เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 467 ฐานะของซือถูเจิ้นผิงในตอนนี้
เมฆสีครามลอยต่า หมอกสีเทาอันขมุกขมัวปกคลุมไปทั่ว
สายฟ้ าสีขาวที่สว่างวาบจนแสบตาส่องทะลุชั้นเมฆออกมาเป็ น ระยะ ฟาดฟันลงมาราวกับฟ้ าพิโรธ จนดังกึกก้องไปไกลนับพันลี้
มหาสมุทรสีครามเกิดความปั่ นป่ วน กลายเป็ นคลื่นน่ า สะพรึงกลัว ถาโถมใส่เรือใหญ่หลายลาที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรอย่าง บ้าคลั่ง
มิเพียงเท่านั้น ก้นทะเลลึกยังปรากฏร่างยาวหลายร ้อยจั้งหลาย ร่าง กาลังแหวกว่าย ราวกับสามารถพุ่งขึ้นมาเหนือน้า และดูดกลืน เรือยักษ์ทั้งหมดลงไปได้ทุกเมื่อ
ไกลออกไปกลับมีเกาะแห่งหนึ่งตั้งอยู่
เมื่อทอดมองออกไปก็พบว่ามีสายฟ้ าหลายสายกาลังฟาดฟันลง เกาะแห่งนั้นมิหยุด กลางอากาศเกิดการสั่นสะเทือนจนเกิดคลื่นเป็ น ชั้น ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนด้านล่างถูกยึดครองโดยสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวที่เก่าแก่ ตนหนึ่ง
มันกาลังอ้าปากกว้างเพื่อดูดกลืนสายฟ้ าทุกสายลงไป……
ใช่แล้ว !
ที่แห่งนี้ก็คือมหาสมุทรแท้จริง ซึ่งแบ่งสามพันแคว้นของสวรรค์ บูรพาออกเป็ นสองโลกนั่นเอง
ทุกที่ล้วนแต่เต็มไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว !
แม้จะยืนอยู่บนเรือยักษ์ที่เสริมพลังด้วยสัญลักษณ์และลายค่าย กลมากมาย แต่เสียงฟ้ าคารามอันกึกก้องที่ดังขึ้นเป็ นระยะ ก็ยังทาให้ อดมิได้ที่จะรู ้สึกหวาดกลัวจนชาวาบไปทั้งตัว
อีกทั้งเกาะที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ยังมีอยู่มากมายหลายเกาะอีก ด้วย
มิเพียงเท่านั้น บางเกาะยังมีสิ่งมีชีวิตเก่าแก่และน่ากลัวแหงนหน้า คารามขึ้นฟ้ า และดูดกลืนสายฟ้ าอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช ้วิธีการอันบ้า ระห่านี้หล่อเลี้ยงตนเอง
บางเกาะก็มีสิ่งมีชีวิตโบราณคารามอย่างบ้าคลั่ง
ภูเขาสูงตระหง่านพลังทลายจนเกาะถูกแยกออกจากกัน ไอพลัง อันน่าสะพรึงกลัวท าให้ความว่างเปล่าภายในรัศมีร ้อยจั้งเกิดการบิด เบี้ยว จนเกิดเป็ นประกายไฟราวกับดอกไม้ไฟก็มิปาน
แค่จินตนาการดูก็รู ้แล้วว่าภาพเช่นนี้จะน่าตื่นตระหนกมาก เพียงใด !
นอกจากนี้ยังมีบางเกาะที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
มีกระดูกกองเป็ นภูเขา หมอกเลือดลอยอบอวล
มีโลงหินที่ผุกร่อน โลงไม้ที่ผุพัง รวมทั้งโลงสัมฤทธิ์ที่ขึ้นสนิม วางอยู่บนภูเขากระดูกเหล่านั้น
แม้ว่าที่นั่นจะเต็มไปด้วยวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่หาได้ยากยิ่ง ทว่า เพียงแค่ไอพลังที่แผ่ออกมาจากโลงศพเหล่านั้น ก็ทาให้คนรู ้สึกขน พองสยองเกล้าได้แล้ว
เวลานี้บนเรือยักษ์ลาแรกสุด
บรรพบุรุษของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่กาลังนั่งสมาธิอยู่กลาง อากาศ ด้านหลังมีภาพอักษรพู่กันของเย่ฉางชิงภาพนั้นลอยอยู่
ส่วนด้านหน้าของเขามีผู้เฒ่าร่างผอมที่สวมชุดผ้าไหมคนหนึ่ง และบุรุษหนุ่มท่าทางโดดเด่นมีดวงตาคมกล้าผู้หนึ่งยืนอยู่
เห็นได้ชัดว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือซือถูเจิ้นผิง ที่ขึ้นมายังสวรรค์ บูรพาเป็ นคนแรกนั่นเอง
เพียงแต่ตอนอยู่โลกเบื้องล่างนั้นเขาได้รับการชาระจากทัณฑ์ สวรรค์ ทาให้ตอนนี้ราวกับผู้ที่เกิดใหม่ มิได้ดูชราเหมือนเดิมอีกแล้ว
อีกทั้งพลังปราณภายในร่างกายยังอยู่ มิได้หายไปแม้แต่น้อย
นี่ก็คือ ข้อดีของการขึ้นมายังโลกเบื้องบน
การถูกทัณฑ์สวรรค์ช าระล้าง ท าให้มีพลังและชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับได้เกิดใหม่
“อาจารย์ เซียนทุรชนแข็งแกร่งมากหรือขอรับ ? ”
หลังจากบทสนทนากับเหลิ่งซินหานจบลง
และนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ซือถูเจิ้นผิงก็เป็ นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ศิษย์น้องซือถูเจ้ามิรู ้อันใด เซียนทุรชนล้วนแล้วแต่เคยเป็ นผู้ แข็งแกร่งระดับเทพพิภพมาก่อน”
ชายชราร่างผอมเอ่ยด้วยน้าเสียงอ่อนโยนพร ้อมยิ้มให้ “แม้พวก เขาจะก้าวสู่เส้นทางโบราณล้มเหลว บางคนกายเนื้อก็ถูกทาลาย บาง คนจิตใจแตกสลาย แต่พลังและความสามารถของพวกเขาก็มิอาจ ประมาทได้อย่างเด็ดขาด”
“นอกจากนี้ผู้แข็งแกร่งบางคนที่ล้มเหลวบนเส้นทางโบราณ ล้วน แต่แปดเปื้อนสิ่งอัปมงคลอันแปลกประหลาด สิ่งนั้นจะคอยกัดกินกาย เนื้อและพลังวิญญาณ และกัดเซาะจิตวิญญาณดั้งเดิมอีกด้วย”
เอ่ยถึงตรงนี้
“แต่สิ่งอัปมงคลนี้กลับมีประโยชน์อยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือสามารถ ทาให้คน ๆ นั้นหลีกเลี่ยงสุดยอดกฎไร ้เทียมทานได้”
ชายชราร่างผอมเหลือบมองท่านบรรพบุรุษที่ลอยอยู่กลาง อากาศเล็กน้อย พลางเอ่ยต่อ “นี่ก็คือสาเหตุที่เซียนทุรชนสามารถมี ชีวิตรอดมาได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่กายเนื้อและจิตวิญญาณดั้งเดิมของ เซียนทุรชนเหล่านี้ถูกกัดกินไปจนหมดแล้ว พวกเขาก็จะตื่นขึ้นอีก ครั้ง”
“นี่จึงเป็ นเหตุผลว่าทาไมก่อนหน้านี้ ท่านบรรพบุรุษถึงบอกว่า พวกเขาจะออกล่า”
ต้องบอกว่าตาแหน่งของซือถูเจิ้นผิงในราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ เวลานี้ เรียกได้ว่าเป็ นรองคนผู้เดียวเท่านั้น
เพราะเขาอาศัยภาพอักษรพู่กันที่เย่ฉางชิงมอบให้ตอนอยู่โลก เบื้องล่าง จึงทาให้เขาได้เป็ นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของบรรพ บุรุษราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ท่านนี้
ส่วนชายชราร่างผอมที่ยืนอยู่ด้านข้างของเขาก็คืออดีต จักรพรรดิของราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่
กู่หยวนจื้อ !
แต่ถึงแม้กู่หยวนจื้อจะเรียกเขาว่าศิษย์น้อง ทว่าหากเทียบ ตามล าดับอาวุโสแล้ว เขายังอยู่สูงกว่ากู่หยวนจื้อเสียอีก
มิเช่นนั้นด้วยฐานะของกู่หยวนจื้อ ไหนเลยจะแสดงความนอบ น้อมกับผู้ที่เด็กกว่าเช่นนี้ ?
สิ่งนี้ทาให้เห็นว่าฐานะของเขาในตอนนี้น่ากลัวเพียงใด !
กล่าวอีกนัยก็คือ เขาในตอนนี้ต่อให้เดินวางอานาจไปทั่วเจี้ยน โจว ก็มิมีผู้แข็งแกร่งคนใดหรือว่าสานักเซียนไหนกล้ามาหาเรื่อง อย่างแน่นอน
ตอนนั้นเองท่านบรรพบุรุษที่นั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ เพียงแค่ไอ พลังของเขาก็ทาให้ความว่างเปล่าโดยรอบเกิดระลอกคลื่นจนดูพร่า มัวไปหมด จากนั้นเขาก็ได้ลืมตาที่ลุ่มลึกคู่นั้นขึ้นมา
“ยังมีอีกอย่างที่พวกเจ้าอาจจะยังมิรู ้”
ท่านบรรพบุรุษที่มีใบหน้าเหลี่ยมและมีดวงตาลุ่มลึก หันไปมอง ทางซือถูเจิ้นผิงก่อนจะเอ่ยว่า “เมื่อใดที่เซียนทุรชนเหล่านี้ตื่นขึ้นมา จะเป็ นการชาระล้างทั่วทั้งสวรรค์บูรพาครั้งใหญ่ มิว่าจะเป็ นผู้บาเพ็ญ เพียรหรือคนธรรมดาล้วนแล้วแต่ยากที่จะหลีกหนีเคราะห์กรรมใน ครั้งนี้ไปได้”
“ทว่าสิ่งที่ข้ามิเข้าใจก็คือ เมื่อเซียนทุรชนปรากฏกาย กฎที่ไร ้ เทียมทาน ซึ่งมิมีผู้ใดต้านได้ราวกับมิมีอยู่จริง ต่อให้มีคนก้าวสู่ระดับ เทพพิภพก็จะมิมีทัณฑ์สวรรค์ท าลายล้างอันน่ากลัวฟาดฟันลงมา”
เอ่ยถึงตรงนี้ ท่านบรรพบุรุษก็ยกยิ้มมีเลศนัยออกมา ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยต่อว่า “นี่จึงเป็ นเหตุผลที่ข้าคิดหาวิธีสะกดตบะบารมีเอาไว้ และ รู ้แจ้งจิตแท้ของวิถีกระบี่อย่างต่อเนื่อง”
“หากเซียนทุรชนตื่นขึ้นมาจริง ๆ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็จะสามารถ ทะลวงพันธนาการและก้าวสู่ระดับเทพพิภพได้ส าเร็จ ถึงขนาด สามารถบรรลุถึงระดับเทพพิภพขั้นกลาง หลังจากหายนะครั้งนี้จบลง ข้าก็จะสามารถไปตามหาโอกาสที่จะขึ้นไปอย่างแดนเซียนโบราณได้ โดยมิต้องกลัวสิ่งใด”
“ทว่าก่อนหน้านั้นข้าจะต้องได้ตาหนักเทพวาสนามาเสียก่อน ! ”
สิ้นเสียงนี้ ซือถูเจิ้นผิงและกู่หยวนจื้อก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อาจารย์ ศิษย์อยากทราบว่าตาหนักเทพวาสนาคือสิ่งใดกันแน่ หรือขอรับ ? หรือภายในต าหนักเทพวาสนาจะมีวาสนาอันใหญ่หลวง อันใดซ่อนอยู่เยี่ยงนั้นหรือขอรับ ? ”
ซือถูเจิ้นผิงกลอกตาไปมา พร ้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ตาหนักเทพวาสนาแท้จริงแล้วคือสิ่งใด หรือมีวาสนาอันใหญ่ หลวงอันใดนั้น ข้าเองก็มิรู ้เช่นกัน”
ชายชรารูปร่างซูบผอมส่ายหน้าน้อย ๆ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิด “แต่ตอนนั้นเพราะเจ้าเซียวเย่ฟานได้ตาหนักเทพวาสนาไป จึงท าให้ สามารถขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้อย่างราบรื่น”
“ดังนั้นหากข้าเดามิผิดล่ะก็ ภายในตาหนักเทพวาสนาจะต้องมี ความลับในการขึ้นไปบนแดนเซียนโบราณ หรือวิธีการที่จะสามารถ ไปถึงยังปลายทางของเส้นทางโบราณอยู่เป็ นแน่”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ ! ”
ซือถูเจิ้นผิงประสานมือ พลางก้มศีรษะลง
“พวกเจ้าทั้งสองตั้งใจบาเพ็ญเพียรให้ดี ครั้งนี้หากได้ตาหนัก เทพวาสนามา เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติของพวกเจ้าสองคน มิช ้าก็เร็ว จะต้องขึ้นแดนเซียนโบราณได้สาเร็จ และขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียน ได้อย่างแน่นอน”
ชายชรารูปร่างซูบผอมเอ่ยเรียบ ๆ
ทันทีที่สิ้นเสียง บุรุษวัยกลางคนร่างกายองอาจ สวมชุดเกราะสี ดาผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างรีบร ้อน
“เรียนท่านบรรพบุรุษ ลึกเข้าไปในกลุ่มหมอกหนาทึบด้านซ ้าย พบเรือไม้ลึกลับลาหนึ่งขอรับ”
บุรุษวัยกลางคนเอ่ยขึ้น
เรือไม้ลึกลับ ?
ขณะที่กู่หยวนจื้อและซือถูเจิ้นผิงรีบเดินที่หัวเรือนั้น
ใบหน้าของชายชรารูปร่างซูบผอมก็เผยสีหน้าหวาดหวั่นออกมา พร ้อมเอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อมาแล้ว ท่านก็ปรากฏกายออกมาเถอะ ขอรับ”
ทันทีที่สิ้นเสียง สตรีที่สวมอาภรณ์สีขาวนางหนึ่ง ก็ค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้นมาที่ราวกั้นมิไกลนัก ราวกับภูตผีก็มิปาน