ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 86
บนเกาะร้างเงื่อนไขมีจำกัด พวกเขาหุงข้าวหม้อใหญ่กับผักหนึ่งกะละมัง กินจิ้มซีอิ๊วกันง่ายๆ ก็จัดการมื้อแรกไปได้
เวลาค่อนข้างดึกแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนพอดี
อวี๋หมิงและพวกช่วยกันสร้างบ้านเล็กๆ แบบหยาบๆ ขึ้นห้าหลัง บวกกับเพิงที่ซูหรานสร้างไว้ก่อนหน้า รวมเป็นหกห้องเล็กๆ แต่ละห้องนอนได้สี่ถึงห้าคน
หลังจากจัดให้คนแก่ เด็ก คนปั่วย และคนที่ร่างกายอ่อนแอเข้าไปแล้ว ห้องทั้งหกก็เต็มพอดี คนอื่นๆ จึงนอนข้างนอกทั้งหมด ไม่มีใครบ่นสักคำ
คืนนั้น พวกเขามองท้องฟั้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ก่อนจะถอนหายใจแล้วหลับไป
วันถัดมา ทะเลเต็มไปด้วยหมอกหนา
เกาะลู่อันหายไปในความขาวโพลน พวกเขาไม่รู้ว่าภัยตั๊กแตนบนแผ่นดินสงบลงหรือยัง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยง กลับไป
ผืนนํ้าที่ไกลออกไปก็มองไม่เห็น เห็นเพียงคลื่นทะเลซัดเข้าหาฝังครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงซัดกระทบดังซ่าๆ ล้อมรอบเกาะไม่หยุด
ชั่วขณะหนึ่ง ราวกับว่าทั้งดาวเคราะห์เหลือเพียงเกาะโดดเดี่ยวแห่งนี้ ทั้งโลกเหลือเพียงคนมีชีวิตสองร้อยกว่าคน
บางคนเริ่มตกอยู่ในความหวาดกลัว ซูหรานสังเกตเห็น จึงรีบระดมทุกคนให้ลงมือทำงานทันที
วัสดุก่อสร้างยังเหลืออีก พวกเขาสร้างบ้านต่อได้
เสบียงอาหารจะกินแต่ของสำรองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาวิธีเพิ่มมันขึ้นมา
ขนหิน จับของทะเล เริ่มกันได้เลย
เรื่องขนหิน ซูเจี้ยนเฉียงมีประสบการณ์ ตอนยังเด็กเขาเคยช่วยพ่อสร้างบ้าน จึงพาผู้ชายวัยกลางคนกลุ่มหนึ่งไปเปิดพื้นที่ใหม่ เล่น แข่งขันกับฝังของอวี๋หมิง
ส่วนการจับของทะเล ซูหรานเก่งที่สุด อวี๋เหยียนกับพวกตามเขาเรียนมาหลายเดือน ก็พอมีฝีมือ
พวกเขาแยกกันนำทีม เดินเก็บรอบเกาะอย่างละเอียด เรียกได้ว่าไม่เหลือซอกมุม ช่องหินตามแนวโขดก็ถูกพวกเขาควานจนทั่ว
แน่นอน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซูหรานกำชับเป็นพิเศษ ให้จับตัวใหญ่ ปล่อยตัวเล็ก ถ้าจับได้ตัวเล็กก็ปล่อยกลับไป ให้พวก สิ่งมีชีวิตทะเลโตอีกหน่อย
เมื่อคนยุ่งขึ้น ก็ไม่มีเวลาคิดฟุั้งซ่าน
ภายใต้การผลักดันของซูหราน ทั้งเกาะกลับมาคึกคัก ไม่มีใครมัวแต่หดหู่
คืนนั้นถึงอาหารจะยังจืดๆ แต่เพราะมีอาหารทะเลที่เก็บมาได้ จึงดูเหมือนมื้อที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์
ก่อนนอน ในแอปวันสิ้นโลกก็มีคนกลับมาออนไลน์อีกครั้ง
“พี่น้องทั้งหลาย ฉันกลับมาแล้ว!!”
“เมื่อวานหนีทั้งวัน สุดท้ายไปหลบในตึกสำนักงาน หนีขึ้นไปถึงชั้นบนสุด โชคดีตึกนี้ไม่พังตอนแผ่นดินไหวก่อนหน้า……”
“เมื่อวานฉันนอนอยู่บ้านเฉยๆ คิดว่าถ้าจะตายก็ตายไปเถอะ เลยหลับไป ผลคือวันนี้ยังตื่นขึ้นมาได้ [มึนงง] แต่แมลงพวกนี้เมื่อ ไหร่จะไปสักที ทำไมยังอยู่ [ร้องไห้]”
“ตอนนี้ยังมีใครอยู่บ้าง ยกมือหน่อย!”
“ยกมือ!”
“ยกมือ +1”
“ยกมือ +10086”
“ว่าแต่ถามหน่อย เมื่อวานผู้นำฐานเราบอกว่ามีคนไปพบโลกใต้พิภพแห่งใหม่ในอีกซีกโลกหนึ่ง แต่ยังไม่ได้รายละเอียด ใครรู้เรื่อง นี้ไหม จริงหรือเปล่า”
“หา??”
“อะไรนะ โลกใต้พิภพใหม่??”
“ฉันรู้ เรื่องนี้มีจริง หัวหน้าของเราก็ถูกถามว่าจะไปไหม แต่ได้ยินว่าท่านนกนางนวลไม่แนะนำ เลยยกเลิก”
“??? เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันตามไม่ทันแล้ว [ช็อก]”
“ทำไมท่านนกนางนวลไม่แนะนำล่ะ?”
“ฉันมาจากฐานเมือง X ข่าวนี้ฝังเราปล่อยออกไปเอง
เมื่อวานหัวหน้าเราได้รับโทรศัพท์ เพื่อนของเขาที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งนำทีมไปสำรวจใต้ทะเล แล้วพบโลกใต้พิภพแห่งใหม่ ใส่ เครื่องตรวจสอบเข้าไปแล้ว สภาพแวดล้อม อากาศ ทุกอย่างใช้ได้ เลยคิดว่าจะย้ายคนเข้าไปอยู่กันดีไหม
ตอนโทรไปถึงผู้นำฐานเมืองกวง ฝังนั้นกำลังอยู่กับท่านลูกนางนวลพอดี ท่านนกนางนวลบอกว่าถ้าเราเข้าไปก็จบเลย จะกลาย เป็นเผ่าพันธุ์โลกใต้พิภพรุ่นถัดไป หัวหน้าเราจึงรีบไปบอกเพื่อนคนนั้น สองฝังคุยกันแล้วก็ยกเลิกแผน
ท่านนกนางนวลยังวิเคราะห์บันทึกความทรงจำออกมาแล้ว ข้างในนั้นไม่ใช่คำทำนายสำหรับพวกเราเลย แต่เป็นประสบการณ์จริง ของบรรพบุรุษโลกใต้พิภพ พวกเขาเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับเราตั้งแต่สี่ร้อยล้านปีก่อนแล้ว
แล้วก็เรื่องรีโมตของเครื่องสำรวจ พวกเขากู้ข้อมูลขึ้นมาดูแล้ว ความจริงก็คือ……”
คนคนนั้นอธิบายทุกอย่างอย่างชัดเจน ทำให้ซูหรานกับพวกไม่ต้องออกมาอธิบายซํ้า
ส่วนในคอมเมนต์ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
แค่วันเดียว เกิดเรื่องมากมายขนาดนี้เลยหรือ
สาร X ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้ปล่อยออกมา แต่เป็นสิ่งที่เจตจำนงสูงสุดบางอย่างโปรยลงมา
“งั้นความหมายของท่านก็คือ เราต้องอดทนอยู่บนแผ่นดินต่อไปงั้นหรือ……”
“ใช่ ประมาณนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกัน”
“แต่ไม่รู้เลยว่าภัยตั๊กแตนจะจบเมื่อไหร่ [ร้องไห้] ถ้าอาหารหมดก่อนจะจบล่ะ ตอนนี้ก็ส่งเสบียงไปมาลำบาก จะอยู่กันยังไง [ร้องไห้]”
“ตอนนี้ก็ประหยัดกินไปก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยหาทาง อย่างสถานการณ์ตอนนี้ หารถที่แข็งแรงหน่อยก็น่าจะยังขับออกไปได้ แค่ ถนนมองไม่ชัด ต้องขับช้าๆ”
“ใครมีปัญหาก็พูดออกมาที่นี่ ทุกคนช่วยกันคิดวิธี ช่วยกันเอาตัวรอด!”
“ใช่ ทุกคนต้องมีชีวิตต่อไป!”
“ตกลง!”
ซูหรานออกจากกระทู้นั้น แล้วพิมพ์สองคำ
“สู้ๆ!”
สู้ไปด้วยกัน
เวลาที่ต้องรอคอยช่างยาวนาน
จิตใจของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายในช่วงนี้
พออดทนมาถึงวันที่สาม คนส่วนใหญ่ก็ไม่กังวลแล้ว กลับสงบลง
อย่างน้อยอาหารก็ยังมี แค่ต้องประหยัดหน่อย
นํ้าก็มีเครื่องกรองนํ้าอเนกประสงค์ ตราบใดที่ทะเลยังไม่แห้ง พวกเขาก็ไม่ตายเพราะกระหาย
ตั๊กแตนจะบุกได้ทุกซอกทุกมุม แต่ดูเหมือนยังทำลายเสาสัญญาณที่อยู่ไกลๆ ไม่ได้ สัญญาณจึงยังคงอยู่
ตราบใดที่ยังมีสัญญาณ พวกเขาก็ยังเข้าอินเทอร์เน็ตได้
ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟั้าพลังงานแสงอาทิตย์ ตอนอวี๋หมิงกับพวกมาอยู่เกาะ ซูหรานก็เคยส่งมาเพิ่มหลายเครื่อง ตอนนี้ทุกคนผลัด กันชาร์จโทรศัพท์ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่
ชีวิตประจำวันของผู้รอดชีวิตทั่วโลกกลายเป็น
เช้าตื่นมา เช็กชื่อทักทาย
เที่ยงกินข้าว โพสต์รูปอาหาร
กลางคืนพักผ่อน บอกฝันดี
“เฮ้อ ไม่รู้พี่ล็อบสเตอร์ยังปลอดภัยไหม ไม่เห็นเขาโพสต์มานานแล้ว……”
“เฮ้ย คนข้างบนเป็นหมอดูหรือไง พี่ล็อบสเตอร์เพิ่งโพสต์บันทึก!”
“อะไรนะ!”
“พี่ล็อบสเตอร์ยังมีชีวิตอยู่?”
“เขาโพสต์ของกินอีกแล้วหรือ?”
ชาวเน็ตทุกคนรีบกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของ “พี่ล็อบสเตอร์” แล้วเห็นโพสต์ล่าสุด
ภาพปกคือ…หอยเปั๋าฮื้อขนาดใหญ่
“บ้าเอ๊ย!”
“โอ้โห”
“กระอักเลือด”
“จริงๆ นะ ไม่ว่าโลกจะกลายเป็นยังไง พี่คนนี้ก็กินหรูเหมือนเดิมเสมอ……”
“[ปิดหน้า] ไม่รู้ควรดีใจหรือด่าดี……”
บนเกาะก็มีคนกำลังดูโพสต์นี้อยู่ พูดด้วยความอิจฉา
“พี่ล็อบสเตอร์อยู่ที่ไหนกันนะ กินดีขนาดนี้ตลอด”
เพื่อนข้างๆ อยู่ๆ ก็รู้สึกแปลก
“เดี๋ยวก่อน”
เธอซูมดูภาพในโทรศัพท์
จานที่วางหอยเปั๋าฮื้อเป็นจานพื้นขาวลายดอกสีนํ้าเงิน ลายนี้ดูคุ้นมาก
ลายนี้…
ไม่ใช่จานของบ้านท่านนกนางนวลที่พวกเธอใช้ตอนกินข้าวเย็นเหรอ
พวกเธอเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
พอดีกับที่เห็นไม่ไกลออกไป หมึกยักษ์ตัวหนึ่งซึ่งเคยโชว์หนวดต่อหน้าพวกเธอ กำลังกินหอยเปั๋าฮื้อคำสุดท้าย ก่อนจะลูบท้องก ลมๆ แล้วถอนหายใจ
“รู้งี้ถ่ายกุ้งกับปลาลงไปด้วยก็ดี”
ซูหรานบ่น
“ไม่ใช่นายเองหรือที่บอกว่ากุ้งกับปลาธรรมดาเกินไปเลยไม่ถ่าย”
“ปกติก็ดูธรรมดา แต่ตอนนี้ไม่ธรรมดานะ วัตถุดิบดีขนาดนี้ เสียดายของจะตาย”
“อย่าไปสร้างศัตรูเลย!”
สองสาว: …………
ให้ตายเถอะ
ตัวตนที่น่าหมั่นไส้ของอวี๋ลี่จึงไม่ถูกเปิดโปงบนอินเทอร์เน็ต
ต้องขอบคุณซูหราน เพราะตราบใดที่เกี่ยวข้องกับท่านนกนางนวล ต่อให้เหลือเชื่อแค่ไหน ทุกคนก็จะรู้สึกว่าพอเข้าใจได้
กินดีขนาดนี้ก็ปกติ
ก็อยู่ข้างกายท่านผู้ยิ่งใหญ่นี่นา
วันที่สิบ ทะเลเกิดฝนพายุ
ตอนนั้นมีเพิงหยาบๆ เพิ่มขึ้นอีกสองหลัง ทุกคนจึงเข้าไปหลบข้างใน เบียดกันใช้ชีวิตอยู่สองวัน
วันที่สิบสาม ฝนหยุด หมอกหนากลับมาอีกครั้ง พร้อมกับแสงออโรรา
หลายคนเริ่มเกิดอาการกลายพันธุ์อย่างรุนแรง ร่างกายไม่สบาย
หวงหนิงวิ่งวุ่นไปทั่ว ยาถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษกลุ่มนั้นมีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด สีเลือดบนใบหน้าจางหาย ดวงตาหม่นแสง หายใจถี่
ซูหรานเอาถังออกซิเจนทั้งหมดให้พวกเขา ใช้จนหมดก็ยังไม่ดีขึ้น
ราวกับมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เปลวไฟแห่งชีวิตของพวกเขากำลังอ่อนลงทีละน้อย
ซูหรานเงียบอยู่นาน ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าพวกเขา
เส้นพลังที่มองไม่เห็นค่อยๆ แผ่ขยายออกไป เกาะติดกับร่างของพวกเขา
ซิงหลินที่เดิมหลับตาอยู่ จู่ๆ ก็สะดุ้งตื่น คว้ามือเขาไว้ เสียงแหบพร่าห้ามไว้
“อย่าให้พวกเราอีก”
คนอื่นๆ ก็ตื่นขึ้นมาเช่นกัน
ซูหรานไม่หยุดมือ พูดเสียงเบา
“ถ้าความสามารถที่พวกเรากลายพันธุ์ขึ้นมาทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้ งั้นความสามารถแบบนี้ก็ควรถูกใช้”
ซิงหลินออกแรง ดึงมือเขา
“จะแบ่งอายุขัยของนายให้พวกเราหรือ ไม่ต้องการ”
ซูหรานยืนนิ่งอย่างดื้อดึง
“ไม่ได้แบ่ง! ก่อนหน้านี้ทะเลส่งพลังให้ฉันเยอะ ตอนนี้ฉันแค่เอาส่วนที่เกินมาให้พวกนาย!”
“เก็บไว้ใช้เอง”
“ฉันจะเอาไปทำอะไร ตั้งใจจะอยู่ถึงสองร้อยปีหรือไง! อยู่นิ่งๆ อย่าดึงฉัน”
“ซูหราน นายโกหกมากเกินไป ฉันไม่เชื่อ”
“……ฉันโกหก? ฉันโกหกแค่ครั้งเดียว ยังน้อยกว่านายอีก!”
เสียงโต้เถียงทำให้คนที่อยู่ไกลออกไปหันมามอง
อวี๋ลี่ออกมาช่วยไกล่เกลี่ย
“อย่าทะเลาะกันเลย เอ่อ ซูหราน พวกเราดีขึ้นมากแล้ว อย่าให้พลังชีวิตพวกเราอีก”
“ใช่แล้วพ่อหราน พวกเราสบายขึ้นเยอะแล้ว”
“ใช่ๆ”
ซูหรานหน้าตึง
“พวกนายดีขึ้นหรือยังฉันไม่รู้หรือไง เงียบซะ ห้ามพูด รอจนพอแล้วฉันจะหยุดเอง”
ซิงหลินหรี่ตา เตรียมจะพูดอีก
ซูหรานหันไปอย่างรวดเร็ว แล้วจูบริมฝีปากเขา
ซิงหลิน “……?”
อวี๋ลี่กับพวก “…………???”
เงือกแข็งค้าง คนอื่นๆ ก็ตะลึง
มีเพียงซูหรานที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจูบจบก็ยังทำหน้าเรียบเฉย
แน่นอน ภายนอกดูนิ่ง แต่หัวใจเต้นแรงมาก
ตอนที่พวกนั้นตั้งสติได้ เขาก็ส่งพลังเสร็จแล้ว ลุกขึ้นอย่างสงบ
“งั้นพวกนายพักก่อน ฉัน…”
ซิงหลินคว้าเอวเขาแล้วยกขึ้น
“เฮ้ นายจะพาฉันไปไหน!”
อวี๋ลี่กับพวกมองตาค้าง เห็นซิงหลินแบกซูหรานเข้าไปในพุ่มไม้เล็กๆ
จากในนั้นมีบทสนทนาดังออกมา
“นายจะทำอะไร นาย…อื้อ!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง
“ฮะ…ฉัน…อื้อ! อืม…”
อีกครู่หนึ่ง
“ฉะ ฉันหายใจไม่ทัน…”
“ตอนนี้หายใจทันหรือยัง”
“อืม อืม…อย่าจูบแล้ว…”
“บทลงโทษจะหยุดง่ายๆ แบบนั้นได้เหรอ”
“นาย…อื้อ!”
อีกฝังหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งหัวเราะคิกคักกำลังจะเดินเข้าไปในพุ่มไม้ แต่ต้นไม้โบราณยื่นกิ่งก้านมาขวาง
กิ่งไม้แตะที่ขมับของพวกเขา
“หา มีคู่รักอยู่ข้างในเหรอ โอเคๆ งั้นเราไปเล่นที่อื่นดีกว่า…”
“บ้าเอ๊ย วันสิ้นโลกแล้วยังมีคนหวานใส่อีก ใครกัน!”
“เฮ้อ ก็วันสิ้นโลกแล้ว จะให้คนรักกันหน่อยก็ไม่ง่าย ไปเถอะๆ”
วันที่ยี่สิบ
ผักที่ขนมาจากฝังกินหมดแล้ว เหลือข้าวอีกเพียงหนึ่งถุง
ทุกคนกินอย่างประหยัดยิ่งกว่าเดิม และตอนออกไปจับของทะเลก็ยิ่งทุ่มเทหนักขึ้น
วันที่ยี่สิบห้า
ข้าวหมดแม้แต่เม็ดเดียว วัตถุดิบที่เหลือมีเพียงผักในแปลงกลางเกาะ กับของทะเลที่แต่ละวันจะหาได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่ แน่นอน
วันที่สามสิบ
ผักในแปลงก็เหลือเพียงส่วนน้อย
เพื่อลดการใช้พลังงาน คนส่วนใหญ่หยุดเคลื่อนไหว นอนตั้งแต่เช้าจนคํ่า มองท้องฟั้าขาวโพลนอย่างเหม่อลอย
วันที่สามสิบห้า
ในแอปวันสิ้นโลกมีโพสต์ระบายความพังทลายทางอารมณ์
“ผ่านมาตั้งเดือนแล้ว แมลงพวกนี้ยังไม่ไป โลกทั้งใบกำลังจะถูกพวกมันกินหมดแล้ว!”
ทุกคนพากันปลอบ
“ไม่หรอก พวกมันต้องไปแน่!”
“เชื่อเถอะ ทุกอย่างจะดีขึ้น!”
“อดทนไว้!”
“พวกเรายังอยู่ด้วยกัน!”
วันที่สี่สิบ ผักในแปลงแทบไม่เหลือ
อวี๋ลี่กับพวกเสี่ยงลงทะเล จับปูกับล็อบสเตอร์กลับมาได้มากมาย
ทุกคนดีใจสุดขีด ชูมือโห่ร้อง แต่พอเห็นว่าพวกเขาเปือนเลือดไปทั้งตัวก็แทบช็อก
ซูหรานรีบช่วยทำแผล โชคดีที่ครั้งนี้สภาพร่างกายของพวกเขายังพอไหว พักสักหน่อยก็ฟืน และบาดแผลก็ไม่เกิดอาการผิดปกติ อีก
วันที่สี่สิบเอ็ด
เมื่อรู้ว่าทะเลรอบเกาะยังพอลงไปได้ ผู้คนก็เริ่มลงทะเลจับอาหารทะเลกัน
พวกเขาฝืนประคองชีวิตด้วยอาหารทะเลนานหนึ่งสัปดาห์ จนถึงวันที่สี่สิบเก้า ลมพายุโหมกระหนํ่า ฝนตกหนัก พวกเขาไม่กล้าลง ทะเลอีก จึงต้องกลับมากินผักแห้งๆ อีกครั้ง
วันที่ห้าสิบหก
ฝนยังไม่หยุด
ผักไม่กี่ต้นสุดท้ายในแปลงถูกแบ่งให้ผู้เฒ่าและเด็กๆ
คนอื่นหลบอยู่ใต้ชายคา มองสายฝนข้างนอกอย่างด้านชา ความเงียบงันค่อยๆ แผ่ปกคลุม
วันที่ห้าสิบเจ็ด คือวันแรกที่ทุกคนไม่มีอาหาร
วันที่ห้าสิบแปด มีคนเริ่มแทะเปลือกไม้
วันที่ห้าสิบเก้า มีคนเริ่มเป็นไข้ หวงหนิงให้ยาบางส่วน ทุกคนผลัดกันดูแล
วันที่หกสิบ บางคนหาย บางคนล้มลงแทน
อวี๋ลี่กับพวกฝั่าฝนออกไปจับอาหารทะเลมาได้อีกเล็กน้อย พวกเขาจึงมีของกินอีกครั้ง
แต่เพราะร่างกายขาดวิตามินอย่างหนัก สภาพของทุกคนก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ส่วนอวี๋ลี่กับพวกหลังจากฝืนร่างกายขนาดนั้น ก็ยิ่ง อ่อนแรงลง
ซูหรานคิดจะส่งพลังชีวิตให้พวกเขาอีกครั้ง แต่ถูกปฏิเสธพร้อมกันหมด
อวี๋ลี่พูดว่า
“ซูหราน ถ้ายังไม่ถึงขั้นจะตายก็อย่าส่งพลังให้พวกเราอีกเลย ถ้าวันหนึ่งพวกเราใกล้ตายจริงๆ นายค่อยให้สักนิดก็พอ แค่นิดเดียว ก็พอแล้ว ถ้าโลกนี้ยังดีขึ้นได้ พวกเราแค่ได้เห็นมันอีกครั้ง เห็นว่ามันต่างจากเมื่อก่อนยังไง แค่นั้นก็พอ”
ดวงตาของซูหรานแดงกํ่า เขาเงียบไปนาน ก่อนจะพยักหน้า
“ได้”
วันที่หกสิบเอ็ด
ฝนใหญ่หยุดลง หมอกหนากลับมา ทุกคนผ่านวันนั้นไปอย่างเงียบงัน
วันที่หกสิบสอง
บนเกาะยิ่งเงียบงันกว่าเดิม
วันที่หกสิบสาม
คนส่วนใหญ่เข้าสู่การหลับยาว
ซูหรานเองก็เริ่มง่วงงุน
ในช่วงที่ตื่นขึ้นมา เขามองไปยังซิงหลินกับพวกที่นอนอยู่ข้างๆ แล้วส่งพลังชีวิตให้พวกเขาเงียบๆ
คิ้วของพวกเขาขยับเล็กน้อย
ซูหรานพูดเบาๆ
“ไม่เป็นไร นอนเถอะ”
คิ้วของพวกเขาจึงคลายลง
มีเพียงซิงหลินที่ลืมตา มองสบตากับเขา
ซูหรานนอนอยู่ข้างเขา ยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปมองท้องฟั้ายามคํ่าคืนที่พร่าไปด้วยหมอก
“นายรู้จักปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘นํ้าตาสีฟั้า’ ไหม หลายทะเลก็มี”
“เกาะเราก็มี ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวมาดู จริงๆ แล้วมันก็คือแพลงก์ตอนเรืองแสงอะไรทำนองนั้น ถ้าจะพูดกันตรงๆ มันยังส่งผล เสียต่อระบบนิเวศด้วย แต่เพราะมันสวย มันหายาก คนก็เลยชอบตามไปดู”
“ฉันเคยเห็นหลายครั้ง เคยเห็นคนลงไปเหยียบนํ้าตอนมันเกิด พอขึ้นมาแล้วขาก็ขึ้นผื่น”
“ตอนนั้นฉันเคยคิดว่า ถ้าโลกนี้มีนํ้าตาสีฟั้าที่ทั้งสวยและบริสุทธิ์ก็คงดี นํ้าทะเลพัดมันเข้ามาเป็นระลอกๆ ฉันนั่งบนชายหาด มอง มันได้จนฟั้าดินดับสลาย”
“ต่อมาฉันก็ได้เจอมันจริงๆ”
เขาหันกลับมายิ้ม
“เดาดูสิ เจอที่ไหน วันไหน”
ดวงตาสีนํ้าเงินลึกดุจทะเลของเงือกมองเขา ก่อนจะเอ่ยเบาๆ
“ซูหราน คำสารภาพรักของนายนี่เชยจริงๆ”
“ฮ่าๆๆ!”
ซูหรานหัวเราะ ก่อนจะยื่นมือไปลูบใต้ตาของซิงหลินเบาๆ
“เชยตรงไหน ฉันว่าน่าสนใจดีนะ”
“เกริ่นยาวเกินไป”
ซิงหลินหลับตา
“แต่ฉันรับไว้แล้ว”
รอยยิ้มของซูหรานกว้างขึ้น
เงือกพึมพำ
“ทำไมจู่ๆ ถึงสารภาพรัก”
ซูหรานตอบ
“ยังไงก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าเราจะจบแล้ว”
“อืม ฉันรู้”
“รู้ได้ยังไง”
“เพราะนายหัวแข็ง ดื้อ และไม่เคยสงสัยในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ดังนั้นแม้จะเป็นตอนนี้ นายก็ยังเชื่อว่าฝนจะหยุด หมอกจะสลาย ทุก อย่างจะจบลง”
เงือกหันหน้ามาแนบฝั่ามือเขา
“เพราะนายคือซูหราน”
ซูหรานยิ้มเงียบๆ
“ใช่ เพราะจนถึงตอนนี้ฉันยังเชื่อว่าเราจะผ่านวันสิ้นโลกไปได้ ฉันถึงสารภาพรักกับนาย”
“ฉันกำลังชาร์จพลังให้นาย ให้นายพยายามมีชีวิตต่อไป”
ซิงหลินยิ้ม
เขาลืมตา
“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เคยบอกนาย”
“เรื่องอะไร”
“จินตนาการทั้งหมดที่ฉันมีต่อมนุษย์และโลกใบนี้ ล้วนมาจากนาย”
ซูหรานงง
“หมายความว่าไง”
“มนุษย์เปราะบาง แต่ก็แข็งแกร่งเกินคาด”
“มนุษย์ไร้เดียงสา ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย แต่ตอนตามหาความจริงกลับดื้อรั้นอย่างน่าประหลาด ต่อให้สะดุดล้มกี่ครั้งก็ไม่ ยอมหยุด”
“มนุษย์อ่อนแอกว่าเรา แต่ก็แข็งแกร่งกว่าเรา”
“ธรรมดากว่าเรา แต่ก็พิเศษกว่าเรา”
“แล้วก็โลกใบนี้…”
บนท้องฟั้า แสงบางเส้นค่อยๆ ทะลุหมอกหนาและความมืดลงมาอย่างเงียบงัน
แสงบริสุทธิ์ แสงสีทอง
“โลกใบนี้กว้างใหญ่และลึกลับกว่าที่ฉันเคยจินตนาการ ฉันยอมรับว่าฉันอยากสำรวจมัน อยากเห็นมันในอีกหลายรูปแบบ”
ดวงตาสีดำของซูหรานเริ่มเป็นประกาย
เขาหน้าแดง แล้วพูดเสียงเบา
“นี่ก็สารภาพรักเหมือนกันเหรอ”
“อืม”
“……”
“เชยไหม”
ซูหรานส่ายหัว
“……ออกจะเลี่ยนหน่อย…”
ซิงหลินหัวเราะอย่างล้อเลียน
“ทำไมจู่ๆ ถึงเลี่ยนขนาดนี้…”
“ยังไงก็ไม่ใช่เพราะคิดว่าเราจะจบแล้ว”
เขาจับมือซูหราน
“บางทีอาจเป็นเพราะอยากบอกนายว่า ฉันเองก็อยากมีชีวิตต่อไป”
แสงยิ่งสว่างขึ้นเรื่อยๆ
คนอื่นๆ รอบตัวค่อยๆ ถูกปลุกให้ตื่น
พวกเขาลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้าและง่วงงุน
หมอกหนาสลาย ดวงอาทิตย์ขึ้น
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของพวกเขา คือท้องฟั้าที่งดงามดุจท้องทะเลลึก
“อยากมีชีวิตต่อไปกับนาย”
ผู้คนพยุงตัวลุกขึ้น เบิกตากว้าง นํ้าตาแห่งความดีใจคลออยู่ในดวงตา
“อยากเดินไปสู่อนาคต…ไปด้วยกันกับนาย”
ตอนพิเศษที่ 1 ชวนยั่วยวนเหลือเกิน
วันแรกหลังหมอกสลาย
ฟั้าสว่างแล้ว หมอกจางหายไปแล้ว
ท้องฟั้าสีครามใสราวถูกล้างสะอาด ดวงอาทิตย์แขวนสูง แสงแดดเจิดจ้า ลมอ่อนพัดสบาย
มองออกไปไกลๆ แม้แต่ท้องฟั้าเหนือเกาะลู่อันก็กลับมาเป็นสีฟั้า ฝูงตั๊กแตนดูเหมือนจะหายไปหมดแล้ว
ทุกคนยืนนิ่งอึ้ง
จบลงแบบนี้…จริงเหรอ
ซูหรานเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาถามขึ้นว่า
“พวกนายรู้สึกว่าร่างกายเป็นยังไงบ้าง”
เมื่อครู่ร่างกายของเขาเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง หวงหนิงเป็นคนแรกที่พูดขึ้น
“สบายมาก แรงกลับมาแล้ว!”
คนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยสังเกตเห็นความผิดปกติ
“เอ๊ะ ตอนเมื่อคืนตอนล้มตัวลงนอนฉันยังรู้สึกเหมือนจะอดตายอยู่เลย ทำไมตอนนี้ไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว”
“ฉันก็เหมือนกัน ตอนนี้รู้สึกดีมาก!”
“เมื่อวานฉันยังเวียนหัวตามัว ไม่มีแรงเลย ตอนนี้รู้สึกเหมือนว่ายนํ้ากลับเกาะได้ด้วยซํ้า…”
“เกิดอะไรขึ้น ร่างกายของทุกคนฟืนตัวหมดแล้วหรือ”
ซูหรานรีบหันไปมองกลุ่มสิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษทันที เขาจ้องพวกเขาอย่างตึงเครียด ดวงตาเหมือนเขียนคำสามคำเอาไว้
แล้วพวกนายล่ะ
ซิงหลินก้มลงมองร่างกายตัวเองครู่หนึ่ง สีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิด
“…ฉันก็รู้สึกไม่เลว”
อวี๋ลี่กับพวกเขาลุกขึ้นยืนแล้ว
แม้ก่อนหน้านี้ซูหรานจะถ่ายทอดพลังชีวิตให้พวกเขาเพิ่มอีกเล็กน้อย แต่ตอนนั้นสีหน้าของพวกเขาก็ยังซีดอยู่ดี พลังชีวิตเพียง เท่านั้นไม่พอจะทำให้ร่างกายฟืนกลับสู่สภาพสมบูรณ์
แต่ตอนนี้ สีหน้าไร้ชีวิตได้หายไปจากใบหน้าของพวกเขาแล้ว
แก้มแดงระเรื่อ สีหน้าดูมีชีวิตชีวา
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงเช่นนี้
อวี๋ลี่ตกตะลึง
“…ตั้งแต่ขึ้นฝังมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกสบายแบบนี้…”
แขนขาไม่เหนื่อยล้าอีกต่อไป การหายใจก็ลื่นไหล ราวกับมีพลังงานจากส่วนลึกของร่างกายไหลทะลักขึ้นมาไม่หยุด
หรือจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แสงออโรรานำมา
แสงออโรราทำให้ร่างกายของพวกเขาอ่อนแอลงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ครั้งสุดท้ายกลับเสริมพลังให้พวกเขา
แต่เมื่อครู่มีแสงออโรราปรากฏขึ้นหรือ
ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้
ตอนนั้นทุกคนต่างอ่อนแรงใกล้สิ้นลมหายใจ ไม่มีใครมีแรงไปสังเกตว่าแสงออโรราปรากฏขึ้นอีกหรือไม่
แต่ถ้าไม่ใช่แสงออโรรา แล้วจะเป็นอะไรได้
…หรือว่าเป็น “รางวัลของเกม” หลังผ่าน “เกมเอาชีวิตรอด” ครั้งนี้
…หรือว่ามนุษยชาติทั้งโลกกำลังวิวัฒนาการ
ทุกคนมองหน้ากันอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าคำตอบคือแบบไหน
ซูหรานกลับฮึกเหิมขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ว่ายังไง ฟืนตัวได้ก็เป็นเรื่องดี! พวกเรากลับไปดูที่เกาะกันเถอะ!”
พวกเขาทยอยกลับเกาะเป็นกลุ่มๆ
เมื่อกลับไปถึงก็พบว่า บนเกาะเต็มไปด้วยซากตั๊กแตน ปูหนาเป็นเหมือนพรมหนาทึบ
ซอมบี้ที่เหลือก็ล้วนตายหมดแล้ว ซากของพวกมันแตกกระจัดกระจาย เต็มไปด้วยรอยกัดถี่ยิบ ดูเหมือนถูกฝูงตั๊กแตนกัดตาย
ทุกคนตะลึงงัน
ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนหยุดลงแล้ว ฝูงตั๊กแตนหายไป ซอมบี้ก็ตายหมด
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาเหมือนจะไม่เคยมีช่วงเวลาสงบสุขแบบนี้เลย
“…จบจริงๆ แล้วเหรอ”
ใครบางคนถามด้วยเสียงสั่น
“ทุกอย่างจบแล้วจริงๆ เหรอ พวกเราผ่านมันมาได้แล้วเหรอ”
“พวกเราผ่านมันมาได้แล้ว!!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้น ทุกคนกอดกันทั้งนํ้าตา
ซูหรานหันกลับไป ดวงตาแดงกํ่า มองเพื่อนๆ และครอบครัวของตัวเอง
พวกเขาวิ่งเข้าไปกอดกัน
เพื่อเช้าวันใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น
วันแรกหลังหมอกสลาย ตอนเย็น
ดีใจก็ดีใจอยู่ แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไข
เรื่องกิน!
แม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะแข็งแรงขึ้นแล้ว แต่ข้าวก็ยังต้องกิน
อดมาทั้งอาทิตย์ พวกเขายังต้องกินให้เต็มที่!
แต่ฝูงตั๊กแตนกวาดผ่านไปจนไม่เหลือแม้แต่หญ้าสักต้น แปลงผักถูกทำลายหมด ไม่มีแม้แต่วัชพืชต้นเดียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผัก สมบูรณ์
ในมือพวกเขาไม่มีวัตถุดิบเหลือเลย
ซูหรานจึงระดมคนทั้งกลุ่มทันที ออกไปหาอาหาร!
ต้วนเฉิงเฟิงกับฉีเซิงนำทีมค้นทั้งเกาะ…พ่อกับพี่ชายของเขาพาคนขึ้นเขาเก็บของปั่า…ส่วนเขาพาสิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษไปที่ชายฝัง ออกเก็บของทะเล
ส่วนทหารซอมบี้รับหน้าที่เก็บกวาดซากตั๊กแตนและซากซอมบี้ทั่วทั้งเกาะ
ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปอย่างเอิกเกริก
พอตกเย็น ทุกคนมารวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้านชายฝัง สรุปผลการค้นหา
กลุ่มค้นเกาะหาข้าวสารมาได้หลายสิบกระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสิบกว่าลัง และขนมขบเคี้ยวอีกกองใหญ่
กลุ่มขึ้นเขาเก็บเห็ดมาได้หนึ่งถุงใหญ่ ซึ่งพิษยังต้องประเมินอยู่ แต่ซูหรานรู้สึกว่าคงมีพิษหมด ไม่งั้นตั๊กแตนกลายพันธุ์คงไม่ปล่อย ไว้ และยังเก็บผักปั่ามาได้นิดหน่อยจากมุมลับที่โชคดีไม่ถูกตั๊กแตนพบ
กลุ่มเก็บของทะเลได้หอยกาบห้าถังใหญ่ สาหร่ายทะเลห้าถังใหญ่ และปลา กุ้ง ปูอีกเล็กน้อย
โดยรวมถือว่าได้ของไม่น้อย
ทุกคนช่วยกันขนของเข้าไปในหมู่บ้าน เตาแม่เหล็กไฟฟั้าถูกเปิดทั้งหมด เตาฟืนถูกจุด หม้อใหญ่ตั้งเรียง
เริ่มทำอาหารเย็นกันอย่างครึกครื้น
สองทุ่ม มีการตั้งโต๊ะเลี้ยงที่หน้าหมู่บ้าน
ข้าวสวยหอมกรุ่นถูกยกมาเป็นถังๆ เมล็ดข้าวทุกเมล็ดใสวาวราวหยกขาว
ผัดผักปั่าสีเขียวสดนุ่มนวล หม้อรวมปลา กุ้ง ปูซอสหอมชวนกิน แค่นํ้าซอสก็ทำให้คนกินข้าวเพิ่มได้อีกสองชาม
ซุปสาหร่ายทะเลกับหอยกาบใส สดชื่น
และยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หม้อใหญ่ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยกินจนเบื่อ แต่ตอนนี้เพียงแค่มองก็แทบจะนํ้าลายไหล
คนกว่าสองร้อยนั่งล้อมโต๊ะ ยกชามขึ้นมากินอย่างเอาเป็นเอาตาย ชั่วขณะหนึ่งแทบไม่มีใครพูดอะไร
กินไปกินมา บางคนเริ่มสะอื้น บางคนร้องไห้โฮ
บางคนวางชามแล้วด่าขึ้น
“จะร้องไห้ทำไม ต้องหัวเราะสิ! ชีวิตจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว มันแตะจุดตํ่าสุดแล้ว เดี๋ยวก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ!”
ทุกคนพากันเห็นด้วย
“ใช่!”
“ถูกต้อง!”
“พวกเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ!”
“ชีวิตจะกลับไปเหมือนเดิม!”
“ไม่ใช่ ชีวิตจะไม่กลับไปเหมือนเดิม เราจะอยู่ดีกว่าเดิม!”
“ใช่!”
ซูหรานมองภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวานี้ รู้สึกเหมือนกำลังมึนเมาเบาๆ ราวกับฝัน
ฝังตรงข้ามโต๊ะ หมานอินกับเจี่ยวหยางกำลังแย่งปลาตัวสุดท้ายในจาน อวี๋ลี่เอาแต่กินอย่างตะกละ ซูอี้ซินกำลังดูดบะหมี่ด้วย สีหน้ารู้สึกผิด หวงหนิงบอกให้เธอกินผักบ้าง
สายตาของเขากับซิงหลินสบกัน
เขาไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองยังไง ได้แต่มองเจ้าหมอนั่นด้วยดวงตาเป็นประกาย
ซิงหลินหยุดเล็กน้อย มองเฉียงไปทางด้านหลังของเขา จากนั้นก็ลุกออกจากโต๊ะอย่างใจเย็น
ซูหรานชะงักไป ก่อนจะเหลือบมองพ่อแม่อย่างลนลาน
พวกท่านกำลังคุยกัน ไม่ได้สังเกตทางนี้
เขาสูดหายใจทำใจก่อนจะลุกขึ้นเงียบๆ
ทันใดนั้น ซูหลิง อวี๋ลี่ ลู่หนี…เอาเถอะ จะพูดว่าเกือบทุกคนยกเว้นหวงหนิงกับซูเจี้ยนเฉียง ต่างหยุดกินแล้วหันมามองเขา
ซูหราน “…………”
อะไรกันเนี่ย!
หวงหนิงสังเกตเห็นความแปลกนี้ เงยหน้าถามอย่างงุนงง
“หรานหราน ลูกจะไปไหน”
ซูหรานตอบแข็งๆ
“ผม…ผมจะไปเข้าห้องนํ้า…”
“อ้อ” หวงหนิงหันมองคนรอบๆ อย่างสงสัย
“พวกเธอก็อยากไปเหมือนกันเหรอ”
อวี๋ลี่รีบโบกมือ
“หา ไม่ๆ ฮี่ๆๆ พวกเราไม่รีบ ให้พวกเขาไปก่อนเถอะ”
ซูหลิงกระแอม
หวงหนิงพูด
“บ้านเรามีตั้งสามห้องนํ้า จะไปก็ไปพร้อมกันได้เลยนะ”
ลู่หนีรีบปฏิเสธ
“ไม่ต้องค่ะคุณน้า!”
ตันอิ๋งพยักหน้า
“ใช่ๆ พวกเราไม่ได้อยากเข้าห้องนํ้า พี่หรานพวกพี่รีบไปเถอะ!”
หมานอินกับเจี่ยวหยางก็พริบตาปริบๆ หัวเราะคิกคัก
“ใช่ ไปเถอะ อย่าให้…เอ่อ คนคนนั้น รอนานเลย!”
ซูหรานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูด
“พวกนายทุกคน พรุ่งนี้เช้าแปดโมง ลงไร่”
ทั้งกลุ่มแข็งทื่อ
“หาาาา?!”
ซูหรานหน้าแดงกํ่าแล้ววิ่งหนีไปแล้ว
เพิ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน มือหนึ่งก็ยื่นออกมาจากตรอกด้านซ้าย ลากเขาเข้าไป
เขาร้องตกใจ ก่อนจะชนเข้ากับอกของใครบางคน
เสียงทุ้มเย็นดังลงมาจากเหนือศีรษะ
“พวกนั้นแกล้งนายเหรอ”
ซูหรานยิ้มมุมปาก กระซิบ
“ฉันจะลงโทษพวกเขาอย่างหนัก”
ซิงหลินหัวเราะเบาๆ
“ลงโทษยังไง”
“พรุ่งนี้นายก็รู้แล้ว” ซูหรานเงยหน้าขึ้น “นายเรียกฉันออกมาทำไม”
เงือกเลิกคิ้ว
“เมื่อกี้ไม่ใช่นายที่อยากเรียกฉันออกมาเหรอ”
“?” ซูหรานงง “ไม่ใช่นายส่งสายตาให้ฉันเหรอ ฉันเลยตามนายออกมา”
“แต่นายเป็นคนมองฉันแบบนั้นก่อน”
“…?” ซูหรานงง “ฉันมองนายแบบไหน”
จู่ๆ เงือกก็ใช้สายตาที่ชวนยั่วยวนมองเขา
ซูหรานอึ้งไป เพิ่งกลืนนํ้าลายลง ก็ได้ยินเงือกพูด
“แบบนี้”
“…?”
“เมื่อกี้นายก็มองฉันแบบนี้” เงือกพูดอย่างมั่นใจ
“…?!” ซูหรานหน้าแดงพรวด เสียงดังขึ้นทันที
“นายพูดบ้าอะไร ฉันมองนายแบบนั้นที่ไหน ฉัน”
ซิงหลินเอามือปิดปากเขาทันที แล้วเหลือบมองไปทางด้านหลัง
“พวกนั้นกำลังแอบฟัง”
ซูหรานเงียบลงทันที แต่ยังคงจ้องเจ้าหมอนี่อย่างไม่พอใจ
เขาเคยใช้สายตาแบบนั้นมองใครที่ไหน มั่วชัดๆ!
ซิงหลินเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ซูหราน ครั้งหน้าลองไปส่องกระจกดู นายจะรู้ว่าฉันไม่ได้โกหก”
ซูหรานหน้าแดงหูแดง
“นะ…นายต่างหากที่มองคนด้วยสายตาแบบมีอคติ!”
เงือกทำสีหน้าประมาณว่า คำนี้ใช้แบบนี้เหรอ
ซูหรานพูดต่อ
“ฉันก็แค่มองนายธรรมดา จะไปมีอะไรยั่วยวนตรงไหน…เมื่อก่อนก็เหมือนกัน ฉันแค่เรียกนายธรรมดา นายก็คิดว่าเสียงนั้น…แบบ นั้น!”
“ปัญหาอยู่ที่นายต่างหาก!”
เงือกส่งสายตาเหมือนถามว่า จริงเหรอ
แน่นอนสิ!
ซูหรานตั้งใจจะเคลียร์เรื่องนี้ให้จบวันนี้
เขาพูด
“ฉันทำอะไรทุกอย่างก็ปกติดี นายต่างหากที่คิดไปเอง คนอื่นเขาไม่เป็นแบบนี้หรอก”
“คนอื่นเขาพูดคุย มองกันก็ปกติดี!”
เงือกคิดอยู่หนึ่งวินาที ก่อนถามกลับ
“แล้วนายแน่ใจได้ยังไงว่าคนอื่นเห็นสายตาแบบนั้นของนายแล้วจะไม่คิดแบบฉัน”
“ก็เพราะไม่เคยมีใครบอกฉันแบบนี้!”
“งั้นอาจเป็นเพราะนายไม่เคยมองคนอื่นแบบนั้น” เงือกพูดหน้าด้านๆ
“เพราะนายชอบฉันคนเดียว”
ซูหราน “!!!”
“นาย…ฉัน…” เขาแดงเหมือนมะเขือเทศ สมองสับสน พูดติดอ่าง
“ถ้านายไม่เชื่อ เราไปลองถามคนอื่นดู”
“งั้นไม่ต้องดีกว่า” เงือกขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เกี่ยวอะไรกับพวกเขา ทำไมต้องให้พวกเขามองด้วย”
“ก็เพราะนายพูดมั่ว!”
ซิงหลินจ้องเขานิ่งๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง คิ้วก็คลายลง
“อืม บางทีนายอาจพูดถูก”
“อะ…อะไรนะ”
“ตอนนี้นายมองฉันแบบนี้ ฉันก็ยังรู้สึกว่านายกำลังยั่วยวนฉันอยู่”
“…?!!”
“ที่แท้การมีความรักก็เป็นแบบนี้” เงือกเบือนสายตา สีหน้าครุ่นคิด
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยรู้ตัวเลย”
ซูหรานหน้าแดง บ่นพึมพำ
“…มีแต่นายคนเดียวล่ะมั้ง”
เงือกหันกลับมามอง
“มีแค่ฉัน”
ซูหรานนิ่งไป
แสงจันทร์สาดลงมา เคลือบร่างของคนตรงหน้าให้เป็นประกายเงิน ทำให้เขาดูราวกับภาพฝัน
หน้าตาของเจ้าหมอนี่ช่างเกินจริงเกินไป จนไม่ว่าจะมีแสงหรือเงาเสริมเข้าไปเพียงเล็กน้อย ความหล่อเหลาก็ยิ่งดูไม่เหมือนมนุษย์ เข้าไปอีก
…ในที่สุด ซูหรานก็ก้มหน้าลง
หัวใจเต้นแรง
…ร้อนจัง
นี่มันเดือนตุลาคมแล้ว ทำไมอากาศยังร้อนแบบนี้
เขารู้สึกได้ถึงสายตาตรงไปตรงมาของอีกฝั่าย
ครู่หนึ่ง เงือกพึมพำเบาๆ
“ช่างเถอะ มาทำเรื่องจริงจังกันดีกว่า”
“…เรื่องอะไร”
ใบหน้าของเขาถูกยกขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องที่ทำลาย ‘กฎสามข้อ’ นิดหน่อย”
คำสุดท้ายหายไปท่ามกลางริมฝีปากของพวกเขา
ซูหรานหลุบตาลง ดวงตาพร่าเล็กน้อย
ริมฝีปากของเงือกตัวนี้…
ดูเหมือนจะไม่เย็นเหมือนเดิมแล้ว
ดูเหมือนจะกลายเป็นอุณหภูมิเดียวกับมนุษย์
เป็นความอบอุ่น
——–
เงือกใช้ท่า “ย้อนศรกล่าวหา” อีกครั้ง
——–
ขอบคุณทุกคนสำหรับโดเนทที่ส่งมานะ จุ๊บๆ!
ตอนพิเศษที่ 2 พอคบกันแล้ว ก็ต้องทำเรื่องไม่ค่อยดีบ้าง
วันที่สอง หลังหมอกสลาย
แม้ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่ดินต้องเริ่มเพาะปลูกแล้ว
เช้าตรู่ของวันที่สอง คนทั้งเกาะก็เริ่มทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เหงื่อไหลเต็มตัว
ผักที่ปลูกตอนนี้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอมากกว่าหนึ่งเดือนถึงจะเก็บกินได้
แล้วช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ ปัญหาเรื่องอาหารจะทำอย่างไรดี
ซูหรานตบหน้าผากตัวเอง
ยังมีดินซอมบี้ให้ใช้ไม่ใช่หรือ ไม่ใช่แค่เขาที่มีสำรอง ฝังฐานเมืองกวงก็ยังมีอยู่เหมือนกัน
อย่างมากช่วงเดือนนี้ ตอนเข้าห้องนํ้าก็ระวังกันหน่อยก็พอ
ดังนั้น ทุกคนจึงช่วยกันรวบรวมดินปุั๋ยเหล่านั้น กลบลงไปในแปลงดิน แล้วโปรยเมล็ดพันธุ์ลงไป
บนแอปวันสิ้นโลก ผู้คนเริ่มทยอยกลับมาออนไลน์
เสียงเฉลิมฉลองดังขึ้นทั่วหน้า หลังจากรอดชีวิตจากภัยพิบัติครั้งใหญ่
ถ้าของขาดแคลนจะทำอย่างไร
คราวนี้ไม่ต้องพึ่งพา “ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวล” เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว
เพราะซอมบี้ก็หายไปหมดแล้ว พวกเขาก็สามารถขับรถไปมาหาสู่กันได้
ถ้าขับเร็วหน่อย แค่หนึ่งชั่วโมงก็ไปถึงเมืองใกล้ๆ ได้แล้ว
วันเวลาจึงค่อยๆ ดูเหมือนจะกลับมาเป็นแบบที่พวกเขาคุ้นเคย
ครึ่งเดือนหลังหมอกสลาย
แอปวันสิ้นโลก
A: “รายงานตัวผู้มาใหม่! ที่นี่คือที่ไหนกัน ผมหลุดจากโลกไปหรือเปล่า [มึนงง]”
คอมเมนต์
“รายงานไอพีด่วน!”
“เมืองไหนเปิดสัญญาณเสาแล้วอีก”
A: “ผมอยู่เมือง H [มึนงง] เพิ่งมีสัญญาณวันนี้ตอนเช้า พวกคุณใช้แอปนี้มานานแล้วเหรอ”
“ใช่ ใช้มาครึ่งปีแล้ว ฮ่าๆ”
A: “ครึ่งปี??? ก่อนหน้านี้พวกคุณมีสัญญาณมาตลอดเหรอ?!”
“มีสิ แต่ก็ต้องมีคนกล้าบุกขึ้นไปเปิดเสาสัญญาณ”
A: “อิจฉาจัง…ฝังพวกเรากว่าจะมีคนรวมตัวกันขึ้นไปเปิดเสาได้ก็เพิ่งครึ่งเดือนก่อนที่สถานการณ์ดีขึ้น งั้นช่วงหลายเดือนก่อนหน้า พวกคุณคงใช้ชีวิตสบายมากเลยสินะ [ร้องไห้]”
“สบายอะไรล่ะ นอกจากมีสัญญาณแล้วก็ไม่ได้ต่างจากพวกนายเท่าไร แค่ตอนลำบากยังพอเปิดดูได้ว่ามีใครซวยกว่านายไหม”
“พวกเราก็เคยเกือบอดตาย โดนกัดตาย โดนแผ่นดินไหวทับตาย [หัวเราะทั้งนํ้าตา]”
A: “[มึนงง]”
A: “พวกคุณไม่เคยเจอนกนางนวลแปลกๆ บ้างเหรอ ก่อนหน้านี้พวกเราเคยเจอนกนางนวลเอาของมาทิ้งไว้ให้ คิดว่าทั่วโลกเป็น แบบนี้หมด…”
“อ้อ ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวลน่ะเหรอ พวกเราก็เคยได้รับเหมือนกัน”
A: “ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวล? ฮ่าๆ นกพวกนั้นก็เจ๋งจริงๆ ท่าทางหยิ่งสุดๆ อยู่เพิ่มอีกวินาทียังเหมือนรำคาญเลย ฮ่าๆๆ”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“เพื่อน ไม่ได้หมายถึงนกพวกนั้นเป็นท่าน [ปิดหน้า] หมายถึงว่านกพวกนั้นเป็นกองกำลังของท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งนกนางนวลคน หนึ่ง พวกเราเลยเรียกเขาว่าท่านนกนางนวล”
A: “หา แล้วท่านนกนางนวลคนนั้นคือใคร เขารู้ได้ยังไงว่าพวกเราอยู่ที่ไหน ต้องการอะไร”
“ท่านนกนางนวลคือ… (คำอธิบายยาว) … นายลองไปค้นบัญชี ‘ฟืนฟูหลังภัยพิบัติ’ ดู เป็นบัญชีที่ทางการเพิ่งตั้งเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ปรึกษาที่พวกเขาจ้างอยู่ตอนนี้ก็คือท่านนกนางนวลคนนั้น”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
A: “ผมไปค้นมาแล้ว ท่านนกนางนวลชื่อซูหรานใช่ไหม ผมเจอโพสต์เกี่ยวกับเขาเยอะมาก [มึนงง] ลุงคนนี้เก่งมากเลย ตอนนี้เขา ยังอยู่เกาะลู่อันหรือเปล่า”
“ลุง???”
“ฮ่าๆๆ เกิดอะไรขึ้น”
“ขำจะตาย @momo”
“ข้างบนยังแท็กท่านนกนางนวลด้วย ใจร้ายมาก [หัวเราะ]”
A: “??? เกิดอะไรขึ้น ผมพูดอะไรผิดเหรอ [ร้องไห้]”
“ขำมาก เจ้าของโพสต์ทำไมเรียกท่านนกนางนวลว่าลุงล่ะ”
A: “ผมก็ไม่รู้…แค่รู้สึกว่าน่าจะเป็นผู้ใหญ่ [ร้องไห้] หรือผมต้องเรียกว่าคุณปูั่ มีใครบอกผมที [ร้องไห้]”
“โอ๊ยยย ปูั่มาแล้ว ฮ่าๆๆ”
“ปูั่จริงๆ ด้วย!”
“พูดก็พูดนะ ผมได้ยินมาว่าบนเกาะลู่อันมีคนเรียกท่านนกนางนวลว่าปูั่จริงๆ นะ [หัวเราะทั้งนํ้าตา]”
“วันนั้นตอนประชุมยังมีคนเรียกท่านนกนางนวลว่าบรรพบุรุษเลย ฮ่าๆ”
“ฝังนั้นลำดับญาติยุ่งเหยิงมากจริงๆ”
A: “มีใครช่วยผมหน่อยไหม [ร้องไห้หนัก]”
“เจ้าของโพสต์ นี่คือรูปท่านนกนางนวล ภาพไม่ค่อยชัด เป็นภาพแคปจากตอนประชุมออนไลน์ ดูไปก่อนแล้วกัน [ภาพ]”
A: “………… โอ้โห เด็กหนุ่มหน้าละอ่อนมาก หล่อและเด็กขนาดนี้เลยเหรอ?!”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
A: “ผมบ้าไปแล้ว ผมนั่งไล่หารูปท่านนกนางนวลเต็มไปหมด ทำไมหล่อขนาดนี้ ผมจะกลายเป็นพวกหลงรักในฝันแล้ว!”
“?”
“นายเป็นเกย์เหรอ”
“เลิกฝันเถอะ คนบนเกาะบอกว่าท่านนกนางนวลมีเจ้าของแล้ว แฟนหล่อระดับเทพ”
“หา ท่านนกนางนวลมีแฟนแล้วเหรอ ทำไมผมไม่รู้ [กลายเป็นหิน]”
“ผมก็ไม่รู้!”
“ฟั้าผ่ากลางวัน!”
“แฟนเขาหน้าตาเป็นยังไง วันนั้นที่ประชุมที่ยืนข้างหลังหรือเปล่า”
“ได้ยินว่าอยู่ในกลุ่มคนที่ยืนด้านหลังวันนั้น แต่ไม่ใช่ผู้หญิงสองคนนั้น”
“???”
“อะไรนะ??”
“เดี๋ยวก่อน!”
“วันนั้นนอกจากผู้หญิงสองคน ที่เหลือเป็นผู้ชายหมดไม่ใช่เหรอ [มึนงง]”
“ข้อมูลเยอะเกินไปแล้ว…”
“ผมรู้แล้วว่าเป็นใคร วันนั้นมีหนุ่มหล่อคนหนึ่งที่ผมจำได้ชัดมาก โอ้โห ผมอยากแต่งฟิคแล้ว…”
“รีบเอาปากกามาให้คนข้างบน!”
“เบาๆ หน่อย ได้ยินว่าครอบครัวท่านนกนางนวลยังไม่รู้เลยนะ”
“อ๊ากกกก…”
“เจ้าของโพสต์คงหัวใจสลายไปแล้ว ฮ่าๆ”
A: “กำลังหัวใจสลายจริงๆ [คุกเข่า]”
A: “ไม่ใช่แค่เรื่องท่านนกนางนวล ยังหัวใจสลายเพราะคู่มือที่บัญชีทางการฟืนฟูหลังภัยพิบัติเพิ่งโพสต์ พวกเขาบอกว่าจะแจกดิน ซอมบี้ให้หลายเมือง ให้ปลูกผักแก้ปัญหาอาหารขาดแคลน ดินซอมบี้คืออะไร ฟังดูน่ากลัวจัง [ร้องไห้]”
“อ้อ ก็คือปุั๋ยที่ทำจากมูลซอมบี้ ใช้ปลูกผักแล้วสี่วันก็โต กินเข้าไปแล้วจะถ่ายเมล็ดออกมา ตอนเข้าห้องนํ้าต้องใส่ดินลงใน ชักโครกหน่อย หรือไม่ก็ไปถ่ายในแปลงผัก สรุปคืออย่าให้เมล็ดพวกนั้นดีดออกมาจากอึของนายแล้วโจมตีนายเองก็พอ”
A: “…………นี่มันสิ่งที่มนุษย์ควรคิดค้นออกมาเหรอ”
“บังเอิญเลย ของชิ้นนี้ท่านนกนางนวลของนายเป็นคนคิดค้น [หัวเราะ]”
A: “?!!!”
“ท่านนกนางนวล เด็กหนุ่มรูปงามที่ทำให้คนทั้งรักทั้งเกลียด”
“แต่แน่นอน ว่ารักมากกว่า”
หนึ่งเดือนหลังหมอกสลาย
ภัยพิบัติไม่เกิดขึ้นอีก และแสงออโรราก็ไม่ปรากฏอีก
รัฐบาลเริ่มจัดตั้งขึ้นใหม่ สังคมค่อยๆ ฟืนฟูระเบียบ
ซอมบี้ไม่ได้หายไปจากชีวิตของพวกเขาเสียทีเดียว
เพราะยังมีบางคนที่กลายเป็นกึ่งซอมบี้ไปตลอด และยังมีซอมบี้ที่ถูกเก็บไว้เป็นทหาร
แต่กรณีแรกไม่ได้ส่งผลต่อสังคมมากนัก เพราะจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจากผู้ที่กลายพันธุ์จนมีความสามารถพิเศษ
ส่วนกรณีหลัง ก่อนที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะมาถึง ซูหรานกับกู้เฉินได้ปรึกษากัน
แล้วนำพวกมันไปฝังไว้บนภูเขา
ใต้ชั้นดินหนาทึบ พวกมันหลับใหลอย่างสงบ
ในที่สุดก็มีคนเริ่มออกจากเกาะลู่อัน กลับบ้านเกิดไปตามหาญาติ
จางสือกับเจ้าอ้วนออกเดินทางก่อนเป็นคู่แรก แน่นอนว่าพวกเขายังต้องกลับมา ถ้ายังจะใช้ชีวิตต่อ ก็ต้องกลับมาทำงาน
ถัดมาคือต้วนเฉิงเฟิงกับผู้กำกับเย่
แม้พวกเขาจะเต็มใจช่วยชาวเกาะปลูกผักเพิ่ม แต่เมื่อสังคมเริ่มกลับมาทำงาน งานของพวกเขาก็ถาโถมเข้ามา
อะไรนะ ใครจะยังสนใจดาราหรือไม่ในเวลาแบบนี้
ไม่สนก็ต้องสน ใครกลับเข้าสู่วงการก่อนก็ได้เปรียบ บริษัทบันเทิงต่างรีบแย่งโอกาสกันหมด
แน่นอนว่าต่อมา นักแสดงเจ้าบทบาทแห่งชาติอย่างต้วนเฉิงเฟิงให้สัมภาษณ์ทีไรก็เอ่ยถึงท่านนกนางนวลจนได้ฉายา “แฟนคลับ สุดโต่งของไห่ต้า” นั่นเป็นเรื่องในภายหลัง
ผู้คนที่หน้าหมู่บ้านต่างทยอยขอบคุณซูหรานก่อนจากไป
อาปิงกับพวกเขาไปแล้ว
อวี๋หมิงกับพี่รองพี่สามไปแล้ว เย่อินกับกู้เฉินไปแล้ว
อวี๋เหยียนไปแล้ว จิงหยางกับหลินเซี่ยงอวี้ก็ไปแล้ว
แต่พวกเขาตั้งกลุ่มแชตเอาไว้ นัดกันว่าจะพบกันอีกในอนาคต
ช่วงแรกๆ ซูหรานรู้สึกเงียบเหงาเล็กน้อย ยังไม่ค่อยชิน
แต่พวกสิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษยังคงเกาะอยู่บ้านเขา วันๆ วุ่นวายโกลาหล
ซูหรานจึงค่อยๆ ปรับตัวได้อีกครั้ง
วันที่หนึ่งร้อยหลังหมอกสลาย ภัยพิบัติก็ยังไม่เกิดขึ้น และแสงออโรราก็ยังไม่ปรากฏ
คืนนั้น ในเมืองต่างๆ ผู้รอดชีวิตทั้งหมดเดินออกมาบนถนนอย่างเงียบงัน
พวกเขาวางช่อดอกไม้ไว้ข้างทาง ใต้ต้นไม้
จุดเทียนเรียงยาวเป็นทาง
เพื่อส่งวิญญาณของผู้ล่วงลับ
หลังจากก้าวข้ามอุปสรรคครั้งนี้แล้ว
มนุษยชาติจะมุ่งหน้าไปทางไหน
ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้
แต่บางที…
พวกเขาพากันเงยหน้าขึ้น มองไปยังท้องฟั้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“เม่นทะเล” ตัวเล็กๆ ลูกหนึ่งวาบผ่านดวงจันทร์ไปชั่วขณะ
บางที… มนุษยชาติอาจกำลังจะเปิดฉากยุคสมัยใหม่
ห้าเดือนหลังหมอกสลาย
ซูหรานได้รับแจ้งจากมหาวิทยาลัย อีกหนึ่งเดือนเขาต้องกลับไปเรียนแล้ว
เขาคิดอยู่พักหนึ่ง รู้สึกว่าช่วงหนึ่งเดือนนี้น่าจะออกไปเที่ยวได้พอดี ตอนนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งยังไม่กลับมาเก็บค่าตั๋ว พวกเขาสามารถเที่ยวได้ฟรี คุ้มสุดๆ
สำหรับความคิดนี้ พวกสิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษแน่นอนว่ายกมือเห็นด้วยทันที
ซูหรานไปถามพี่ชายกับซูอี้ซิน ทั้งสองบอกว่าจะไม่ไป
คนแรกต้องรีบกลับไปทำงาน เอ่อ ไม่ใช่ ต้องไปลาออก แต่ก่อนลาออกต้องปิดโปรเจกต์ก่อน
ส่วนคนหลังบอกว่าช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้เร่ร่อนจนแทบอาเจียนแล้ว ตอนนี้อยากนอนกลิ้งอยู่บ้านให้เน่าไปเลย แล้วก็แอบ กระซิบว่า
“พี่ ขอให้พี่กับพี่ซิงเที่ยวให้สนุกนะ!”
ซูหราน “…เธอไปรู้ได้ยังไงกันแน่”
ซูอี้ซินร้องขึ้นอย่างโอเวอร์
“ว้าว ฉันอ่านนิยายมาตั้งเยอะ อ่านการ์ตูนมาตั้งเยอะ จะดูไม่ออกได้ยังไง! ฉันอ่านฟรีเหรอ อดนอนตั้งกี่คืน!”
ซูหราน “…………”
ในใจมีคำบ่นมากมาย แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความคิดหนึ่ง… อยากยืมมาดูหน่อย
เขายังส่งข้อความในกลุ่มวีแชตด้วย
@ทุกคน
“มีใครอยากไปด้วยไหม”
อวี๋หมิง “ผมๆๆ!”
พี่รอง “ช่วงนี้พ่อแกไม่จับแกอ่านหนังสือเหรอ จะปล่อยให้แกไป?”
อวี๋หมิง “ผมจะแอบหนี… พวกพี่ช่วยมารับหน่อย…”
พี่สาม “โอเคสิ ฟังดูตื่นเต้นดี”
อวี๋เหยียน “พวกนายจะไปที่ไหน ฉันจะดูว่ามีเส้นทางไหนตรงกับฝังฉันไหม”
จิงหยาง “ช่วงนี้ต้องจัดการบริษัท ไม่มีเวลา”
หลินเซี่ยงอวี้ “พวกนายกำหนดเส้นทางแล้วหรือยัง ส่งมาให้ฉันดูได้”
จิงหยาง “? นายไม่ต้องทำงานเหรอ”
หลินเซี่ยงอวี้ “ตอนนี้บริษัทมีธุรกิจอะไรบ้าง”
จิงหยาง “…………ไม่มีธุรกิจถึงต้องสร้างธุรกิจไง! รู้ไหมว่าอะไรเรียกว่ากระแสยุคสมัย”
หลินเซี่ยงอวี้ “ยืนอยู่ในกระแสนานๆ เดี๋ยวก็เป็นหวัด @ซูหราน ยังไงก็เพิ่มฉันด้วย”
จิงหยาง “บ้าเอ๊ย”
“จิงหยางถอนข้อความหนึ่งข้อความ”
จิงหยาง “นับฉันด้วย!”
ซูหราน “[หัวเราะทั้งนํ้าตา] เพิ่มหมดเลย เส้นทางยังไม่กำหนด เดี๋ยวกำหนดแล้วส่งให้ มีใครจะไปอีกไหม”
จางสือ “ช่วงนี้กำลังดูแลแม่ อีกครึ่งเดือนน่าจะออกจากบ้านได้ เดี๋ยวไปหาพวกนาย”
ซูหราน “โอเค คุณน้าไม่เป็นไรใช่ไหม”
จางสือ “ขาหัก นอนพักอยู่บ้าน”
อวี๋ลี่ “ล้มตอนแผ่นดินไหวเหรอ”
จางสือ “ล้มตอนลงบันไดเมื่ออาทิตย์ก่อน [หัวเราะทั้งนํ้าตา]”
อวี๋ลี่ “[หัวเราะทั้งนํ้าตา]”
กู้เฉิน “ผมกับอาอินเพิ่งถึงเมือง G ว่าจะอีกครึ่งเดือนไปเมือง W ปีนเขาดูทะเลสาบเทียนฉือ”
ซูหราน “พวกเราก็จะไปเหมือนกัน!!”
กู้เฉิน “ฮ่าๆ งั้นเจอกันที่เมือง W”
ซูหราน “ตกลง!”
วันก่อนออกเดินทาง อวี๋ลี่กับลู่หนีตื่นเต้นสุดๆ
สองคนนั้นวิ่งไปซูเปอร์มาร์เก็ตในเมือง กวาดของมาจนเต็ม กระเปั๋าเดินทางไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย เต็มไปด้วยขนมทั้งหมด เหมือน เด็กประถมที่กำลังจะไปทัศนศึกษา
ซูหรานเห็นแล้วปวดหัว แต่ยังไงก็เป็นกระเปั๋าของพวกเขาเอง เขาจึงขี้เกียจจะสนใจ
เขานั่งจัดเสื้อผ้าอยู่ในห้องนั่งเล่น แล้วหันไปตะโกนบอกซิงหลินที่กำลังจัดของอยู่ในห้อง
“ในกระเปั๋าฉันยังมีที่ว่าง นายเอาเสื้อผ้ามาใส่ด้วยก็ได้นะ เราจะได้ใช้กระเปั๋าใบเดียว!”
ได้ยินเสียงเงือกตอบรับแผ่วๆ
ครู่หนึ่ง ของชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งก็ลอยผ่านแก้มของเขา ตกลงไปในกระเปั๋าเดินทาง
ซูหรานมองดู แล้วก็ชะงัก
มันเป็นกล่องเล็กๆ สะท้อนแสงวาว
เงือกเดินมานั่งยองๆ ข้างเขา วางเสื้อผ้าลงในช่องว่างของกระเปั๋าอย่างใจเย็น
จัดเสร็จแล้วเห็นซูหรานยังนิ่งอยู่ ก็หันมามอง โบกมือให้
จากนั้นก็มองตามสายตาของเขาไปยังกล่องเล็กนั้น
“…ไม่พอใช้?”
“…?!”
“ข้างในมีสิบหกชิ้น”
พูดจบ เงือกก็มองเขาอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเหมือนเพิ่งเข้าใจ
“นายก็จะใช้ด้วย?”
แล้วก็พยักหน้า
“งั้นใช้ได้แปดครั้ง เดี๋ยวฉันไปซื้อเพิ่มอีกกล่อง”
พูดจบก็ลุกขึ้น
แล้วถูกซูหรานดึงลงมาทันที
ซูหรานหน้าแดงถาม
“นะ…นายเอามาจากไหน”
เงือกมองเขา
“ร้านขายของชำหน้าหมู่บ้าน เพิ่งเปิดเมื่อสองวันก่อน ช่วงเปิดร้านลดทั้งร้านยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
ซูหราน “……” ใครถามรายละเอียดแบบนั้นกัน!
เงือกพิจารณาสีหน้าของเขา
“นายกำลังเขิน?”
“…………”
ซูหรานสูดหายใจลึก ในใจพยายามบอกตัวเอง
พวกเขาโตกันแล้ว คบกันแล้ว ทำเรื่องไม่ค่อยดีบ้างก็เป็นเรื่องปกติ…
แต่กล่องเล็กแวววาวนั่นมันชวนตื่นเต้นเกินไปจริงๆ
เขาพูดเบาๆ
“…นายจะใช้จริงๆ เหรอ”
เงือกมองเขาเหมือนถามว่า
งั้นจะไม่ใช้?
…ไม่ใช่แบบนั้น!
ซูหรานพูดเสียงเบากว่าเดิม
“…นะ…นายใช้เป็นไหม”
เงือกทำสีหน้าเหมือนถามว่า
นายถามจริงเหรอ
ซูหรานหน้าแดงจนแทบมีเลือดหยด
“ฉันหมายถึง…นะ…นายทำเป็นไหม”
ซิงหลินชะงักไป
จากนั้นก็เอียงศีรษะเข้ามาใกล้ เสียงเบาลงมาก
“…ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้น่าจะเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องว่าทำเป็นหรือไม่เป็น มีแต่ทำได้ดีหรือไม่ดี”
ซูหรานฟังแล้วหัวใจเต้นแรง
“ดังนั้น ถ้านายจะถามว่าฉันทำได้ดีไหม…”
เงือกหยุดไปครู่หนึ่ง
หัวใจของซูหรานเหมือนถูกเกาเบาๆ
เงือกกระซิบข้างหูเขา
“ฉันรับรองได้แค่ว่า ฉันจะไม่ทำให้นายเกลียดเรื่องนี้”
ซูหรานก้มหน้า
ซิงหลินหัวเราะเบาๆ
“ซูหราน นายเขินง่ายเกินไปหรือเปล่า”
นิ้วมือขาวเย็นยื่นมา งอเล็กน้อยแล้วแตะแก้มเขาเบาๆ
“แบบนี้จะทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังทำเรื่องผิดเวลาแตะต้องนาย”
ซูหรานก้มหน้าอยู่นาน ก่อนจะพูดเบาๆ ประโยคหนึ่ง
ซิงหลินก้มลงถาม
“อะไร”
“…ฉันบอกว่า…นายไม่ต้องสนว่าฉันจะเขินไหม…ทำไปเถอะ…”
อากาศรอบตัวเงียบลงทันที
ซูหรานแดงตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวใจแทบจะกระโดดออกมาจากอก
เขาคิดว่าตัวเองกล้าพูดขนาดนี้แล้ว ทำไมเงือกกลับเงียบไป
เขาหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็อดไม่ได้ แอบเงยหน้าขึ้นอยากดูสีหน้าของเงือก
แต่ยังไม่ทันมองชัด คางก็ถูกยกขึ้น
จูบหนักๆ ก็ทาบลงมา
เขารีบหลับตา เงยหน้ารับ
จูบของซิงหลินมักจะมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ซูหรานตามจังหวะของเขาไม่ทันเสมอ จูบไปจูบมาแทบจะลืมหายใจ
เขารีบจับไหล่ของอีกฝั่ายไว้ สักพักก็เผลอยกมือขึ้นประคองใบหน้าของอีกฝั่าย
เหมือนถูกดึงลงเหวลึกง่ายดาย แต่ก็ถูกสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
วนซํ้าอยู่หลายครั้ง ซูหรานหอบหายใจ ก่อนจะพูดแทรกตอนซิงหลินเปลี่ยนมุม
“…เดี๋ยวก่อน…”
“…ไปในห้อง…ตรงนี้…”
ตรงนี้คือห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นไม่ได้ เพราะห้องนั่งเล่นจะมี…
ตุบ
เสียงของตกดังมาจากด้านหลัง
ซูหรานสะดุ้ง
ทั้งสองคนแยกออกจากกัน แล้วหันกลับไป
หวงหนิงยืนอยู่บนบันได ไม้ถูพื้นตกอยู่บนพื้น
ซูหราน “……”
ในใจร้องลั่น
บอกแล้วว่าห้องนั่งเล่นจะมีคน!