องเขาไว้
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันที
ร่างทั้งร่างถูกกระชากลงสู่ความมืดเบื้องล่างอย่างแรง
ร่วงลงอย่างรวดเร็ว
แสงจากผิวนํ้าที่ส่องลงมาถอยห่างออกไปอย่างฉับไว ซอมบี้ที่ลอยปะปนอยู่ทั่วท้องทะเลราวฝูงปลายุ่งเหยิง พุ่งชนกันวุ่นวาย
เงาเรือด้านบนสั่นสะเทือนรุนแรง หนวดปลาหมึก เงาร่างมนุษย์ ปันปั่วนเป็นกลุ่มเดียว
ซูหรานถีบขาอย่างบ้าคลั่ง แต่มือที่จับข้อเท้าเขาไว้ไม่ยอมปล่อย เขาก้มลงเห็นซอมบี้พยายามลากขาเขาไปกัด ทว่าเพราะเขาดิ้น แรงจึงกัดพลาด ได้แค่ผ้าขากางเกง
ซอมบี้พวกนี้มันอะไรกัน?!
หรือจะมาจากเรืออับปางลำนั้น? แต่วันนั้นซิงหลินกับอวี๋ลี่แม้ไม่ได้เข้าไปใกล้มาก ก็ยืนยันแล้วว่าพวกมัน “ตาย” หมดแล้ว!
หรือจริงๆ แล้วพวกมันไม่ได้ตาย แค่จำศีล และเสียงเรือเครื่องดีเซลปลุกมันขึ้นมา??
ใต้นํ้าจัดท่าลำบาก ระหว่างพยายามยกพลั่วเหล็กฟาดใส่ ซูหรานก็ร่วงลงไปเกือบร้อยเมตรแล้ว แรงดันนํ้าที่เพิ่มขึ้นฉับพลันบีบ หน้าอกเหมือนถูกก้อนหินทับ ความหวาดกลัวแล่นขึ้นในใจ ราวกับกำลังตกลงสู่หลุมศพ
เขาดิ้นแรงกว่าเดิม ฟองอากาศพรั่งพรูออกจากมุมปาก
นํ้าทะเลรอบตัวค่อยๆ กลายเป็นสีดำหมึก เงามหึมาด้านล่างรอต้อนรับ
เส้นเลือดปูดที่หน้าผาก เขางอตัวอย่างแรง ฟาด แทง พลั่วเหล็กอย่างคลุ้มคลั่ง เสียงคำรามของซอมบี้ส่งผ่านแรงสั่นของนํ้า เข้าหู เหมือนอสูรโบราณใต้ทะเลกำลังแผดเสียง
ซอมบี้รอบทิศเริ่มสังเกตเห็น พากันกรูเข้ามา
ออกซิเจนของซูหรานใกล้หมด เขารวบรวมแรงสุดท้าย ฟาดลงเต็มแรง จนศีรษะซอมบี้แตกเละ เหลือเพียงกรามล่าง
แต่ “มือ” นั้นยังไม่ยอมปล่อย
เขาถีบขา ใช้พลั่วงัดนิ้วมันออก ร่างยังคงร่วงลงต่อเนื่อง
กรงเล็บมากมายโผล่จากความมืด คว้ามาทางเขา…
แรงของซูหรานค่อยๆ หมด สายตาเริ่มพร่าเลือน…
ทันใดนั้นหางปลาสายหนึ่งกวาดนํ้าอย่างรุนแรง ฝูงซอมบี้ถูกฟาดกระจาย!
เอวของเขาถูกโอบไว้ ร่างทั้งร่างถูกยกขึ้น
สติแทบเลือนหาย จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ริมฝีปาก เขาสะดุ้งตื่น
สายตากลับมาชัด เขาตะลึงเมื่อเห็นเงือกเอียงหน้า ริมฝีปากเย็นเฉียบแนบลงบนปากเขา ลมหายใจอุ่นถูกถ่ายทอดเข้ามา
“……!”
หัวใจที่ชะลอลงแล้วเต้นแรงขึ้นทันที
ซูหรานหอบหายใจ ยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ เกาะบ่าเงือกไว้
เงือกเปิดเปลือกตา ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มจ้องเขา ผ่านไปไม่กี่วินาทีก็หยุดส่งลม แล้วขยับปากมาใกล้หูเขา
สิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษ ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตทะเล ในนํ้าย่อมเหมือนอยู่บนบก
ซูหรานได้ยินเสียงทุ้มตํ่าผ่านสายนํ้าที่ทำให้พร่าเลือน
“ลืมแล้วเหรอ? นายกลั้นหายใจใต้นํ้าได้สามสิบนาที”
ความรู้สึกขาดอากาศเกิดจากความตื่นตระหนก ไม่ใช่ว่าออกซิเจนหมดจริงๆ
ลูกกระเดือกซูหรานขยับ
วินาทีต่อมา เขาถูกซิงหลินกดเข้ากอด
ปลายจมูกชนไหล่ชายหนุ่ม เขางุนงง
มือของอีกฝั่ายวางที่ต้นคอ ลูบลงอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น ถึงกลางแผ่นหลัง แล้วกลับขึ้นมาต้นคอ
ลูบแบบนั้นสามครั้ง ราวกับปลอบโยน
จากนั้นเขากอดแน่น พาหมุนตัว
กรงเล็บที่ข้อเท้าหลุดออกในแรงหมุน พวกเขาหยุดร่วง หลบเลี่ยงซอมบี้รอบด้านเหนือซากเรืออย่างคล่องแคล่ว
ซิงหลินกำลังจะพาขึ้นผิวนํ้า ทันใดนั้นเสียงร้อง “อู้” ดังมาจากไกลๆ
ฝูงซอมบี้เริ่มกระสับกระส่าย
ซูหรานรู้สึกได้ว่านํ้าเปลี่ยนทิศ จากปันปั่วนไร้ทิศ กลายเป็นกระแสพุ่งแนวนอน เหมือนมีบางอย่างกำลังพุ่งมาจากด้านขวา
ทั้งสองหยุดหมุน หันไปมอง
เงามหึมาเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เป็นปลาตัวใหญ่ยักษ์
ซูหรานตะลึง
เสียงร้องดังอีกครั้ง
วาฬเพชฌฆาตพุ่งผ่านหน้าพวกเขา กวาดซอมบี้รอบด้านกระจาย
มันปรากฏตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อความปันปั่วน แล้วว่ายออกไปอีกหลายสิบเมตร หมุนตัวกว้างใหญ่ ดิ่งลงด้านล่าง
สายตาของซูหรานกับซิงหลินติดตามมัน
รอบซากเรือยังมีซอมบี้จำนวนมาก เกาะกระจกห้องกัปตันชั้นบน เหมือนข้างในมีเค้กหอมหวานล่อใจ
หัวใจซูหรานกระตุกแรง
เดี๋ยวก่อน…
หรือวันนั้นวาฬเพชฌฆาตไม่ได้ชี้นำให้พวกเขามองเกาะร้าง แต่ต้องการให้สนใจเรืออับปางลำนี้?
บาดแผลบนตัวมันก็ไม่ใช่ฝีมือ “มนุษย์” แต่เกิดจากการต่อสู้กับซอมบี้?!
…คิดดูแล้ว เขายังไม่เคยเห็นสัตว์ติดเชื้อซอมบี้เลย สัตว์ที่ถูกกัดมักตายทันที
ถ้าไวรัสไม่ติดสัตว์ง่ายนัก บาดแผลพวกนั้นก็อาจแยกไม่ออกจากแผลธรรมดา…
ซูหรานสบตาซิงหลิน
“ไหวไหม?” ซิงหลินถามใต้นํ้า
ถ้าดำลงลึกกว่านี้ แรงดันจะหนักขึ้น ร่างกายรับได้หรือไม่?
ตามปกติ ซูหรานคงทนไม่ไหว แต่ตอนนี้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งใจสงบลง แม้จะอึดอัด แต่ยังพอไหว
เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ซิงหลินโอบเอว สะบัดหาง พาดำนํ้าลงไป
วาฬเพชฌฆาตว่ายวนรอบเรือ ท่าทางดุดัน ต่างจากวันที่มันครางออดอ้อนบนชายหาดโดยสิ้นเชิง
ซอมบี้พยายามโจมตี แต่มันถูกกระแสนํ้าซัดออก หรือโดนหางฟาดกระเด็น ไม่นานบริเวณหน้าต่างห้องกัปตันก็โล่ง
ซูหรานกับซิงหลินฉวยโอกาสดำนํ้าเข้าไปใกล้
ในห้องมืดมิด มีแสงสีนํ้าเงินก้อนหนึ่ง
มันลอยนิ่งในความมืด กระพริบสว่างดับ คล้ายหัวใจขนาดใหญ่กำลังเต้น
นี่มันอะไร?
วาฬเพชฌฆาตว่ายไปอีกด้าน ส่งเสียงร้องเร่งเร้า
ทันใดนั้น แสงนั้นเหมือนถูกปลุก
มันเคลื่อนไหว
ยืดออก ยาวเรียว
ส่วนบนเป็นวงกลม แสงรวบลงเป็นเส้นเรียว ก่อนแผ่กว้างอีกครั้ง แตกแขนงสองสาย จากแกนหลักที่ยาวลงมา แล้วแยกอีกสอง แขนงช่วงล่าง
ก้อนแสงประหลาด “ยืน” อยู่ในความมืด แล้วลอยเข้าหาพวกเขา
ซูหรานนิ่งงัน
ก้อนแสงลอยมาถึงหน้าต่าง เงยหน้ามองพวกเขา
ใต้แสงสีนํ้าเงินเรืองรอง คือใบหน้าอ่อนโยน
“เธอ” คือมนุษย์
หญิงสาวเรืองแสง ผู้ไม่รู้ว่าอยู่ในห้องกัปตันที่จมนํ้ามืดมิดนี้มานานเท่าไรแล้ว