ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 48
บนโต๊ะอาหารทรงกลม มีกระถางดอกไม้ห้าใบวางเรียงอย่างสวยงาม
ในแต่ละกระถางปลูกพืชคนละชนิด ได้แก่ กะหลํ่าดอก ผักชี ผักกาดเขียว ผักบุ้ง และกะหลํ่าปลี พืชทุกต้นเติบโตแข็งแรงจนน่า ตกใจ และทั้งหมดนี้ดันงอกขึ้นมาภายในคืนเดียว
หลิวตงจ้องกระถางทั้งห้าเขม็ง หายใจถี่เล็กน้อย
“นายแน่ใจนะว่าเมื่อวานมันยังไม่งอก?”
หลิวซีก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“แน่ใจสิ พี่ก็อยู่บ้านตลอดไม่ใช่เหรอ พี่ก็เห็นเหมือนกัน! อีกอย่างเมล็ดที่เพิ่งหว่านจะงอกเร็วขนาดนั้นได้ยังไง ปกติต้องใช้เวลา หลายวัน!”
แต่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้ กลับเป็นผักที่สุกเต็มที่ทั้งห้ากระถาง!
หลิวตงกลืนนํ้าลาย
น้องชายพูดไม่ผิด เพียงแต่เขาตกใจเกินไป เลยไม่อยากเชื่อ
รวยแล้ว…รวยจริงๆ
ของในมือ “ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวล” นั่น ล้วนเป็นของดีจริงๆ ดินสีดำทองนี่สามารถเร่งให้ผักโตเต็มที่ภายในคืนเดียว ถ้ามี ดินแบบนี้ ต่อไปพวกเขาจะต้องกลัวขาดอาหารอีกเหรอ?
เขานั่งตัวตรงแล้วพูดอย่างเด็ดขาด
“ลองชิมดูว่าผักพวกนี้รสชาติเป็นยังไง”
“ดี!”
แม้จะเพิ่งเช้า แต่สองพี่น้องก็รีบเข้าไปวุ่นในครัว
เด็ดกะหลํ่าดอกมาหนึ่งหัว หั่นแล้วผัดง่ายๆ
ผักชีทำเป็นยำเย็น ผักกาดเขียวต้มซุป
ผักบุ้งทำเป็นรสเปรี้ยวเผ็ด กะหลํ่าปลีผัดกับซอส
หนึ่งชั่วโมงต่อมา อาหารผักห้าจานก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
สองพี่น้องถือชามข้าวสวยคนละชาม หยิบตะเกียบขึ้นมา
หลิวตงรีบคีบกะหลํ่าดอกก่อน หลิวซีคีบผักชีคลุกเย็นเข้าปาก
ทั้งสองรีบยัดผักเข้าปาก เพียงเคี้ยวคำเดียว ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน
อร่อย!
อร่อยมาก!
หลิวตงพูด
“กะหลํ่าดอกนี่กรอบแล้วก็หวาน อาซี รีบลอง!”
หลิวซีก็พูด
“พี่ ผักชีนี่นุ่มแล้วก็หอมมาก พี่ก็ลอง!”
สองพี่น้องสลับจานกันชิม กินเสร็จก็ลองอีกสามจานต่อ สีหน้าค่อยๆ เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เมล็ดผักที่พวกเขาปลูก ล้วนเป็นเมล็ดจากที่บ้าน ซึ่งพวกเขาคุ้นเคยดี
ผักที่ปลูกออกมาปกติก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร รสชาติธรรมดา
แต่ผักห้าจานตรงหน้านี้ รสชาติกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง
ผักกาดเขียวที่ต้มเพียงไม่นานกลับนุ่มหนึบ เพียงกัดเบาๆ ก้านผักก็เหมือนละลายในปาก
ผักบุ้งกรอบมาก ทั้งที่ทำรสเปรี้ยวเผ็ด แต่ยังสัมผัสได้ถึงความหวานอ่อนๆ
กะหลํ่าปลีก็เหมือนกัน
ปกติส่วนก้านที่หนามักจะผัดยังไงก็แข็งและเป็นเสี้ยน
แต่จานนี้ แม้แต่ก้านก็ยังกรอบนุ่ม
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องผักอ่อนหรือผักแก่แล้ว
นี่คือดินสีดำทองที่เปลี่ยนคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ไปเลย!
สองพี่น้องกวาดอาหารทั้งห้าจานเกลี้ยงเหมือนพายุพัด
ทั้งที่ไม่มีเนื้อสัตว์เลยสักนิด แต่กลับกินกันอย่างอิ่มเอม เรอออกมายังมีกลิ่นหอมของผักติดปาก
หลิวซีถอนหายใจด้วยความทึ่ง
“พี่ ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวลนี่สุดยอดจริงๆ พี่ว่าเขาไปเอาดินแบบนี้มาจากไหนนะ? มีดินแบบนี้ ไม่แปลกเลยที่เขาจะกล้า แจกผักไปทั่ว ยังไงก็ปลูกทันกิน”
“นั่นสิ”
หลิวตงเอนหลังพิงเก้าอี้ ลูบท้องอย่างสบาย
ในใจคิดว่า พวกเขาระมัดระวังเกินไปหน่อย
แทนที่จะเอาดินสีดำทองไปใช้ในแปลง กลับเอาใส่กระถางแทน
ผักห้ากระถางนี่ใช้ดินไปครึ่งหนึ่งแล้ว ช่างสิ้นเปลืองจริงๆ
ครึ่งที่เหลือต้องเอาไปฝังในแปลงสามแปลงในลานบ้าน ให้พืชทุกต้นได้รับพลังแบบเดียวกัน แล้วโตเหมือนผักห้ากระถางนี้!
ส่วนดินสีดำทองนั้น…พวกเขาก็คงต้องไปขโมยมาเพิ่มอีก
ไม่รู้ว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวลจะรู้หรือยังว่าดินของเขาหายไป ถ้ารู้แล้วจะเพิ่มการระวังตัวหรือเปล่า?
หลิวตงนั่งตัวตรงแล้วพูด
“คืนนี้เราไปสอดแนมหมู่บ้านชายฝังอีกครั้ง ดูว่าที่แปลงดอกไม้นั่นตอนนี้เป็นยังไง ถ้ายังขโมยได้ คืนนี้เราขนกลับมาสองถัง”
หลิวซีเห็นด้วยอย่างยิ่ง
สองคนคุยแผนการคืนนี้กันพักหนึ่ง
พอตกลงกันเรียบร้อย หลิวตงก็หยิบจานเปล่าไปล้างในครัวอย่างอารมณ์ดี
ถ้าไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องอยู่ ชีวิตกักตัวอยู่บ้านในวันสิ้นโลกก็แทบไม่ต่างอะไรกับการนอนเฉยๆ
นี่ไม่ใช่ความฝันสูงสุดของพวกเขาในอดีตหรอกหรือ?
เขาฮัมเพลงเบาๆ อย่างมีความสุข แม้แต่การล้างจานก็ไม่รู้สึกน่ารำคาญ
ล้างไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็สูดปากเบาๆ แล้วเกร็งก้น
เหมือนจะปวดอุจจาระ
หลิวตงหุบยิ้ม เร่งล้างจานให้เร็วขึ้น แต่ความปวดมาอย่างฉับพลัน เขารู้สึกว่ากลั้นไม่อยู่แล้ว รีบปิดก๊อก วางจานแล้ววิ่งเข้า ห้องนํ้า
ปิดประตู เขาหันกลับมาถอดกางเกง นั่งลงบนโถส้วม
ผายลมสองครั้งติด
ความรู้สึกสบายจากแรงเสียดทานค่อยๆ แผ่ขึ้นมาจากด้านหลัง…
เขาถอนหายใจอย่างพอใจ
การขับถ่ายคือเรื่องใหญ่ของชีวิต
หลิวตงให้ความสำคัญกับมันเสมอ
นั่งห้องนํ้าทีหนึ่ง อย่างน้อยต้องครึ่งชั่วโมง
เขาหยิบโทรศัพท์จากกระเปั๋ากางเกง ตั้งใจจะเล่นเกมเตตริสฆ่าเวลา
แต่ทันทีที่หน้าเกมปรากฏ เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรดีดใส่ก้นเบาๆ
ไม่แรงไม่เบา
อากาศช่วงนี้เริ่มมี ยุง แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เขาไม่หันไปมอง แค่ขยับก้นเล็กน้อยเพื่อไล่ยุง
บล็อกในเกมเตตริสเริ่มตกลงมา เขาใช้นิ้วปรับตำแหน่งอย่างตั้งใจ
ก้นถูกดีดอีกครั้ง
จิ๊…น่ารำคาญ
เขาเอื้อมมือไปปัดแรงๆ ด้านหลัง
ปกติถ้าปัดแบบนี้ ยุงมักจะบินจากด้านหลังมาด้านหน้า
ถ้าเขาเห็น เขาก็ตบมันตายได้ในทีเดียว
แต่น่าเสียดาย ยุงไม่ปรากฏตัว ไม่รู้บินไปมุมไหนแล้ว
หลิวตงก็ขี้เกียจสนใจ ขอแค่มันอย่ามากัดก้นเขาก็พอ
เขากลับไปเล่นเกมต่ออย่างตั้งใจ
…จนกระทั่งก้นของเขาถูกดีดสามครั้งติดกัน
ครั้งนี้แรงมาก ทำให้เขาเจ็บแปลบ
หลิวตงสูดปาก รีบเงยหน้าจากหน้าจอ
บ้าจริง ยุงพวกนี้กัดแรงเกินไปแล้ว หรือมาสามตัวพร้อมกัน?
เขาหันศีรษะไปมองด้านหลัง ตาเบิกกว้าง
แต่ไม่เห็นยุงเลยสักตัว
และในจังหวะนั้นเอง ก็มีอะไรบางอย่างดีดใส่ก้นเขาอีกครั้ง
เขารีบตบกลับไปทันที และครั้งนี้เขาฟาดโดนจริงๆ
ของสิ่งนั้นกระเด็นไปชนผนังกระเบื้อง ก่อนจะตกลงพื้น
หลิวตงเพ่งมอง แล้วในดวงตาก็ปรากฏความงุนงง
สิ่งที่อยู่บนพื้นไม่ใช่ยุง
แต่เป็นเม็ดกลมเล็กๆ
สีนํ้าตาลปนเขียวเล็กน้อย
นี่มัน…
…เมล็ดพันธุ์?
ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้น ลมหายใจของเขาก็หยุดชะงัก
เพราะเมล็ดนั้นขยับได้
มันยก “หัว” ขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังมองเขา
หลิวตงแข็งค้างอยู่บนโถส้วม จ้องตากับเมล็ดเม็ดนั้น
เวลาราวกับหยุดนิ่งไปสามวินาที
หลังจากสามวินาทีผ่านไป
เมล็ดเม็ดนั้นในสายตาเขา
และสิ่งที่อยู่ในโถส้วมด้านหลังเขา
ก็เริ่มโจมตีเขาพร้อมกัน
หลิวซีกำลังฝังดินทองดำอย่างอารมณ์ดีอยู่ในลานบ้าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากในบ้าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นพี่ ชายพุ่งออกมาจากตัวบ้าน กางเกงยังสวมไม่เรียบร้อย ห้อยคาอยู่ที่ข้อเท้า ช่วงล่างเปิดโล่งไปหมด
หลิวซีอ้าปากค้าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่จู่ๆ มาเปิดเผยกันแบบนี้ก็น่าอายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง…ขนาดของพี่ชายเขานั้นทำให้เขารู้สึกด้อยมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ว่าเคยตกลงกันแล้วหรือว่า ต่อไปห้ามมาเปรียบเทียบกันอีก
ผลคือพี่ชายร้อง “โอ๊ย!” แล้วสะดุดกางเกงล้มลงตรงขั้นบันไดหน้าประตู
หลิวซีจึงเห็นว่า มีบางอย่างกระโจนไล่ตามออกมาจากในบ้าน ดูเหมือนจะเป็นเม็ดกลมเล็กๆ หลายเม็ด พวกมันเหมือนมีสติรับรู้ พุ่งเข้ากระแทกใส่พี่ชายเขา!
สีหน้าของหลิวซีแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวสุดขีด
เม็ดกลมพวกนั้นกระแทกทะลุผิวหนังของพี่ชายจริงๆ ด้วย มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ว่ามีจุดเลือดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มไปหมดบนก้น กับต้นขาของพี่ชาย
พี่ชายเงยหน้าขึ้น ตะโกนใส่เขาอย่างสุดเสียง
“อุจจาระมีพิษ อย่าถ่าย อย่าถ่ายนะ!!”
หัวใจของหลิวซีสะดุ้งวูบ
เขาคิดในใจอย่างประหลาด ทำไมพี่ชายตะโกนแบบนี้แล้ว…เขากลับอยากเข้าห้องนํ้าขึ้นมาซะงั้น?
บ่ายสองโมง แอปวันสิ้นโลกมีโพสต์หนึ่งปรากฏขึ้น
หัวข้อคือ
“มีใครเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม?”
เนื้อหาของโพสต์เขียนว่า
“…ช่วงก่อนหน้านี้พวกเราหาดินบางอย่างมาได้ เอามาปลูกเมล็ดพันธุ์ของที่บ้าน ผักที่ออกมาดีมาก ผลผลิตเยอะ รสชาติก็ดี แต่ หลังจากกินเข้าไปแล้วกลับเกิดเรื่องแปลกมาก
อุจจาระของทุกคนในบ้านปนกับของบางอย่างที่ดูเหมือนเมล็ดพันธุ์ (แต่ไม่ใช่เมล็ดจริงๆ เพราะเราบดดูแล้ว ข้างในเป็นเนื้อไม้ เลยคิดว่าน่าจะเป็นพืชชนิดแปลก)
มันมีสติรับรู้ และโจมตีคนได้ ดุร้ายมาก ถึงขั้นเจาะทะลุผิวหนังได้
ทุกคนในบ้านบาดเจ็บหนักมาก กว่าจะใช้ผ้าพลาสติกห่อพวกมันรวมกันแล้วทุบจนแตกหมดได้ก็แทบแย่ แต่ก็ยังมีบางเม็ดหนีลง ดินไป ตอนนี้หาไม่เจอ ไม่รู้ว่ามันตายหรือยัง
อยากถามว่า ดินมีปัญหา หรือเมล็ดผักของเรากลายพันธุ์กันแน่?”
ในช่องคอมเมนต์มีคนตอบอย่างรวดเร็ว
“เหตุการณ์เหลือเชื่อในวันสิ้นโลก +1”
“ห๊ะ? เวอร์ชันโลกจริงของ อุจจาระมีพิษ เหรอ?”
“มีแต่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่กลายพันธุ์ ดินไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เพราะงั้นต้องไม่ใช่ปัญหาที่ดินแน่ๆ น่าจะเป็นเมล็ดของบ้านนายกลายพันธุ์ มากกว่า”
“เห็นด้วยกับคอมเมนต์บน ว่าแต่ดินอะไรเพิ่มผลผลิตได้ขนาดนั้น ขุดได้จากไหน?”
“ถ่ายเสร็จแล้วกดนํ้าทิ้งไม่ได้เหรอ?”
“ข้างบน พูดง่ายสิ นํ้าตอนนี้หายากจะตาย”
เจ้าของโพสต์ตอบคอมเมนต์เรื่องกดนํ้าโดยตรง ตัวหนังสือเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ลองแล้ว ถ่ายเสร็จรีบกดนํ้าทันที แต่พวกมันปีนกลับมาจากท่อแล้วโจมตีเรา”
“เชี่ย ใช้นํ้ายังฆ่าไม่ตาย นี่มันเวอร์ชันวันสิ้นโลกของ เด็กผมแกละสองข้าง หรือไง”
“ข้างบนอย่าไปเทียบมั่ว เด็กผมแกละสองข้างนั่นขั้น next level แล้วนะ ตอนนี้ไม่ใช่แค่บินได้ทุกสายพันธุ์ ความเร็วบินยังเพิ่ม ขึ้นเยอะด้วย [หัวเราะ]”
“ช่วยด้วยยยย!”
โพสต์นี้แน่นอนว่าเป็นของหลิวตงกับหลิวซี
หลังผ่านการต่อสู้มาทั้งวัน ตอนนี้ทั้งสองเต็มไปด้วยบาดแผล จุดเลือดกระจายทั่วร่าง ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าเป็นโรคผิวหนังร้ายแรง
ทั้งคู่หดตัวอยู่ในห้องนอนด้วยความหวาดกลัว ท้องยังคงร้องครืดคราด
แต่นั่นไม่ใช่อาการท้องเสีย เป็นเพียงเสียงการบีบตัวของลำไส้ตามปกติ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน การหลุดพ้นจากอาการท้องผูกแล้วมีลำไส้ที่ทำงานดีแบบนี้ คงทำให้พวกเขาดีใจมาก
แต่ตอนนี้พวกเขากลับหวาดกลัวอย่างที่สุด
กล้ามเนื้อหูรูดและกล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งสองใช้แรงทั้งหมดกลั้นเอาไว้ ดวงตาแทบถลน ขณะ รีเฟรชช่องคอมเมนต์อย่างบ้าคลั่ง หวังว่าจะมีใครให้วิธีแก้ปัญหา
ถ้าเป็นปัญหาของเมล็ดพันธุ์
งั้นเมล็ดทั้งหมดในบ้านพวกเขาก็ใช้ไม่ได้แล้วหรือ?
แล้วจะหาเมล็ดปกติได้จากที่ไหน จะรู้ได้ยังไงว่าเมล็ดไหนปกติ เมล็ดไหนผิดปกติ?
แล้วจะทำยังไงให้ความรู้สึกอยากเข้าห้องนํ้าของพวกเขาหยุดลง?!
พวกเขาทั้งอ่อนแรงและสับสน แต่ไม่มีใครตอบคำถาม ทุกคนในคอมเมนต์เอาแต่หัวเราะล้อเลียน
สองพี่น้องโกรธจนแทบคลั่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากค้นหาข้อมูลเรื่องเมล็ดพันธุ์ต่อไปเอง
ไม่นาน หลิวตงก็เห็นโพสต์หนึ่ง
โพสต์นี้เพิ่งลงเหมือนกัน เนื้อหาพูดถึงวิธีแยกแยะเมล็ดพันธุ์กลายพันธุ์ และสามารถกินได้หรือไม่
เขารีบกดเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็ว
แต่เจ้าของโพสต์กลับไม่สนใจประเด็นแรกนัก กลับเน้นไปที่คำถามข้อที่สองแทน
เขาเชื่อว่า ไม่ว่าเมล็ดจะกลายพันธุ์หรือไม่ หรือกลายพันธุ์อย่างไร ขอแค่กินแล้วไม่ตายก็กินได้
เพราะตอนนี้ทุกอย่างบนโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว ถ้าจะพิถีพิถันขนาดนั้น สุดท้ายจะเหลืออะไรให้กินอีก?
ในคอมเมนต์ก็ถกเถียงเรื่องนี้กันเต็มไปหมด และเห็นด้วยกับเจ้าของโพสต์
แต่ปัญหาคือ เมล็ดกลายพันธุ์บางชนิดงอกยากมาก ต่อให้งอกแล้วก็โตยาก แล้วจะเพิ่มผลผลิตได้ยังไง?
หลิวตงรู้สึกผิดหวัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากอ่าน!
กำลังจะปัดออก หลิวซีกลับร้อง “เดี๋ยวก่อน” แล้วกดหน้าจอไว้ เลื่อนขึ้นไปให้เห็นคอมเมนต์หนึ่งที่เพิ่งผ่านตาไป
รูปโปรไฟล์เริ่มต้น ชื่อเริ่มต้น ใต้คอมเมนต์มีคำว่า “บัญชีที่ฉันติดตาม”
นี่คือความเห็นของ “ท่านนกนางนวล”
เขาเขียนไว้ว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันเอามูลซอมบี้มากองหมักเป็นปุั๋ย กระบวนการหมักเร็วมาก แค่เดือนกว่าๆ ก็กลายเป็นดินทองดำแล้ว ฉันใช้ดิน ชนิดนี้ทดลองปลูกเมล็ดพันธุ์ สี่วันก็โตเต็มที่ อัตราการงอกสูง ผลผลิตมาก สภาพพืชก็ดี แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ากินได้ไหม ต้องทดลอง ก่อน”
ด้านล่างเต็มไปด้วยเสียงอุทาน
“ปุั๋ยมูลซอมบี้??”
“เส้นทางใหม่ที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อนปรากฏแล้ว…”
“ถ้าทดลองเสร็จแล้วมาบอกในคอมเมนต์ด้วยนะ ผมรอฟังอยู่”
“นี่มันวิธีที่คนปกติจะคิดได้เหรอ?”
หลิวตงกับหลิวซี
“…………”
ทั้งสองจ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างไม่อยากเชื่อ
อีกด้านของเครือข่าย
หลังซูหรานโพสต์คอมเมนต์นี้ ก็มีคนตอบกลับจำนวนไม่น้อย เขาเลื่อนดูเรื่อยๆ พลางคิดลอยๆ ว่าจะทดลองความสามารถในการ กินของผักชุดนั้นอย่างไรดี
ทันใดนั้นก็มีคอมเมนต์หนึ่งโผล่ขึ้นมา
“ที่ดินแปลงใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้านนาย ฝังดินซอมบี้ไว้ทั้งหมดเลยเหรอ?!!”
ซูหรานชะงัก
แสงความคิดวาบขึ้นในหัว เขานั่งตัวตรงแล้วตอบกลับทันที
“คนที่ขโมยดินคือคุณ?!”
แต่ระบบเด้งแจ้งเตือนขึ้นทันทีว่า คอมเมนต์ต้นฉบับถูกลบไปแล้ว
ซูหรานรีบกดเข้าโปรไฟล์ของคนคนนั้นก่อนที่หน้าเดิมจะหาย
อีกฝั่ายเพิ่งโพสต์บันทึกหนึ่ง เขากดเข้าไปอ่านอย่างรวดเร็ว
อ่านจบ เขาอ้าปากค้าง ตกตะลึงอย่างหนัก…
แต่พอออกจากหน้านั้น ระบบก็แสดงว่า ผู้ใช้รายนี้ปิดบัญชีไปแล้ว
…
เขาปิดปากลง แล้วตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เอาละ ดูท่าผักชุดนั้นจะกินไม่ได้จริงๆ
แต่ในเมื่อมันยังสามารถไล่โจมตีคนจนเกิดบาดแผลได้
งั้นกับซอมบี้…มันคงมีพลังทำลายล้างยิ่งกว่า?
ท้ายที่สุด เนื้อหนังของซอมบี้ที่เน่าเปือยแล้ว ก็ย่อมเปราะกว่าของคนเป็นมาก…
เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ขึ้นมาอีกข้อ
อีกด้านหนึ่ง กู้เฉินกลับมาหลังจากไปดูดซับ แก่นพลังแห่งฟั้าดิน เสร็จแล้ว
น่าประหลาดใจอย่างยิ่งเขากลับคืนสู่ร่างมนุษย์จริงๆ
ใบหน้าเขาเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ก่อนจะพูดกับทุกคนว่า
“ผมรู้สึกเหมือนเส้นลมปราณทั้งร่างถูกเปิดทะลุเลย ตอนนี้ร่างกายดีมากๆ แล้วก็ยังได้ยินเสียงแปลกๆ ด้วย เหมือนมีคนพึมพำ พูดคนเดียวอยู่ตลอด!”
ซูหรานชี้ตัวเอง
“เสียงในใจของพวกเราเหรอ?”
แบบนั้นคงไม่ค่อยดีเท่าไร…
“ไม่ใช่ นายอยู่ตรงหน้าฉันนี่ แต่เสียงพวกนั้นเหมือนอยู่ไกลมาก” กู้เฉินก้มหน้าคิดครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ผมรู้สึกว่าผมสามารถเรียกเจ้าของเสียงพวกนั้นมาได้!”
ทุกคนชะงักไป
เรียก…ใคร?
กู้เฉินลองทำจริงๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา…นอกลานบ้านตระกูลซู ก็มีซอมบี้ยืนแน่นขนัด
มีประมาณหลายสิบตัว พวกมันยืนนิ่งอยู่บนถนนในหมู่บ้าน ดวงตาเหม่อลอย เงียบสนิทเหมือนหุ่นจำลอง ฉากนั้นดูประหลาด อย่างยิ่ง
ใบหน้าส่วนใหญ่ซูหรานไม่รู้จัก ชัดเจนว่ามาจากในเมือง
ซูหรานอ้าปากค้าง
…เสียงที่กู้เฉินได้ยิน มาจากพวกมันงั้นหรือ?
อวี๋ลี่ชี้ไปที่พวกมันแล้วถาม
“นายบอกว่าได้ยินเสียงพึมพำของพวกมัน งั้นพวกมันเหมือนนายหรือเปล่า ครึ่งคนครึ่งซอมบี้?”
“ไม่ใช่” กู้เฉินส่ายหัว
“ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ระดับการกลายเป็นซอมบี้ของมนุษย์น่าจะมีหลายแบบ
แบบแรก ก็เหมือนพวกคุณ สูดเชื้อไวรัสซอมบี้เข้าไป ไวรัสก็เพิ่มจำนวนในร่างกาย แต่พวกคุณไม่ได้กลายเป็นซอมบี้เลย
แบบที่สอง เกิดการกลายเป็นซอมบี้แล้ว แต่ค้างอยู่ตรงกลาง อาจพัฒนาไปเป็นซอมบี้เต็มตัว หรืออาจเจอโอกาสพลิกกลับมา เป็นสภาพที่ดีขึ้น เหมือนผมตอนนี้
แบบที่สาม ระดับการกลายเป็นซอมบี้ลึกกว่า แต่สมองยังไม่ถูกไวรัสควบคุมทั้งหมด จึงมี เศษความคิด ที่หลงเหลืออยู่โดยไม่รู้ ตัว ภายนอกดูเหมือนซอมบี้ธรรมดา
แบบที่สี่ ก็คือซอมบี้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
เขามองไปยังซอมบี้กลุ่มนั้น
“พวกนี้อยู่ในแบบที่สาม พวกมันคงไม่สามารถกลายเป็นเหมือนผมได้ แต่ผมมั่นใจว่าผมควบคุมพวกมันได้”
ควบคุมซอมบี้?
ทุกคนตกตะลึง
อวี๋เหยียนพึมพำ
“…นี่มันเหมือนในนิยายวันสิ้นโลกเลยไม่ใช่เหรอ นายสร้างกองทัพซอมบี้ของตัวเอง นายแทบจะเป็นราชาซอมบี้แล้วนะ”
กู้เฉินเกาท้ายทอยอย่างเขินๆ
“เอ่อ…แต่พวกเราก็ไม่ได้ต้องไปบุกที่ไหนนี่?”
เย่อินพูดขึ้นทันที
“พี่โง่หรือไง เอาซอมบี้พวกนี้ไปสู้กับซอมบี้ตัวอื่นสิ แบบนี้พี่ก็ล้างซอมบี้บนเกาะได้หมดเลย!”
ถ้าอย่างนั้น มนุษย์กำจัดซอมบี้ได้ก็คงอีกไม่นาน
กู้เฉินได้ยินแบบนั้น ตาก็สว่างขึ้นทันที
ซูหรานตัดสินใจทันที
“ขึ้นชั้นสามกันก่อน นายลองสั่งพวกมันไปสู้กับซอมบี้ในหมู่บ้านดู”
ทุกคนรีบย้ายไปที่ระเบียงชั้นสาม จากตรงนี้มองเห็นด้านล่างได้ชัดเจน
กู้เฉินหลับตา
ไม่นาน ซอมบี้กลุ่มนั้นก็เหมือนเด็กประถมที่เชื่อฟัง เดินเรียงแถวเข้ามาในสายตาพวกเขา…
เขาสั่งให้พวกมันเดินไปไกลๆ ทำเสียงเอะอะ
ซอมบี้ในลานบ้านสองข้างทางต่างก็เปิดประตูออกมา แต่สำหรับพวกเดียวกัน ซอมบี้มักไม่ตอบสนอง จึงได้แต่ยืนงงๆ มองหา ทางล่าเหยื่อ
กู้เฉินออกคำสั่งเพิ่ม ให้ “ทหาร” ของเขาไปยั่วยุ
ตรงนี้ฟาดที ตรงนั้นเตะที
ไม่ตอบสนอง?
งั้นเดินเข้าไปชนไหล่
พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนมีอารมณ์ แม้แต่ซอมบี้ก็เช่นกัน
ยั่วยุไปยั่วยุมา ซอมบี้ธรรมดาก็เริ่มโมโหจริงๆ และเริ่มตอบโต้
ชกที เตะที
สองฝั่ายจึงเริ่มต่อสู้กันตามคาด
บนระเบียงชั้นสาม ทุกคนเฝั้าดูด้วยความคาดหวัง
แต่การต่อสู้อันเร้าใจในตรอกนั้น ดำเนินไปเพียงไม่กี่นาที ก่อนจะพังทลาย…
ซอมบี้ที่ถูกควบคุมไม่รู้ว่าทำงานแบบขอไปที หรือร่างกายยังไม่คุ้นกับคำสั่ง ขยับแขนขาไม่คล่อง เรียกได้ว่าอ่อนแอสุดๆ
ไม่กี่อึดใจ ก็ถูกซอมบี้ฝั่ายตรงข้ามซัดจนแขนขาหักกระจัดกระจาย
ซูหรานรีบพูด
“เรียกพวกมันกลับมา!”
กู้เฉินหลั่งเหงื่อ หลับตาสั่งการอีกครั้ง
“ทหาร” ของเขาคลานตะเกียกตะกายกลับมาที่เดิม
เมื่อทุกคนลงไปเปิดประตูอีกครั้ง ก็เห็นซอมบี้ยืนก้มหน้าอย่างหดหู่
ไปยั่วเขา แต่กลับโดนซัดกลับมา
พวกมันทั้งน้อยใจทั้งอาย
แม้แต่เสวี่ยถวนยังส่งเสียงครางเบาๆ สีหน้าหมาดูสงสาร
ทุกคนตกอยู่ในความงุนงง
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
ทั้งที่ก็เป็นซอมบี้เหมือนกัน ทำไมพลังต่อสู้ต่างกันขนาดนี้
ปัญหาอยู่ที่กู้เฉิน หรือซอมบี้พวกนี้ยังไม่ชินกับการถูกควบคุม?
ซิงหลินที่เฝั้าดูมาตลอดพูดเตือนขึ้นประโยคหนึ่ง
“พวกมันเหมือนนาย ต่างจากซอมบี้ทั่วไป ลักษณะทางร่างกายบางอย่างของพวกนายอาจคล้ายกัน”
ทุกคนหันไปมองเขาพร้อมกัน
หมายความว่ายังไง
ดวงตาของกู้เฉินสว่างวาบ
“นายหมายถึง…?”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็มาที่ชายทะเลที่คุ้นเคยอีกครั้ง
แสงแดดส่องทั่วผืนดิน
บนชายหาดกว้าง ซอมบี้หลายสิบตัวยืนเรียงเป็นสิบแถวแนวตั้ง เก้าแถวแนวนอน
กู้เฉินยืนเป็นผู้นำ
เมื่อเขาออกคำสั่ง
ซอมบี้ทั้งหมดก็เคลื่อนไหวพร้อมกัน ล้มตัวลงไปฝังในทราย
ไม่นาน บนชายหาดก็ปรากฏกองทรายสี่เหลี่ยมผืนผ้าถึงเก้าสิบกอง
ภาพนั้นช่างยิ่งใหญ่จนซูหรานขนลุก รู้สึกว่าชายหาดนี้ดูอัปมงคลขึ้นมาเล็กน้อย…
ตอนนี้เรื่องราวดูเหมือนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
พวกเขารอการเปลี่ยนแปลงของกู้เฉิน
และตอนนี้ก็ต้องรอปาฏิหาริย์ระลอกใหม่อีกครั้ง
เมื่อกู้เฉินฝึกความสามารถควบคุมนี้จนเชี่ยวชาญจริงๆ
จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
พักเรื่องนี้ไว้ก่อน
เรื่องราวกลับมาที่ ดินซอมบี้ และ เมล็ดพันธุ์
หลังกลับถึงบ้าน ซูหรานคิดอยู่ครู่หนึ่ง
อันตรายที่สุดของผักที่ปลูกจากดินซอมบี้ ก็คือ เมล็ดอาวุธ ที่ออกมาพร้อมอุจจาระหลังจากกินเข้าไป
ตัวผักเองไม่มีพิษ
แต่ถ้าอยากรู้ว่าอาวุธพวกนี้ใช้ได้ไหม และใช้อย่างไร เขาก็ต้องทดลองเอง
ดังนั้นเขาจึงเอาใบผักกาดหอมไปให้ จูจู กิน
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน
คนส่วนใหญ่กลับไปนอนแล้ว เหลือเพียงซิงหลินที่อยู่เป็นเพื่อนเขา
ทั้งสองนั่งอยู่ในลานบ้าน คอยสังเกตจูจู
แม่ไก่จิกกินใบผักเสร็จ ก็เดินแกว่งหางไปมาเหมือนกำลังย่อยอาหาร มันไม่เข้าใจว่าทำไมวันนี้สองคนนี้ถึงจ้องมันอย่างตั้งใจ
ยิ่งกว่านั้น สายตายังเหมือนจะจับจ้องไปที่บริเวณต้องห้ามของมัน
มันจึงรู้สึกกระอักกระอ่วน เลยหันหลังให้ ทำเป็นไม่เห็นสายตาพวกเขา…
ทันใดนั้น
“ถ่ายแล้ว!” ซูหรานลุกพรวดจากเก้าอี้ตัวเล็ก
มูลไก่ก้อนเล็กนิ่มๆ ตกลงบนพื้น
ภายในนั้นมีเมล็ดหนึ่งเม็ดห่ออยู่จริงๆ
เมื่อเมล็ดนั้นสัมผัสอากาศ มันบิดตัวสองสามครั้ง แล้วพุ่งตรงไปยังเปั้าหมายที่ใกล้ที่สุดจูจู
ซูหรานกับซิงหลินก้าวไปข้างหน้า กางแผ่นพลาสติกใสที่เตรียมไว้ รับเมล็ดนั้นไว้ได้พอดี
จูจูตกใจ กางปีกบินกระพือหนีเข้าไปในบ้าน
ซูหรานกับซิงหลินก้มลงดู
เมล็ดนั้นพุ่งชนพลาสติกอย่างบ้าคลั่ง แรงมากพอที่จะทะลุออกมาได้
ตามที่คนขโมยดินบอก เมล็ดบางเม็ดเคยตกลงดินแล้วหายไป
ซูหรานรู้สึกว่านั่นคือเบาะแส
เขากับซิงหลินลองวางเมล็ดพร้อมพลาสติกลงบนดิน
ทันทีที่สัมผัสดิน เมล็ดก็หยุดนิ่ง
มันสงบลง
ซูหรานตาเป็นประกาย
เมื่อเขายกมันขึ้น เมล็ดก็เริ่มพุ่งชนอีกครั้ง
ทดลองซํ้าหลายครั้งก็เหมือนเดิม
เขาครุ่นคิดแล้วพูดว่า
“งั้นก็คือ ตอนอยู่ในร่างสัตว์มันไม่ทำอะไร อยู่ในดินก็จำศีล แต่พอออกจากสองสภาพแวดล้อมนี้ มันก็เริ่มหาเปั้าหมาย? ฟังดู เหมือนลักษณะของเมล็ดจริงๆ เลยนะ เปั้าหมายของมันอาจไม่ใช่การโจมตี แต่อาจเป็น ดิน มากกว่า”
มูลสัตว์ก็คือดินชนิดหนึ่ง
เมื่ออุจจาระถูกขับออกมา สภาพ ดิน จากลำไส้ที่อุดมสมบูรณ์ก็กลายเป็นสภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจาย
นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เมล็ดถูกกระตุ้น
ถ้ามันตกลงบนกองอุจจาระจริงๆ ก็คงสงบลง
แต่จากโครงสร้างแล้ว เมล็ดพวกนี้ไม่มีทางงอกได้
พูดง่ายๆ ก็คือ
มันเป็น “เมล็ดปลอม แต่อาวุธจริง”
ซูหรานหันไปบอกซิงหลิน
“ลองดูไหมว่ามันยิงทะลุซอมบี้ได้หรือเปล่า?”
“อืม”
ทั้งสองออกไปด้านนอก
พวกเขายืนหลังสิ่งกีดขวาง โยนเมล็ดที่ห่อพลาสติกไปข้างหน้า แล้วตะโกนเรียก
ไม่นาน ซอมบี้ตัวหนึ่งก็โผล่มาจากหัวมุมถนน
เมล็ดในพลาสติกดิ้นพล่าน ก่อนจะหาทางออกได้และพุ่งออกไป
มันพุ่งตรงเข้าซอมบี้
ทะลุไหล่ของมัน แล้วกระเด็นไปกระแทกกำแพงห่างออกไปราวห้าเมตร ก่อนตกลงในแปลงดอกไม้
เมื่อสัมผัสดิน มันก็หยุดนิ่ง
ซูหรานตื่นเต้นทันที
ใช้ได้!
มันใช้โจมตีซอมบี้ได้!
ถ้ามีเมล็ดมากพอ สักเมล็ดต้องยิงทะลุหัวซอมบี้ได้แน่!
ซิงหลินข้ามสิ่งกีดขวางไป จัดการซอมบี้ให้สิ้นซาก แล้วเดินไปที่แปลงดอกไม้
ซูหรานกระซิบถาม
“มีอะไรหรือ?”
เงือกยืนอยู่ข้างแปลงดอกไม้เหมือนกำลังสังเกตอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ย่อตัวลงทำอะไรบางอย่าง
ไม่กี่นาทีต่อมา เขากลับมาแล้วพูดว่า
“ตอนอยู่ในดิน ถึงมีคนอยู่ข้างๆ มันก็ไม่ขยับ ฉันขุดมันขึ้นมาพร้อมดิน มันก็ยังเหมือนเดิม สิ่งนี้มีลำดับความสำคัญในการอาศัย แบบปรสิต โดยดินจริงสำคัญกว่าร่างกายมนุษย์”
ซูหรานเข้าใจทันที
ถ้าเตรียมดินไว้หนึ่งกำมือ พวกเขาจะหลบเมล็ดที่พุ่งว่อนในสนามรบได้
เพราะทันทีที่เมล็ดเข้าใกล้คน มันจะถูกดินดึงดูด!
และถ้าปริมาณดินมากพอ ก็สามารถเก็บเมล็ดทั้งหมดกลับมาได้ตลอดเวลา
อาวุธรูปแบบใหม่นี้ใช้งานง่ายเกินไปแล้ว!
ซิงหลินเลิกคิ้ว
“ปัญหาตอนนี้คือ จะผลิตมันจำนวนมากได้ยังไง?”
ซูหรานคิดเร็ว
“ถ้าจะผลิตมัน ต้องกินผักที่ปลูกจากดินซอมบี้จำนวนมาก แล้วหลังจากผลิตออกมา ก็ต้องควบคุมมันไว้ทันที ไม่ให้มันบินมั่ว ซึ่ง คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ก็มีแค่…”
กลางดึก
“เหล่าหวังผู้โชคดี” ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ได้รับข้อความส่วนตัวจาก “ท่านนกนางนวล”
ท่านนกนางนวลถามว่า
“ฝังคุณ…ขาดอาหารกระต่ายไหม?”