ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 7
ครู่หนึ่งต่อมา
ตุบ!
โครม!
กึง!
เสียงสับผักในครัวดังน่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง
หน้าประตู เสวี่ยถวน แม่ไก่ตัวน้อย และเงือก สามหัวเรียงกันโผล่มา แอบชะโงกมองพร้อมเพรียง
…ซูหรานกำลังสับผักอย่างแรง ใจในอกแทบคลั่ง
เขาจะไวต่ออะไรนักหนา จะตกอกตกใจทำไม?
นั่นมันผู้ชายนะ ผู้ชาย! แค่หน้าตาดีกว่าหน่อย เคยไม่เห็นหรือไง?!
…………เหมือนจะไม่เคยจริงๆ
ซูหรานชะงัก แล้วฟันมีดลงไปอีกครั้งอย่างแรง
…เดี๋ยวก่อน ก็เพราะไม่เคยเห็นผู้ชายหน้าตาดีขนาดนั้นมาก่อน ปฏิกิริยาถึงได้แรงแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? ใครๆ ก็รักความงาม มองจน ตาค้างก็ปกติ หัวใจเต้นแรงหน่อยก็ปกติ เขา…ปกติดี!
ซูหรานโน้มน้าวตัวเองสำเร็จ ค่อยๆ สงบลง…แล้วตอนปล่อยมีดไปเสียบปลั๊กเตาไฟฟั้า สายตาดันเหลือบเห็นฝั่ามือขวาที่พ่นส เปรย์สมานแผลไว้เมื่อครู่ ภาพปลายนิ้วเย็นเฉียบของชายคนนั้นลากผ่านฝั่ามือก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจกระตุกวูบ
ซูหราน “………………”
อ๊ากกกก
ซิงหลินรับหน้าที่ให้อาหารแม่ไก่
เสวี่ยถวนเดินวนรอบๆ ตัวเขา เดี๋ยวมองแม่ไก่ เดี๋ยวมองผักในมือเขา เห็นแม่ไก่กินเอร็ดอร่อยก็เริ่มอยากรู้รสชาติใบผักบ้าง
ซิงหลินฉีกใบผักหนึ่งใบ แกว่งต่อหน้ามัน
เสวี่ยถวนจ้องจนตาเข กลืนนํ้าลาย ยืดคอกัดคำหนึ่ง เคี้ยวอย่างตื่นเต้น ไม่นานก็ทำหน้าสุนัขย่นคิ้ว คายออก นํ้าลายยืดตามออกมา สีหน้าราวกับบอกว่าแย่สุดขีด
ซิงหลินหัวเราะตํ่าๆ
“แย่ขนาดนั้นเลย” เขาพึมพำ ฉีกใบผักอีกใบ กัดคำหนึ่ง “อืม หวานนะ”
เสวี่ยถวน “?”
“กินข้าวได้แล้ว เข้ามา!”
เสียงเรียกดังจากด้านหลัง
ซิงหลินหันไป ซูหรานถือจานออกมาจากครัว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีแขกมาเพิ่มหนึ่งคน อย่างน้อยต้องจัดโต๊ะใหญ่ต้อนรับ
แต่ตอนนี้ย่อมเทียบกันไม่ได้
ซูหรานทำเพียงสองกับข้าว หนึ่งซุป อาหารหลักเป็นมันฝรั่งนึ่ง ข้าวสวยไว้กินตอนเย็น
ส่วนสถานที่กินในที่สุดก็ย้ายจากบันไดหน้าบ้านมาเป็นโต๊ะอาหารจริงๆ
ซิงหลินนั่งลงข้างโต๊ะ มองสำรวจอาหารสามอย่าง
ผ่านการต่อสู้ทางความคิดอย่างดุเดือด ตอนนี้ซูหรานเริ่มมีภูมิคุ้มกันต่อใบหน้าหล่อเหลาเล็กน้อย จึงถามอย่างปกติว่า “โลกใต้ พิภพของพวกนายกินอาหารบ้านๆ แบบนี้ไหม?”
“วัตถุดิบคล้ายกัน แต่ขั้นตอนปรุงไม่ซับซ้อน ส่วนใหญ่แค่ทำให้สุก เคยได้ยินว่าหัวเซี่ยเคยเป็นดินแดนแห่งอาหาร ทุกคนทำ กับข้าวเก่ง วันนี้ได้เห็นแล้ว”
คำประเมินแบบนี้ทำให้ซูหรานรู้สึกแปลกๆ
เขาลากเก้าอี้ นั่งตรงข้าม “ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำเป็นนะ บางคนก็สั่งเดลิเวอรี่อย่างเดียว แต่ของเรามีหลายสายอาหาร แต่ละมณฑล ก็มีเอกลักษณ์”
ซิงหลินเงยตามอง “งั้นนายก็คือคนที่ทำเก่ง”
“……” ซูหรานแทบหน้าแดงอีกแล้ว…เขาไม่ได้ตั้งใจชมตัวเองสักหน่อย
“ลองชิมดูก่อน กินได้ไหม”
ซิงหลินมองตะเกียบตรงหน้า หยิบขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าเขาเคยใช้มาก่อน ท่าจับถูกต้องมาตรฐาน
เพียงแต่คงไม่ได้ใช้บ่อย ท่าทางตอนยกมือจึงยังมีความเก้ๆ กังๆ เล็กน้อย
ซูหรานเอาหอยหลอดยักษ์ที่ขุดมาได้ครึ่งหนึ่งมาทำ อีกครึ่งแช่นํ้าทะเลให้คายทราย
ครึ่งนี้เขาผ่า ล้างทราย วางเรียงบนวุ้นเส้นในจาน ราดซอสกระเทียมแล้วนึ่งกลัวว่าซิงหลินจะกินเผ็ดไม่ได้ จึงไม่ใส่พริกเพิ่ม เพราะ ซอสกระเทียมก็มีเผ็ดอ่อนๆ อยู่แล้ว
ดูเหมือนเมนูใหญ่ แต่ทำไม่ยาก ไหนๆ ก็นึ่งมันฝรั่งอยู่แล้ว ก็วางนึ่งพร้อมกันไปเลย
ซิงหลินคีบหอยเป็นอย่างแรก
วางลงในชาม เขาใช้ตะเกียบแยกเนื้อออก มองดู แล้วก้มกัดหนึ่งคำ
เคี้ยวสองสามทีแล้วชะงัก
“……เผ็ดไปเหรอ?” ซูหรานถามอย่างลังเล
ซิงหลินส่ายหน้า “……เป็นรสชาติที่ไม่เคยชิมมาก่อน เลยเผลอหยุด”
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายมองซูหราน “อร่อยมาก”
ซูหรานชะงัก แล้วเม้มปากยิ้ม “……งั้นกินเยอะๆ!”
ใบหน้าซิงหลินไม่ค่อยมีสีหน้า นอกจากบางครั้งจะยิ้มกะทันหันหรือขมวดคิ้วยามสงสัย ซูหรานแทบไม่เห็นอารมณ์อื่น
แต่ท่าทางที่เร็วขึ้นเผยอะไรบางอย่าง
เขากินหอยหมดในไม่กี่คำ มองดูอีกครั้ง แล้วคีบตะเกียบไปที่วุ้นเส้น
ระหว่างนึ่ง นํ้าจากเนื้อหอยผสมกับซอสกระเทียม เคลือบวุ้นเส้นทุกเส้น
ซิงหลินคีบใส่ชาม ก้มชิม ชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดเข้าปากรวดเดียวหมดจานเล็กนั้น
แก้มของเขาปั่องนิดๆ เคี้ยวฉับๆ อย่างรวดเร็ว ซูหรานมองเห็นประกายในดวงตาสีนํ้าเงินเข้มคู่นั้น
อีกเมนูที่เขาทำคือผัดผักกับหน่อไม้ฤดูหนาว เป็นอาหารง่ายๆ จานหนึ่ง
ทั้งครอบครัวของซูหรานชอบกินหน่อไม้ โดยเฉพาะหน่อไม้ฤดูหนาว
หน่อไม้ฤดูหนาวกรอบนุ่ม มีรสหวานอ่อนๆ ไม่ว่าจะเอาไปต้มซุปหรือผัดก็หอมสดชื่นมาก
เพื่อจะได้กินได้นานขึ้น ทุกปีพอหน่อไม้ฤดูหนาวใกล้หมดฤดูกาล แม่ก็มักจะซื้อมาเพิ่ม ปอกเปลือกล้างสะอาดแล้วแช่ช่องฟรีซ เก็บไว้
ปกติเรื่องนี้จะทำช่วงปลายเดือนมีนาคม แต่ปีนี้หน่อไม้ราคาถูก แม่เลยซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนปีใหม่ กินไม่หมดก็ยัดเข้าช่องแช่แข็งด่วน กลายเป็นว่ามาได้ประโยชน์กับพวกเขาตอนนี้พอดี
ซูหรานเองก็เริ่มกินบ้าง
เขาคีบหน่อไม้ชิ้นหนึ่งเข้าปาก
หลังแช่แข็งแล้ว เนื้อสัมผัสย่อมเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร
แผ่นหน่อไม้ยังคงกรอบนุ่ม เคี้ยวแตกง่าย ปลายลิ้นแผ่ซ่านด้วยรสหวานสดชื่นอ่อนๆ
ส่วนผักเขียวเพิ่งเด็ดมาจากแปลง ตามที่คุณตาเคยพูดไว้ว่า “วิญญาณยังไม่ทันสลาย” สดใหม่มาก
เวลาซูหรานทำผัก ถ้าผัดเขาชอบให้กรอบ ถ้าต้มชอบให้นุ่มหนึบ
ผักจานนี้ไม่ได้ผัดนานเกินไป พอกัดคำหนึ่งก็ได้ความกรอบพอดี ไม่มีรสขมแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความหวานธรรมชาติ
ฝังตรงข้าม ความถี่ในการคีบอาหารของซิงหลินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาเลียนแบบซูหราน หยิบมันฝรั่งขึ้นมาปอกเปลือกออกชั้นหนึ่ง กินมันฝรั่งคำหนึ่งสลับกับผักอีกคำ กินอย่างเอร็ดอร่อย
ซุปวันนี้ของซูหรานทำจากหอยแมลงภู่ หอยลายที่ยังกินไม่หมด กับปลาเล็กกุ้งเล็กที่เก็บมาเมื่อวาน
ไม่ใส่ผงชูรสแม้แต่นิดเดียว อาหารทะเลหลากชนิดต้มรวมกันจนได้นํ้าซุปสีขาวขุ่นอ่อนๆ พอยกลงจากเตาก็โรยต้นหอมเล็กน้อย
ซิงหลินตักซุปครึ่งชาม ก้มหน้าชิมคำหนึ่ง แล้วก็ดื่มที่เหลือรวดเดียวหมด ก่อนจะตักเพิ่มเต็มชามอีกครั้ง
การเห็นคนอื่นกวาดอาหารที่ตัวเองทำเกลี้ยงเกลาน่าจะเป็นความสุขที่สุดของคนทำครัว
ค่อยๆ ซูหรานเองกลับแทบไม่ได้กินแล้ว เขาเท้าคางถามว่า
“สองวันก่อนคุณได้กินอะไรไหม ของที่ผมให้ไป คุณกินหรือเปล่า?”
วันนี้ตำแหน่งที่ซิงหลินปรากฏตัว ห่างจากจุดที่พวกเขาเจอกันเมื่อคืนก่อนหน้าไปทางเหนือไกลพอสมควร น่าจะเป็นเพราะชาย คนนี้แปลงร่างเป็นขาแล้วเดินมา
ซูหรานไม่เห็นปูม้ากับหอยตาแมวเหล่านั้น จึงไม่รู้ชะตากรรมของพวกมัน
ซิงหลินก้มหน้ากินไปตอบไป
“ถึงในร่างกายเราจะมีระบบของสิ่งมีชีวิตทะเลอยู่ครึ่งหนึ่ง กินของดิบส่งๆ ก็ยังท้องเสีย ติดพยาธิได้อยู่ดี”
“อะแฮ่ม แล้วก็…?”
“ไม่ได้กิน”
ซูหรานรู้สึกกระดากเล็กน้อย
“ระวังตัวกับคนแปลกหน้าไม่ใช่เรื่องไม่ดี การช่วยมากเกินไปบางครั้งก็เอาปัญหามาใส่ตัว ความใจดีไม่ใช่ความโง่” ชายหนุ่มแทะ มันฝรั่งอย่างสง่างาม “วิธีของคุณไม่มีปัญหา”
“คำพูดแบบนี้ออกจากปากนายได้ด้วยเหรอ” ซูหรานเอามือเท้าคาง “แล้ววันนี้นายยังว่าฉันเลวอยู่เลย”
“ผมพูดว่า มนุษย์เลว ไม่ได้เจาะจงใครคนหนึ่ง” เจ้าตัวเถียงหน้าตาเฉย ยังเหลือบมองซูหรานพร้อมยิ้มบางๆ “และก็ไม่ได้บอกว่า เลวเรื่องอะไร”
“…………” อะไรกัน พูดอะไรเละเทะแล้วยังหัวเราะอีก!
ซูหรานถลึงตาใส่เขา เปลี่ยนเรื่องทันที
“ว่าแต่ หางปลาของนายจะเปลี่ยนกลับมายังไง ยังเปลี่ยนกลับได้ไหม?”
ซิงหลินก้มมองขาของตัวเอง
“เปลี่ยนกลับได้ตลอด เดิมทีพวกเราสลับรูปร่างได้อิสระ แค่ตอนขึ้นฝังร่างกายยังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมไม่ทัน เลยติดอยู่ใน สภาพหางปลา” เขามองซูหราน “อยากดูไหม?”
“…ไม่ใช่นะ!”
ชายหนุ่มเอียงศีรษะ “อยากดูก็บอกสิ ไม่มีอะไรดูไม่ได้”
“…ฉันไม่ได้อยากดูนะ!”
ในสายตาของซิงหลินเหมือนเขียนไว้สามคำว่า: แน่ใจเหรอ?
หนึ่งนาทีต่อมา
ซูหรานลากเก้าอี้มานั่งข้างซิงหลิน สัมผัสเกล็ดสีนํ้าเงินเข้มอย่างเหลือเชื่อ กางเกงของชายหนุ่มถูกพาดไว้บนเก้าอี้อีกตัว
“เหมือนปลาจริงๆ ……”
“ก็มันคือหางปลา”
“……แล้วของนายนั่นหายไปไหน”
วินาทีถัดมา
“……อ๊ะ! ทำไมมันโปั่งขึ้นล่ะ?!”
“นายไม่ได้อยากดูเหรอ?”
“ฉันไม่ได้อยากดู! เดี๋ยว อย่ามองฉันแบบนั้น ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ หดกลับไป ให้มันหดกลับไป! มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!!”
“พวกมนุษย์นี่เข้าใจยากจริงๆ”
“จะเข้าใจยากตรงไหน ฉันก็แค่ถามเพราะสงสัย ใครๆ ก็มีของแบบนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ!”
“มีเหรอ?”
“…………นายยังอยากกินข้าวไหม?”
“ขอโทษครับ”
เงือกที่ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว ก็กินข้าวเร็วไม่แพ้กัน
ซูหรานรู้สึกว่าหน้าของเจ้าหมอนี่คงทำจากกำแพงเมือง ไม่มีเรื่องอะไรในโลกที่จะทำให้เขาอายได้
เขาคิดว่าตัวเองก็ควรปรับทัศนคติบ้าง
ตอนนี้ใครเป็นเจ้าบ้าน?
ก็เขานี่ไง
นี่บ้านเขา เจ้าหมอนี่กินของเขา ดื่มของเขา ใส่เสื้อผ้าเขา ทำไมเขาต้องเป็นฝั่ายใจเต้นวูบวาบอยู่ตลอด?
ดังนั้นหลังอาหาร ซูหรานจึงออกคำสั่งแรก
“จานนายล้าง”
เงือกเพิ่งลูบท้องลุกขึ้น ได้ยินประโยคนั้นก็กลอกตาสีนํ้าเงินเข้มมามองเขา
ซูหรานทำหน้าขรึม “มีปัญหา? ต่อไปฉันทำกับข้าว นายล้างจาน แบ่งงานบ้านกัน ตกลงกันแล้วนะ”
เขากอดอก เตรียมพร้อมจะโต้เถียงกับเงือกตัวนี้
แต่ซิงหลินกลับยิ้มเบาๆ
“อืม ไม่มีปัญหา”
เขาเก็บจานชามขึ้นมา
ซูหรานเหลือบตามองเขาเดินผ่านหน้าไป