ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 46
ในชั่วพริบตา ภาพนับไม่ถ้วนพรั่งพรูผ่านสายตาเขา
หมู่ดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
มหาสมุทรสีนํ้าเงินเข้ม ฝูงปลาที่กรูเข้ามาจากเบื้องหน้าแล้วแตกกระเจิงฉับพลัน
ผืนฟั้ามืดสนิท โคมไฟรูปจันทร์เสี้ยวแขวนลอยอยู่ในที่ที่มนุษย์เอื้อมไม่ถึง
ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ประตูวาล์ววงกลมขนาดมหึมาค่อยๆ เปิดออก นํ้าทะเลปริมาณมหาศาลเทกระหนํ่าลงมาจากฟากฟั้า พร้อมกับยานลำเล็กที่ลอยเข้ามา ผู้คนส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
อกของซูหรานกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง รูม่านตาสั่นไหว สมองถูกรุมเร้าด้วยข้อมูลมหาศาล ทั้งร่างแข็งค้างไม่อาจขยับ
จนกระทั่งในเครือข่ายที่ก่อรูปจากพลังงานลึกลับนั้น หนึ่งในสายโซ่เกิดการระเบิดของพลังงาน
เสียงดังสนั่น ทุกคนสะดุ้งตื่นพร้อมกัน
เสียงครางดังระงม พวกเขาฝืนพยุงตัวลุกขึ้น มองหน้ากันอย่างเลื่อนลอย
เมื่อครู่…เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ซูหรานหอบหายใจ กวาดตามองไปรอบๆ แล้วสายตาก็ปะทะเข้ากับซิงหลินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตรโดยไม่ทันตั้งตัว
เงือกมองเขา แววตาลึกซึ้งยากจะหยั่งถึง
“พี่!” เย่อินร้องขึ้น
ทุกคนหันไปตามเสียง แล้วก็ชะงักค้างกับภาพตรงหน้า
กู้เฉินนอนอยู่บนพื้น ดูเหมือนยังไม่ฟืนเต็มที่ ส่วนร่างกายที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมานั้นกำลังเปลี่ยนแปลง
เนื้อหนังที่เคยเน่าเปือยย้อนคืนกลับ กล้ามเนื้อสีแดงเข้ม ผิวเนื้อชมพูอ่อนค่อยๆ ห่อหุ้มขึ้นทีละชั้น เริ่มจากมือและเท้า ไล่สูงขึ้น ไป ผ่านเสื้อผ้าที่คลุมอยู่ พุ่งสู่ลำคอ คาง ริมฝีปาก จมูก ดวงตา เส้นผม
เพียงพริบตาเดียว เขากลับคืนสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์
ร่างสูงใหญ่ ผิวสีนํ้าผึ้ง ใบหน้าหล่อเหลา แข็งแรงกำยำ
ทุกคนตะลึงงัน
นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม คนคนนี้…กลับมาเป็นมนุษย์แล้วจริงๆ?
เย่อินตาแดงกํ่าด้วยความตื่นเต้น เขาพุ่งเข้าไป เรียกชื่อกู้เฉินเสียงดัง ฝั่ายนั้นจึงค่อยๆ ฟืน สะลึมสะลือพยุงตัวขึ้น ลูบหน้าผาก สีหน้างุนงง
“……นี่คือพลังที่กลายพันธุ์ขึ้นมาเหรอ” อวี๋ลี่พึมพำ
อวี๋เหยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่น่าใช่ เมื่อกี้มีพลังบางอย่างเชื่อมพวกเราทุกคนเข้าด้วยกัน เหมือนพลังนั้นทำให้เขากลับมาเป็น มนุษย์”
แต่พลังนั้นคืออะไร มาจากไหนกันแน่
“จะลองจับมือกันอีกครั้งไหม” ลู่หนีลุกขึ้นเสนอ “เผื่อจับมือแล้วพลังนั้นจะกลับมาอีก”
หมานอินทำหน้าลังเล “มันอันตรายเกินไปหรือเปล่า”
ลู่หนีแย้ง “แต่พลังนั้นเพิ่งช่วยชีวิตพวกเราไว้นะ!”
อวี๋เหยียนก็พยักหน้า “ลองดูเถอะ”
ทุกคนจึงลุกขึ้นมารวมตัวกันอีกครั้ง จับมือเป็นวง อวี๋เหยียนเห็นซูหรานกับซิงหลินยังไม่ขยับ จึงโบกมือเรียกให้เข้ามา
หัวใจซูหรานเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
เขารับรู้ได้ถึงสายตาของซิงหลินอีกครั้ง ชายหนุ่มยังคงมองเขานิ่งๆ จากระยะไม่กี่เมตร
ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อย ซูหรานสูดลมหายใจลึก ลุกขึ้นเดินเข้าไป
มือซ้ายจับมืออวี๋เหยียน มือขวาจับมือซิงหลิน
เขาก้มมองสองมือของตัวเอง รู้สึกได้เลือนรางว่า…พลังที่หลงเหลือยังคงวนเวียนอยู่ในร่าง ในเส้นเลือด เต้นเป็นจังหวะสมํ่าเสมอ
พวกเขายืนล้อมเป็นวง มือทุกคู่ประสานกัน ต่างเฝั้ารอด้วยความหวาดหวั่นปนอยากรู้
หนึ่งนาทีผ่านไป
สองนาทีผ่านไป
สามนาทีผ่านไป
“……”
ลมพัดหวีดหวิว อีกาดำบินผ่านส่งเสียงแหบพร่า
“เหมือนจะไม่ได้ผล?” อวี๋ลี่เอียงคอสงสัย “งั้นแปลว่าไม่เกี่ยวกับพวกเรา? พลังนั้นไม่ได้เกิดจากพวกเรางั้นเหรอ”
หมานอินงุนงง “หรือจะตกลงมาจากฟั้าจริงๆ แบบนี้มันลึกลับเกินไปแล้วนะ”
เย่อินลังเลก่อนพูดขึ้น “ตอนที่พลังนั้นจับตัวพวกเราไว้ พวกคุณรู้สึกไหมว่า…เราสามารถส่งผ่านอายุขัยให้กันได้”
ลู่หนีตาเป็นประกาย รีบพยักหน้า “ใช่ ฉันก็รู้สึก! ตอนแรกยังอธิบายไม่ถูก แต่เหมือนที่นายพูดเลย!”
อวี๋เหยียนเสริม “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน เหมือนตาข่ายนั้นเชื่อมพวกเราเข้าด้วยกัน พลังชีวิตของเราส่งถึงกันได้”
เจี่ยวหยางเกาหัว “ถ้าอย่างนั้น ตอนเมื่อกี้ผมเห็นภาพแปลกๆ ด้วย เหมือนกำลังนั่งอยู่ในร้านอาหาร แทะขาแกะย่าง แต่ผมไม่เคย กินของดีแบบนั้นเลยนะ”
ซูหรานเอ่ยเสียงเบา “นั่นอาจเป็นความทรงจำของฉัน…”
กู้เฉินชะงัก “ผมก็เหมือนฝัน เห็นท้องฟั้ามืด มีวาล์วขนาดใหญ่อยู่บนฟั้า พอเปิดออก นํ้าทะเลก็ไหลทะลักลงมา”
อวี๋ลี่พยักหน้า “นั่นคือความทรงจำของพวกเรา เรื่องของโลกใต้พิภพ”
เช่นนี้แล้ว
ตาข่ายพลังงานลึกลับนั้นทำให้ความทรงจำของพวกเขาถูกแบ่งปันด้วย
มันไม่ได้เชื่อมเพียงร่างกายและชีวิต หากยังเชื่อมโยงชีวิตทั้งชีวิตเข้าด้วยกัน
พลังมหัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงปรากฏ แล้วหายไปที่ใด
ซิงหลินเป็นคนแรกที่ปล่อยมือ
เขามองซูหรานอีกครั้ง ซูหรานสบตาเขา กะพริบตาอย่างเก้ๆ กังๆ
ริมฝีปากของซิงหลินเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
เขาไม่พูดอะไร หันไปมองเย่ยินกับกู้เฉิน เสียงเย็นนิ่งดึงความสนใจทุกคนกลับมา
“นายถ่ายทอดพลังชีวิตให้อีกฝั่ายใช่ไหม”
สองคนนั้นกำลังคุยกันอยู่ พอได้ยินก็ชะงัก
กู้เฉินอึ้งไป
คนอื่นๆ ก็นิ่งงัน ก่อนจะเข้าใจความหมายของซิงหลิน แล้วสายตาทุกคู่ก็พุ่งไปยังเย่อิน
เย่อินอํ้าอึ้ง สีหน้ากู้เฉินเปลี่ยนทันที “นายถ่ายทอดพลังชีวิตให้อีกฝั่ายจริงๆ เหรอ”
สายโซ่พลังงานที่ระเบิดเมื่อครู่ เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน?
นั่นคือสาเหตุที่เขากลับมาเป็นมนุษย์?
เย่อินพูดเสียงเบา “เมื่อกี้ผมรู้สึกว่าส่งได้ ก็เลยส่งให้นาย…”
“นายไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
“……ใครจะไปคิดทันล่ะ ผมแค่รู้สึกตามสัญชาตญาณว่าทำแบบนี้จะช่วยนายได้” พูดถึงตรงนี้ นํ้าเสียงเขาเปลี่ยน “แล้วผลก็ออก มาดีนี่ นายกลับมาเป็นมนุษย์แล้ว”
กู้เฉินจับไหล่เขาให้หันมา ตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างร้อนรน “มันอาจกระทบอายุขัยของนาย! ตอนนี้รู้สึกยังไง มีตรงไหนไม่ สบายไหม”
“ไม่มี สบายดี ถ้ามันกระทบอายุขัยจริงแล้วไงล่ะ เอาแค่ไม่กี่ปีกลับมาแลกชีวิตนายทั้งชีวิตมันไม่คุ้มเหรอ เพื่อนสมัยม.ปลายของ ผม แมวตายยังพูดเลยว่าอยากเอาอายุขัยตัวเองไปแลก”
“นายจริงๆ เลย…” กู้เฉินทั้งร้อนใจทั้งพูดไม่ออก
เย่อินมองสีหน้าของเขา จู่ๆ ก็ยิ้มกว้าง มือสองข้างประคองใบหน้าของอีกฝั่ายแล้วจูบลงไป
“โอ๊ย!” ลู่หนีรีบยกมือปิดตา
คนอื่นๆ สะดุ้งไปตามกัน
เจี่ยวหยางยืนงง มองทั้งสองคน ก่อนจะหันไปหาอวี๋ลี่อย่างสับสน ราวกับอยากขอคำอธิบายว่า พี่น้องคู่นี้กำลังทำอะไรกัน แบบ นี้…ถูกกฎหมายหรือเปล่า
อวี๋ลี่เห็นสีหน้าซื่อบื้อของเขา ก็สูดลมหายใจแรง “ปกติฉันไม่ค่อยเห็นด้วยกับหมานอินหรอกนะ”
หมานอินที่หันหลังปิดตาอยู่กระโดดผึง “อะไร นายดูถูกฉันเหรอ!”
“ไม่เรียกว่าดูถูก เรียกว่าใช้วิจารณญาณตามระดับสติปัญญา”
เจี่ยวหยางยังคงมึนงง “พวกนายพูดอะไรกันอยู่?”
เรื่องที่เย่อินถ่ายทอดพลังชีวิตให้ตัวเอง ทำให้กู้เฉินทั้งร้อนใจทั้งโมโห
พลังลึกลับนั้นคืออะไรกันแน่ พวกเขายังไม่ทันได้ทำความเข้าใจให้กระจ่าง กลับรีบฉวยใช้มันเปลี่ยนแปลงร่างเขาโดยพลการ ใคร จะรู้ว่าจะเกิดผลตามมาอย่างไร แบบนี้มันอันตรายเกินไป
แต่จูบกันไปจูบกันมา อารมณ์ที่อัดอั้นก็ปะทุขึ้น เขาลืมเรื่องนั้นเสียสนิท จูบตอบกลับดุดันยิ่งกว่าเย่ยินเสียอีก
ถ้าปล่อยต่อไป ภาพตรงหน้าคงจะเกินเรตไปไม่น้อย ซูหรานจึงเอ่ยแนะอย่างกระอักกระอ่วนว่า…พวกเขาควรหลบออกไปดีไหม
เย่อินผลักกู้เฉินออกเล็กน้อย “เดี๋ยวก่อน”
กู้เฉินหอบหายใจ “อะไรเดี๋ยวก่อน”
เย่ยินว่า “เราต้องลงเขา”
กู้เฉินงุนงง “นายจะลงเขา?”
เย่อินกระโดดขึ้น “ตอนนี้นายกลับมาเป็นมนุษย์แล้ว เรายังจะหลบอยู่บนเขาทำไม คิดว่าฉันชอบอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ ที่นี่ไม่มีแม้แต่ เตียง ทำอะไรบนพื้นไม่เจ็บหลังหรือไง”
ใบหน้าหล่อเหลาของกู้เฉินขึ้นสีเรื่อ
เจี่ยวหยางยังคงมึนงง “ทำอะไรบนพื้น? ทำอะไรเหรอ”
คนอื่นๆ พร้อมใจกันตัดบท “พอเลย ลงเขา เดี๋ยวนี้!”
แม้ยังไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด แต่ยืนอึนอยู่บนเขาก็คงไม่ได้คำตอบ
พวกเขาแวะไปยังถํ้าที่เย่อิน กู้เฉิน และเจี่ยวหยางใช้พักอาศัยช่วงสองเดือนมานี้ก่อน
ชีวิตสองเดือนนั้นแทบไม่ต่างจากคนปั่า ในถํ้านอกจากเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ขวดนํ้าสองใบ ถุงบรรจุอาหารสำเร็จรูปกองหนึ่ง กับกระเปั๋า เดินทางใบเดียว ก็เหลือเพียงฟางกับใบไม้ที่ปูเต็มพื้น
เก็บของอย่างง่ายๆ แล้วทั้งหมดก็ลงเขาพร้อมกัน
เดินย้อนเส้นทางเดิม ระหว่างทางพวกเขาแวะเก็บใบหม่อนตามที่ตั้งใจไว้
พอถึงตีนเขา ซูหรานนึกอะไรขึ้นได้ จึงพาพวกเขาอ้อมไปด้านหลังของภูเขาลูกนี้
เดินไปประมาณสิบนาที สระนํ้าธรรมชาติเล็กๆ ก็ปรากฏตรงหน้า
ในความทรงจำของซูหราน ทุกครั้งปลายฤดูใบไม้ผลิเข้าต้นฤดูร้อน หลังจากครอบครัวขึ้นเขาแล้วลงมา พวกเขามักจะแวะจับกุ้ง เครย์ฟิชที่นี่
กุ้งเครย์ฟิชปั่าตัวใหญ่ แพร่พันธุ์เร็ว เว้นระยะไม่นานก็จับได้เต็มมือ
ขณะนี้ ใต้ผิวนํ้าที่สะท้อนแสงอาทิตย์ ก็มีเงาดำเล็กๆ ดีดตัวว่ายไปมาท่ามกลางโคลนทรายแล้ว
เย่อินตาโตทันที
ช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาแทบไม่ได้กินอะไรจริงจัง พอเห็นกุ้งเครย์ฟิช นํ้าลายก็หลั่งออกมาโดยไม่รู้ตัว
ซูหรานเอ่ยขึ้น “ถ้าจับได้สักจาน เย็นนี้ฉันจะทำกุ้งเครย์ฟิชผัดหม่าล่าให้พวกนาย”
สิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายตัวตาเป็นประกาย
จานเดียวจะพอได้อย่างไร อย่างน้อยต้องหนึ่งถังสิ
ทุกคนจึงฮึกเหิม ลงมือจับกันอย่างกระตือรือร้น
เย่อินได้ยินซูหรานพูดแบบนั้น ก็เหลือบมองเขาอย่างลังเลปนกังวลเล็กน้อย
ซูหรานเห็นแล้วก็ยิ้ม “นายกับกู้เฉินก็มาด้วย”
เย่อินเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กๆ
ซูหรานถามต่อ “จริงสิ พวกนายเป็นคนท้องถิ่น หรือมาเที่ยว”
เสียงของเย่อินแผ่วลง “ผมกับเขาหนีออกจากบ้านมาด้วยกัน จะเรียกว่าหนีตามกันมาก็ได้”
ซูหรานชะงัก
เย่อินนั่งยองๆ มือสอดลงในสระนํ้า ค่อยๆ เขี่ยผิวนํ้า ก่อนจะเล่าเรื่องของเขากับกู้เฉิน
“ก่อนตรุษจีนปีนั้น เราสองคนเปิดเผยกับที่บ้านแล้ว แต่ไม่มีใครยอมรับ”
“พ่อแม่ผมเดาเรื่องรสนิยมทางเพศของผมมานานแล้ว ตั้งแต่เด็กผมชอบใส่เสื้อผ้าผู้หญิง ชอบเล่นกับผู้หญิง พวกเขาตีผมไม่น้อย มัธยมต้นก็ไล่ผมออกจากบ้าน ค่าเรียนผมหามาเอง ตัดขาดกันแทบไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า พอรู้ว่าผมจะคบผู้ชาย เขาก็บอกให้ผม ไสหัวไป ตายอยู่ข้างนอกก็อย่ากลับบ้าน”
“ส่วนบ้านเขา…พ่อแม่ค่อนข้างหัวโบราณ เข้มงวดกับเขามาก ชีวิตเขา ตั้งแต่เวลานอน ตื่นกี่โมง ใส่เสื้อผ้าอะไร กินอะไรเป็น อาหารเช้า ไปจนถึงเรียนสาขาไหน ทำงานอะไรหลังเรียนจบ แม้กระทั่งภรรยา…ทุกอย่างพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ คิดดูสิ พวกเขาจะยอมรับ
ได้อย่างไรที่ลูกชายจะคบผู้ชาย ตอนแรกผมรู้สถานการณ์บ้านเขา ก็คิดว่าเราคงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว ใครจะคิดว่าเขาจะกล้าตัดขาดกับ ครอบครัว”
“……หลังออกจากบ้านมา เราวางแผนจะใช้เงินเก็บท่องเที่ยวรอบโลกก่อน แล้วค่อยเลือกเมืองที่เราชอบสักแห่งตั้งรกราก แต่ยัง ไม่ทันพ้นจุดหมายแรก โลกก็ถึงวันสิ้นสุด”
รอยยิ้มของเย่อินแต้มด้วยความขมขื่นเล็กๆ
“งั้นนายเข้าใจไหม” เย่อินเอ่ยเสียงตํ่า “ฉันไม่มีทางยอมรับได้ เพียงเพราะเขากลายเป็นซอมบี้แล้วต้องแยกจากกัน เราสองคนเดิน มาถึงขั้นนี้แล้ว กล้าทิ้งทุกอย่างเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน แล้วอยู่ๆ จะมาบอกว่าชีวิตใหม่ที่เพิ่งเปิดฉากก็จบแบบ แย่เลย ฉันรับไม่ได้ ต่อ ให้ต้องตาย ฉันก็อยากตายไปพร้อมเขา”
ซูหรานสะท้านในอกเล็กน้อย
เงียบไปครู่หนึ่ง เขาถามเบาๆ “แล้วจากนี้พวกนายมีแผนอะไร”
นํ้าเสียงของเย่อินผ่อนคลายลงอีกครั้ง “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ โลกมันเป็นแบบนี้แล้ว จะไปทำงานก็ไม่ได้ ก็หาที่ปลอดภัยสักแห่ง อยู่ไป วันไหนอยู่ได้ก็อยู่ วันไหนอยู่ไม่ได้ก็ค่อยว่ากัน”
เขาจับกุ้งเครย์ฟิชตัวหนึ่งขึ้นมา วางลงระหว่างตัวเองกับซูหราน
กุ้งเครย์ฟิชชูก้ามใหญ่หันมาทางเขา พอเห็นเขาไม่สะทกสะท้าน ก็หมุนตัวไปทางซูหราน ทำท่าดุร้ายเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่ไร้แรง ข่มขู่โดยสิ้นเชิง
ซูหรานเอ่ยขึ้น “งั้นมาอยู่ที่หมู่บ้านของพวกฉันไหม”
เย่อินชะงัก เงยหน้ามองเขา
ซูหรานเชิดคางไปทางด้านหน้า ให้เขามองกลุ่มคนที่กำลังเล่นนํ้ากันอยู่
“พวกเขาอยู่ที่หมู่บ้านของฉันกันหมดแล้ว ทั้งหมู่บ้านตอนนี้ นอกจากฉัน คนอื่นกลายเป็นซอมบี้ไปหมด เรากำจัดไปได้ไม่น้อย ตอนนี้มีบ้านว่างหลายหลัง นายกับกู้เฉินเลือกสักหลังอยู่สิ ต่อไปพวกเราจะได้กินข้าวด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน ถ้ามีปัญหาอะไรก็ช่วยกัน ดูแล”
ซูหรานหันกลับมามองเขาอย่างจริงจัง
“เราสามารถเป็นครอบครัวกันได้นะ”
สิ่งที่พังทลายไปแล้ว สร้างขึ้นใหม่ได้
สิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ค่อยๆ ตามกลับคืนมาได้
พวกเขายังมีชีวิตใหม่ได้ แม้โลกจะเดินมาถึงปลายทางแล้วก็ตาม
เย่อินมองเขานิ่งๆ
เนิ่นนาน จึงตอบรับเบาๆ เสียงแหบพร่า
วันนี้พวกเขาไม่ได้เอาถังมา ผู้ชายหลายคนจึงถอดเสื้อผ้าใช้แทนภาชนะ ใส่กุ้งเครย์ฟิชกลับบ้านมาเต็มสี่ห่อใหญ่
พอถึงบ้าน เทกุ้งทั้งหมดลงในถังนํ้าแล้ว ทุกคนเงยหน้ามองซูหรานอย่างคาดหวัง ท่าทางรอกินแทบไม่ต่างจากเสวี่ยถวน
ซูหรานพยักหน้า “ได้ เข้าไปหยิบแปรงสีฟันคนละอัน มาแปรงกุ้งกันก่อน”
สิ่งมีชีวิตทางทะเลหลายตัวแข็งค้างพร้อมกัน “หา?”
“กุ้งต้องแปรงก่อนทำอาหารสิ ไม่งั้นจะสกปรกแค่ไหน” ซูหรานเหลือบมองพวกเขา “พวกนายไม่อยากกินเหรอ”
…อาหารอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว จะมายอมแพ้ตอนนี้ได้อย่างไร
พวกเขาปาดหน้า ถอนหายใจอย่างจำยอม แล้วเข้าไปหยิบแปรงออกมาขัดกุ้ง
ซูหรานหัวเราะในลำคอ เดินเข้าครัวเอาใบหม่อนไปวาง พลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหมุนตัวไปทางห้องนํ้า
ตอนอยู่บนเขา ซิงหลินลูบหน้าของเขาอยู่นาน หรือว่าเขาจะบาดเจ็บหนักจริงๆ แต่ทำไมเขาไม่รู้สึกอะไรเลย
ซูหรานยืนส่องกระจก ตรวจดูอย่างสงสัย
ก็ไม่เห็นเป็นอะไรมาก แค่แก้มซ้ายมีรอยแผลเล็กๆ ยาวราวหนึ่งเซนติเมตร เลือดแห้งเกาะแล้ว น่าจะทาแค่ไอโอดีนก็พอ
กำลังครุ่นคิดอยู่ ทันใดนั้นมีคนเดินเข้ามา
ประตูปิดลง เสียงคลิกดังเบาๆ จากการล็อก
ซูหรานหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ ข้อมือขวาถูกคว้าไว้ ร่างทั้งร่างถูกหมุนกลับ กดแนบลงกับอ่างล้างหน้า
ซิงหลินโน้มเข้ามาใกล้ เสียงทุ้มตํ่าเอ่ยถาม
“นายก็ถ่ายทอดพลังชีวิตให้เจ้าหมอนั่นเหมือนกันใช่ไหม”