ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 74
ตอนที่ 74
หน้าประตูโรงเรียนประถมเกิดภาพที่วุ่นวายคึกคักขึ้นทันที
ทุกคนกระจายตัวออกไปหาอะไรสักอย่างมาใช้ ของที่เอามากั้นเป็นกำแพงได้ ของที่หยิบไปขว้างได้ ทุกอย่างถูกนำมาใช้หมด
เมื่อสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดถูกปลุกขึ้น มนุษย์ก็สามารถระเบิดพลังมหาศาลออกมาได้
เพียงเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที สถานการณ์ก็พลิกกลับ ฝูงซอมบี้ที่ก่อนหน้านี้จ้องจะปีนข้ามสิ่งกีดขวางเข้ามา ถูกทุกคนร่วมมือกันใช้ สารพัดวิธีผลักดันให้ถอยออกไปหลายเมตร ผู้คนต่างพากันโห่ร้องดีใจ
“ได้ผล แบบนี้ได้ผล!”
“ทุกคนอดทนไว้ อดทนจนกว่าท่านนกนางนวลจะมา!”
ภายในฐานหลินซื่อ
“หัวหน้า เราจะปล่อยพวกเขาเข้ามาไหม?”
คนที่พูดชะโงกหน้าออกไปมองโดรนที่กำลังลอยวนอยู่บนฟั้า แม้เครื่องเหล่านั้นจะมีขอบเขตชัดเจน ไม่ได้บินเข้ามาในโรงเรียน แต่ การถูกตบหน้าแบบนี้อยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง ก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจนัก
เขาพูดอย่างลังเล
“ยังไงพวกเขาก็อยู่แค่คืนเดียวแล้วไป…”
หัวหน้าฐานตะคอกทันที
“นายเชื่อคำพูดไร้สาระพวกนั้นจริงๆ เหรอ?! นายคิดจริงๆ หรือว่าพวกมันเข้ามาแล้วจะยอมไป? ถ้าไม่ไปล่ะ นายจะแบ่งเสบียง ของนายให้พวกมันไหม จะยกที่อยู่ของนายให้พวกมันไหม?!”
เขาเท้าสองมือบนโต๊ะ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดขึ้น ด้วยความโกรธจัดทั้งตัวหอบหายใจแรง
ลูกน้องที่อยู่ข้างๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก
หัวหน้าฐานจ้องโดรนด้านนอกด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ไปเรียกเหล่าลี่เหลียงมานี่ โดรนพวกนี้กล้ามาสอดแนมฐานของเรา ยิงมันให้ตกให้หมด!”
กลุ่มผู้ลี้ภัยที่หน้าประตูโรงเรียนเพิ่งได้หายใจหายคอ ก็พบว่าโดรนบนฟั้าตกลงมาหนึ่งลำ
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นแค่เครื่องเสีย
แต่หนึ่งนาทีต่อมา โดรนอีกลำก็พุ่งกระแทกถอยหลังกลางอากาศ วาดเส้นโค้งก่อนจะตกลงพื้นห่างออกไปกว่าสิบเมตร แตก กระจายเป็นชิ้นๆ
ทุกคนชะงัก
วิถีการตกแบบนี้ ดูไม่เหมือนเครื่องเสียเอง
กลับเหมือนถูกอะไรบางอย่างยิงใส่
มีคนหนึ่งฉุกคิดได้ หันศีรษะไปตามทิศตรงข้ามของแรงกระแทก มองไปยังโรงเรียนประถมตรงหน้า…
สีหน้าของเขาเปลี่ยนทันที
“คนในฐานหลินซื่อกำลังยิงโดรนพวกนี้! พวกเขากำลังยิงมัน!”
ทันทีที่พูดจบ โดรนลำที่สามก็ตกลงพื้น
ทุกคนตะลึง
ฐานหลินซื่อกำลังยิงโดรนเหล่านี้…?
ไม่ช่วยก็ช่างเถอะ แต่ถึงกับโจมตีคนที่ตั้งใจจะมาช่วยพวกเขา…?
นี่คือจะปล่อยให้พวกเขาตายอยู่ตรงนี้!
ทันใดนั้นก็มีคนสบถหยาบคาย ก้าวไปข้างหน้าแล้วถีบประตูโรงเรียนอย่างแรง
“ออกมา! พวกแกออกมานี่!” เขาตะโกนลั่น “พวกแกจะให้พวกเราตาย งั้นพวกเราก็จะไม่ปล่อยให้พวกแกสบายเหมือนกัน วันนี้ ถ้าต้องตาย ก็ตายไปพร้อมกัน ไม่มีใครรอด!”
คนอื่นๆ ก็เดือดดาลเหมือนกัน พากันเดินขึ้นหน้าไปทุบประตู
“ใช่ ตายก็ตายไปพร้อมกัน!”
“วันนี้ตายกันหมดนี่แหละ!”
โดรนบนฟั้าหลบกระสุนที่ยิงมาจากในโรงเรียนไปพลาง พร้อมกับจัดเรียงตัวอักษรขึ้นใหม่
【ใจเย็น】
แต่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้กำลังเดือดดาลจนแทบระเบิด พวกเขาไม่ทันเห็นสองคำนี้เลย
ก่อนหน้านี้พวกเขายังหวังว่าฐานหลินซื่อจะเปิดประตูให้เข้า ถึงแม้ฐานจะแสดงท่าทีเย็นชา แต่พวกเขาก็ยังไม่ถึงขั้นอยากลาก เพื่อนร่วมชาติไปตายด้วยกัน จึงยังไม่เสียสติขนาดนี้
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ตอนนี้พวกเขาเกลียดชังอย่างแท้จริง
ทุกคนถีบประตูอย่างแรง เสียงเหล็กกระแทกดังโครมคราม บานประตูเริ่มบุบยุบลงทีละน้อย
ภายในโรงเรียน มีคนทนไม่ไหว ตะโกนออกมา
“ทำไมไม่ปล่อยพวกเขาเข้ามา! พวกเขาแค่อยากหลบสักคืนเดียว!”
“ใช่!”
“ฐานของเราก็เลี้ยงคนได้ตั้งมาก ทุกคนก็ทำงานทุกวัน เก็บของ ปลูกผัก ทำไมมีเงื่อนไขจะช่วยแต่ไม่ช่วย!”
“ไม่ปล่อยเข้าก็ช่างเถอะ แล้วทำไมต้องยิงโดรนของท่านนกนางนวลด้วย? พวกมันก็ไม่ได้บินเข้ามาในฐานเลย!”
“ใช่!”
“พวกนั้นก็คนชาติเดียวกันนะ!”
เสียงประท้วงดังขึ้นต่อเนื่อง
แต่หัวหน้าฐานที่ยืนดูอยู่ในห้องทำงานกลับยิ่งกัดฟันแน่น
เขาตะโกน
“ฐานนี้ฉันเป็นคนก่อตั้ง! ประตูโรงเรียนก็ฉันเป็นคนพาเปิด! พวกแกอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะฉัน! ใครไม่พอใจก็ไสหัวออกไป เดี๋ยวนี้! ลงไปข้างล่างแล้วโยนพวกมันออกไปให้หมด!”
ด้านหลังกลับเงียบผิดปกติ
เขาหันตัวกลับอย่างแรง เห็นลูกน้องกลุ่มหนึ่งหดหัวเหมือนนกกระทา ไม่กล้าพูดอะไร เส้นเลือดที่หน้าผากยิ่งกระตุกแรง
“อะไร พวกแกก็ไม่พอใจเหมือนกันเหรอ!” เขาตะโกนลั่น “อยากไสหัวออกไปเหมือนกันใช่ไหม?!”
มีคนตัวสั่นเล็กน้อย แต่รวบรวมความกล้าพูดเตือน
“หัวหน้า พวกนั้นก็เป็นสมาชิกฐานที่เคยสร้างผลงานไว้เยอะนะ แบบนี้มันไม่ดี…”
คนอื่นๆ ก็เริ่มพูดตาม
“ใช่ครับ ท่านนกนางนวลก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาในฐาน ปล่อยโดรนพวกนั้นไปเถอะ…”
“ถ้าประตูถูกถีบพังจริงๆ มันจะอันตรายนะ…”
“อย่าโกรธเลย ปล่อยไปเถอะ”
ทุกคนรู้ดีว่าหัวหน้าคนนี้กำลังรู้สึกเสียหน้า เพราะถูกท่านนกนางนวลตบหน้าเข้าให้
ชายวัยกลางคนคนนี้ในช่วงแรกของการก่อตั้งฐานเคยเป็นผู้นำจริงๆ
แต่เขาก็เป็นคนอารมณ์ไม่คงที่มาตลอด ปกติแค่ระเบิดอารมณ์บ้างก็ยังพอทนได้
แต่ตอนนี้ถ้ายังปล่อยให้อารมณ์นำทางแบบนี้ มันอาจทำให้ทุกคนตายกันหมด
ทุกคนจึงช่วยกันเกลี้ยกล่อม พูดกันอย่างจริงใจ
แต่สำหรับคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง คำปลอบใจบางครั้งกลับเหมือนเชื้อไฟ
เห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าว่า หัวหน้าฐานเริ่มเดือดจัด
ดวงตาเขาเบิกกว้าง หายใจแรง เสียงเหมือนดันขึ้นมาจากท้อง
“ตกลงใครเป็นหัวหน้ากันแน่ ระหว่างพวกแกกับฉัน”
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น
ทุกคนสะดุ้ง หันไปมองนอกหน้าต่างพร้อมกัน
ประตูถูกถีบกระเด็นแล้ว!
ประตูใหญ่ของฐาน พังหลุดออกมาแล้วจริงๆ!
บานเหล็กสองบานเหมือนทำจากกระดาษ ลอยไปไกลหลายเมตร ก่อนจะตกกระแทกพื้นโล่ง หมุนสองรอบแล้วหยุดนิ่ง
ในห้องทำงานเงียบกริบ
ตรงประตูใหญ่ กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ดวงตาแดงกํ่ายืนอยู่ สีหน้าเย็นเยียบ
และบนท้องฟั้าไกลออกไป โดรนที่มีไฟกระพริบจำนวนมากกำลังบินเข้ามาเพิ่ม
พวกมันกระจายตัวเต็มท้องฟั้า ก่อนจะเริ่มโปรยกระสุนเมล็ดพันธุ์ลงมา
ฝูงซอมบี้ตกอยู่ท่ามกลางห่ากระสุน
พวกมันคำราม ก่อนจะล้มลงทีละตัว
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น กลุ่มคนที่เมื่อครู่ยังอ้อนวอนให้เปิดประตู กลับไม่ก้าวเข้ามาในฐานแม้แต่ก้าวเดียว
ชายที่ยืนเป็นหัวหน้ากล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นชา
“กรรมดีกรรมชั่วมีผลตอบแทนเสมอ ประตูบานนี้ คือทางเข้าสู่การชำระบัญชีของพวกแก”
พูดจบ พวกเขาก็แยกตัวออกไปทางซ้ายขวาอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะหายตัวไป
ภายในฐาน หลายคนหดตัวอยู่ตามมุม ต่างตะลึงงัน
หมายความว่ายังไง?
ทันใดนั้น คนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยคัดค้านการตัดสินใจของฐานก็ได้สติ รีบวิ่งไปยังลานจอดรถ
เขากระโดดขึ้นที่นั่งคนขับ ปิดประตู สตาร์ตรถทันที
เพื่อนของเขาหลายคนก็รู้ตัวตาม รีบวิ่งตามออกมา ขึ้นที่นั่งข้างคนขับและเบาะหลังอย่างรวดเร็ว
ถอยรถ หมุนพวงมาลัย ก่อนที่คนอื่นจะทันตั้งตัว พวกเขาก็ขับรถออกจากฐานไปแล้ว
ด้านนอก กลุ่มผู้ลี้ภัยได้ขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว อาศัยจังหวะที่ฝูงซอมบี้กำลังสับสน
บนท้องฟั้า โดรนบางส่วนเรียงเป็นเส้นตรง ชี้นำทางไปข้างหน้า
ขบวนรถติดตามมัน ฝั่าฝูงซอมบี้ออกไป!
รถคันที่ออกมาจากฐานหลินซื่อก็ขับตามท้ายขบวน พวกเขายื่นตัวออกนอกหน้าต่าง ใช้ไม้ไล่ซอมบี้ที่ตามมา ช่วยปิดท้ายขบวน รถ ขณะขับไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่
พวกเขาก็จะไปหาท่านนกนางนวลเหมือนกัน
พวกเขาไม่อาจอยู่ในฐานที่ไร้มนุษยธรรมแบบนั้นได้อีกต่อไป!
ภายในโรงเรียน ทุกคนตะลึงงัน
มีคนหนึ่งได้สติในที่สุด
“เหล่าเจ้าออกไปแล้ว… เขาไปกับพวกนั้นแล้ว!”
คนที่ออกไปแม้จะไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงของฐาน
แต่กฎของสังคมก็เป็นแบบนี้เสมอ ต่อให้เป็นวันสิ้นโลก คนระดับล่างก็ยังเป็นคนทำงานหนักที่สุด
ชายที่ถูกเรียกว่าเหล่าเจ้าและเพื่อนของเขา ก็คือกลุ่มคนที่ออกไปทำภารกิจนอกฐานมากที่สุด แข็งแกร่งที่สุด
เพราะแข็งแกร่งเกินไป ผู้บริหารฐานจึงไม่เคยกล้าให้ปืนกับพวกเขา กลัวว่าจะก่อกบฏ
และในตอนนี้ การจากไปของพวกเขาเหมือนประกายไฟที่จุดชนวน
มีคนอีกกลุ่มหนึ่งกัดฟันแน่น วิ่งไปยังลานจอดรถ ขึ้นรถ แล้วขับตามออกไป
คันแล้วคันเล่า
เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ยืนดูอยู่ในห้องทำงานเพิ่งได้สติ รีบพุ่งไปเปิดหน้าต่างตะโกน
“หยุดพวกมันไว้! ห้ามให้พวกมันไป! รีบเอาของมาขวางประตู เร็ว!”
แต่สายเกินไปแล้ว
หลังจากรถสี่คันขับออกไป ผู้คนที่เหลืออยู่ในลานต่างรีบร้อนหาอะไรมาขวาง
แต่เงาร่างน่าขนลุกก็ปรากฏขึ้นที่ประตูแล้ว
นั่นคือซอมบี้
ซอมบี้จำนวนมหาศาลที่เสียเปั้าหมายเดิมไป แล้วหันมาจ้องพวกเขาแทน
ซูหรานกับจิงหยางใช้โดรนสำรวจเส้นทาง
ทางที่มีซอมบี้มาก มีรอยแยกจากแผ่นดินไหว หรือมีอาคารถล่ม ถูกตัดทิ้งทั้งหมด
สุดท้ายจึงเลือกเส้นทางที่โล่งที่สุด ให้คนหลายสิบคนขับรถตลอดคืนไปยังฐานของ ฉีเซิง
ตอนโทรศัพท์ ซูหรานยังเตือนเป็นพิเศษว่า มีคนจากฐานหลินซื่อกว่าสิบคนตามท้ายขบวนรถมาด้วย
แม้จากพฤติกรรมของพวกเขา ดูเหมือนจะเป็นเพราะแนวทางไม่ตรงกับฐานหลินซื่อจึงออกมา
แต่ก็ควรระวังไว้
ฉีเซิงบอกว่าเข้าใจแล้ว
หลังวางสาย ซูหรานก็ให้ อวี๋ลี่ กับพวกนั้นไปเก็บผักมาบางส่วน เดี๋ยวจะให้ฝูงนกนางนวลนำไปส่งที่เมืองกวง
ท้ายที่สุด ฉีเซิงรับคนเพิ่มเข้ามาเยอะขนาดนี้ เขาก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง
พอทำทุกอย่างเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งแล้ว
ทุกคนแยกย้ายกันไปพักอย่างอ่อนล้า
ซูหรานอาบนํ้าแล้วขึ้นเตียง ในที่สุดก็มีเวลาหยิบแอปวันสิ้นโลกขึ้นมาเปิดดู
คืนนี้ในแอปเงียบผิดปกติ
มีเพียงไม่กี่โพสต์ที่ถามว่า ทุกคนเจอแผ่นดินไหวกันไหม ปลอดภัยดีหรือเปล่า
แต่ในช่องคอมเมนต์กลับว่างเปล่า แทบไม่มีใครตอบ
มีคนหนึ่งบอกว่า
“อาจเป็นเพราะเสาสัญญาณได้รับผลกระทบ”
ซูหรานเงียบไป เขาเปลี่ยนไปที่หน้าข้อความ แล้วส่งข้อความหา จางสือ
“แผ่นดินไหวจะรบกวนสัญญาณไหม? หรือว่าที่ไม่มีสัญญาณตอนนี้เพราะเสาสัญญาณล้ม…?”
เขาคิดว่าคงต้องรอถึงพรุ่งนี้ถึงจะได้คำตอบ
แต่ไม่กี่นาทีต่อมา จางสือก็ตอบกลับมาแล้ว
“ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวอาจรบกวนสัญญาณได้ แต่พอจบแล้วปกติจะไม่กระทบแล้ว ถ้ายังไม่มีสัญญาณตอนนี้ อาจเป็นเพราะเสา สัญญาณล้ม หรือเครื่องมือบางอย่างเสียหายตอนแผ่นดินไหว ต้องดูว่ามีคนไปซ่อมหรือยัง”
อารมณ์ของซูหรานหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
หลังจากนอนลง เขาก็พลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ
บางทีก็นึกถึงแอปวันสิ้นโลกที่เงียบเหงา
บางทีก็นึกถึงคำพูดของฉีเซิง
“ฉันติดต่อเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่เมือง K ได้ ที่นั่นก็เกิดแผ่นดินไหวเหมือนกัน และสถานการณ์หนักกว่าฝังพวกเรา แผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจกินพื้นที่กว้างมาก”
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเขาก็ยังนอนไม่หลับ
ซูหรานลืมตาขึ้น เปิดผ้าห่ม แล้วลุกลงจากเตียง
ราตรีเงียบสงัด
ดวงจันทร์ที่เว้าแหว่งไปมุมหนึ่งลอยนิ่งอยู่บนฟากฟั้า เสียงจิ้งหรีดร้องอยู่ในพุ่มหญ้า ดังเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า
ซูหรานเพิ่งเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว เสียงของซิงหลินก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“นอนไม่หลับเหรอ”
เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไป
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าประตู มองมาที่เขา
เจ้าหมอนี่สวมชุดนอนสีขาวอ่อน แสงจันทร์ส่องลงบนด้านข้างของร่าง ทำให้บรรยากาศรอบตัวเขาดูสงบนิ่งอย่างประหลาด
เขาปิดประตูเบาๆ แล้วเดินเข้ามา
“นายตามออกมาทำไมล่ะ” ซูหรานพูดเสียงเบา “ไปนอนเถอะ”
ชายหนุ่มเหลือบมองเขา
“เดิมทีก็นอนหลับไปแล้ว ถูกเสียงนายปลุก ตอนนี้เลยนอนไม่หลับ”
ซูหราน “……”
เขาออกมาอย่างเงียบที่สุดแล้วนะ!
ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามถนนในหมู่บ้านอย่างช้าๆ ไม่มีใครพูดอะไร
ซูหรานเงยหน้ามองท้องฟั้ายามคํ่า สูดลมหายใจลึก เอากลิ่นอายของฤดูร้อนเข้าปอด แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก
“……ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันแยกขาดกันแปลกๆ” เขาพึมพำ “คืนนี้คงมีหลายที่ที่ไม่มีใครหลับ แต่หมู่บ้านของเรากลับเงียบ แบบนี้”
ซิงหลินพูดเรียบๆ
“เพราะซอมบี้ถูกกำจัดหมดแล้ว”
“……ใช่” ซูหรานถอนหายใจ “แต่คนจำนวนมากไม่มีเงื่อนไขแบบเรา”
“เมืองที่เคยมีสัญญาณ ตอนนี้ก็ไม่มีแล้วด้วยซํ้า พวกผู้รอดชีวิตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันอยากช่วยก็ช่วยไม่ได้ แม้นกนางนวลจะฉลาด แต่มันก็ยังไม่ฉลาดถึงขั้นแยกได้ว่าใครต้องการความช่วยเหลือ ใครไม่ต้องการ”
“โดรนก็บินได้ไม่ไกล วันนี้บินไปถึงฐานหลินซื่อก็แทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว”
ต่อให้มีตัวช่วยมากแค่ไหน ก็ยังมีช่วงเวลาที่ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นี่แหละคือความจริง
ซูหรานเคยคิดด้วยซํ้าว่า
หรือพวกเขาจะขับรถไปอีกฝังของสะพานดี? ใช้การเคลื่อนย้ายตำแหน่งตัวเองเพื่อเพิ่มระยะบินของโดรน
แต่สุดท้ายวิธีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ดี เพราะเสบียงทั้งหมดต้องส่งออกจากหมู่บ้านชายฝังแห่งนี้ และเพื่อให้ติดต่อกันได้ พวกเขา ต้องอยู่ในเมืองที่ยังมีสัญญาณ
แต่เมืองแบบนั้น ตอนนี้เหลือไม่กี่แห่งแล้ว
คิดไปคิดมา สุดท้ายซูหรานก็ทำได้เพียงปล่อยสมองว่างเปล่า
คิดต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาไม่อาจช่วยทุกคนได้
ซิงหลินเดินอยู่ข้างเขา ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงเงียบฟังเขาระบาย
จนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงชายทะเล ลมทะเลอ่อนโยนพัดเข้ามาปะทะหน้า เจ้าหมอนั่นจู่ๆ ก็พูดขึ้น
“ครอบครัวของนายจะปลอดภัย”
ซูหรานชะงัก
เขาหันไปมองทันที
ชายหนุ่มเอียงหน้าเล็กน้อย มองเขาเหมือนมองทะลุความคิดทั้งหมด แล้วพูดว่า
“พวกเขาจะเป็น ผู้ได้รับผลจากความดี ไม่ใช่เหรอ”
ลมทะเลพัดผมสีดำของพวกเขาเบาๆ
ดวงตาของซูหรานร้อนผ่าว จมูกเริ่มแสบขึ้นมา
เจ้าหมอนี่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
เจ้าหมอนี่รู้ทุกอย่าง
เขาพยักหน้าแรงๆ ส่งเสียงตอบ “อืม” อย่างมีเสียงขึ้นจมูก
ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มของซิงหลินลึกขึ้น
เขายื่นมือมา ลูบหัวซูหรานสองที แล้วออกแรงเล็กน้อย ดึงเขาเข้ามาในอ้อมกอด
ในช่วงเวลานี้ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่อง “กฎสามข้อ” อีก
ซูหรานเอนพิงไหล่ของเจ้าหมอนั่นเบาๆ หลับตาลง ดวงตาชื้นขึ้นเล็กน้อย
ลมทะเลพัดไปเรื่อยๆ
ระหว่างพวกเขาเงียบสงบ เหมือนคํ่าคืนตรงหน้า
……
ปุ
ซ่า ซ่า ซ่า
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากใต้เท้า
ซูหรานลืมตาขึ้นอย่างงุนงง แล้วเห็นว่าระหว่างเขากับซิงหลิน…มีไม้โค้งท่อนหนึ่งโผล่ออกมาจากทราย
……เมื่อกี้ตรงนี้มีไม้อยู่แบบนี้ด้วยเหรอ
เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่สิ
เขาผลักซิงหลินออก แล้วพูดอย่างประหลาดใจ
“เป็นรากของต้นไม้โบราณเหรอ”
เขาย่อตัวลง ใช้มือขุดทรายออก รากใต้ดินนั้นขยับเหมือนงูเล็กน้อย
ใช่แล้ว นี่คือรากของต้นไม้โบราณจริงๆ
……มันยืดมาจากหน้าหมู่บ้านจนถึงที่นี่เลยเหรอ
ซูหรานตกใจเล็กน้อย
รากเส้นนั้นจู่ๆ ก็โผล่ปลายแหลมขึ้นจากทราย ยืดขึ้น แล้วแตะเบาๆ ที่ขมับของเขา
ในจิตสำนึก ซูหรานได้ยินเสียงชราภาพเสียงหนึ่ง
“……#¥@กระจายทั่วโลก!”
“……อะไรนะ”
“%¥@&*#โลก!”
“อะไรนะ ลูกอะไร”
เห็นได้ชัดว่าการเชื่อมต่อของเขากับต้นไม้โบราณไม่ได้แน่นแฟั้นเท่าหมานอิน ต้นไม้โบราณพูดซํ้าหลายครั้ง ซูหรานก็ยังฟังไม่ออก ว่าผู้เฒ่าต้องการจะพูดอะไร
สุดท้ายผู้เฒ่าก็หงุดหงิด ถอนรากกลับ
ซูหรานรีบพูด
“เอ๊ะ ท่านไปปลุกหมานอินแล้วคุยกับเขาก็ได้นี่!”
ผู้เฒ่าตวัดทรายใส่เขาหนึ่งกำมือ พอระบายอารมณ์เสร็จก็จากไปทันที เห็นได้ชัดว่าไม่อยากพูดอะไรอีก
ซูหราน “……”
เขาปัดทรายเต็มหน้าออก ยืนขึ้นอย่างงงๆ
“ทำไมมันถึงโกรธขนาดนั้น”
เงือกเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ตอนหมานอินหลับก็เหมือนตันอิ๋ง ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น มันคงไปปลุกมาแล้ว แต่ปลุกไม่ขึ้น”
ซูหราน “……งั้นมันก็น่าจะลองหานายดูบ้างสิ เผื่อนายจะฟังเข้าใจ หรือไม่ก็เขียน…เอ่อ มันเขียนหนังสือได้ไหมนะ”
“ใครจะรู้ ตอนคนแก่โมโห บางทีก็จะสูญเสียสติปัญญาไปบางส่วน”
เงือกพูดลอยๆ แล้วก็หันหลังเตรียมจะเดินกลับ
ซูหราน “…………”
ยังดีที่ “คนแก่” ไปแล้ว ไม่ได้ยินประโยคนี้…
จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น พวกเขาถึงได้รู้ว่าผู้เฒ่าต้นไม้โบราณหมายความว่าอะไร
แต่เช้าตรู่ “ต้วน” ส่งข้อความมาว่า
“หน้าห้างมีรากไม้ท่อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาแล้วขยับได้ เป็นของต้นไม้โบราณหน้าหมู่บ้านคุณหรือเปล่าครับ…?”
ฉีเซิงก็ฝากข้อความไว้ให้เขา
“รากต้นไม้หน้าหมู่บ้านคุณงอกมาถึงฐานของพวกเราแล้วเหรอ…? [ภาพ]”
ในแอปวันสิ้นโลก มีคนโพสต์บันทึก
“ตื่นเช้ามาหน้าบ้านมีของแบบนี้โผล่ขึ้นมา ขยับได้ ยังมีชีวิตอยู่! ตอนนี้ต้นไม้กลายเป็นปีศาจแล้วเหรอ”
แนบรูปภาพมาหนึ่งภาพ
ในรูปคือรากพืชท่อนหนึ่งที่ทะลุพื้นปูนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“แต่แถวบ้านฉันไม่มีต้นไม้นะ รากนี้มาจากไหน”
ยังมีอีกหลายคนที่ร้องอุทานแบบเดียวกัน
“ของฉันก็มี!”
“บ้านฉันก็เหมือนกัน!”
“ทุกคนเป็นแบบนี้หมดเลยเหรอ ต้นไม้อะไรกันแน่ รากมันจะไม่แทงลงไปถึงใจกลางโลกแล้วแผ่ไปทั่วโลกหรอกนะ”
ซูหรานสะดุ้งเฮือก
รากของต้นไม้โบราณแผ่ไปทั่วโลก?
ไม่ใช่!
เขาเข้าใจแล้ว!
เมื่อคืนผู้เฒ่าพูดว่า
“สหายของข้าอยู่ทั่วทั้งโลก!”
ต้นไม้โบราณพันปีเหล่านี้สามารถระบุตำแหน่งของมนุษย์ได้
พวกมันสามารถช่วยเหลือปฏิบัติการกู้ภัยครั้งนี้ได้!