เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3065 คนอุ่นเตียง
ตอนที่ 3065 คนอุ่นเตียง
“เอิ้กๆๆ…”
เสียงหัวเราะอันไร้เดียงสาของเด็กทารกดังก้องไปทั่วเรือน ทำให้ผู้ที่ได้ยินต่างก็ยิ้มตามอย่างอดไม่ได้
เฟิ่งจิ่วเล่นกับห้าวเอ๋อร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะอุ้มเขาส่งให้เหลิ่งซวงดูแลต่อ
“นายท่าน” เสียงของเหลิ่งหวาดังเข้ามา
เฟิ่งจิ่วหันไปมอง เห็นเขาเดินเข้ามา นางยิ้มขณะนั่งพิงอยู่บนตั่งเตี้ย ก่อนจะถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับพวกคนที่อยู่นอกจวนนั่น? เหตุใดจึงแห่มาขอยาที่จวนของเรา?”
“เรื่องที่นายท่านเป็นผู้สูงศักดิ์โอสถได้แพร่กระจายออกไป คนพวกนั้นจึงตามมาถึงที่นี่ ไม่ขอยาในก็มาขอยารักษา ข้าบอกให้พวกเขากลับไปหลายหนแล้ว พวกเขากลับไม่ยอมฟัง” พูดถึงเรื องนี้ เหลิ่งหวาเองก็จนใจเช่นกัน
“เรื่องนี้ต้องแพร่ออกมาจากสำนักเซียนแน่ๆ แต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อรู้กันทั่วแล้ว อย่างนั้นก็ถือโอกาสนี้ทำอะไรสักหน่อยก็แล้วกัน!” นางเอนตัวพิงอยู่บนตั่งเตี้ย หรี่ตามองท้องฟ้ า
เหลิ่งหวาได้ยินอย่างนั้นก็ถาม “นายท่านตั้งใจจะถือโอกาสนี้ทำการค้าหรือ?”
เฟิ่งจิ่วยิ้มมุมปาก “ถูกต้อง พักนี้ข้าคงจะไม่ออกไปไหนแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างเดียวเลยก็แล้วกัน!” นางเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะกำชับว่า “เจ้าไปเอาสมุดบันทึกสิ งที่พวกเขาร้องขอมาให้ข้า”
“ขอรับ” เหลิ่งหวารับคำ ครั้นเห็นว่าเฟิ่งจิ่วไม่ได้กำชับสิ่งใดเพิ่มเติมอีก จึงถอยออกไป
“เหลิ่งซวง เจ้าว่าฉินซินเป็นอย่างไรบ้าง?” เฟิ่งจิ่วหันไปมองเหลิ่งซวงที่อยู่ด้านหนึ่ง ก่อนจะยิ้มและถาม
“สายตาของนายท่านไม่ผิดพลาดแน่นอนอยู่แล้ว” นางเชื่อใจนายท่านมาเสมอ เชื่ออย่างไร้เงื่อนไข ไม่ว่านายท่านทำสิ่งใด หรือนายท่านพาใครกลับมา ล้วนต้องมีประโยชน์ทั้งสิ้น
“อย่าเอาแต่ยืนอยู่เลย นั่งลงเถอะ!” เห็นนางยืนอยู่ตลอด เฟิ่งจิ่วจึงสั่งให้นางนั่งลง
เหลิ่งซวงเดินมานั่งข้างๆ ในอ้อมแขนอุ้มห้าวเอ๋อร์น้อยที่ค่อยๆ งีบหลับไป
“ฝีมือการดีดพิณของนางไม่เลว ข้าตั้งใจจะ…” เฟิ่งจิ่วคุยกับเหลิ่งซวงในเรือน บอกถึงสิ่งที่นางตั้งใจจะทำต่อจากนี้ แม้คนข้างกายมีมากมาย และนางก็เชื่อใจพวกเขามาก แต่สำหรับนาง สองพี่น้องเหลิ่งซวงและเหลิ่งหวากลับแตกต่างออกไป
ถึงแม้จะมีคนข้างกายเพิ่มขึ้นอีกมากมายแค่ไหน ก็ไม่มีทางแทนที่ตำแหน่งของสองคนนี้ในใจนางได้
และพวกเขาเองก็เหมือนจะรู้ ฉะนั้นเมื่อเฟิ่งจิ่วรับใครมาไว้ข้างกาย พวกเขาจึงเพียงลอบสังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านั้นเงียบๆ เพราะพวกเขากลัวว่าคนเหล่านั้นจะทำร้ายนาง
ทว่า แม้จะเป็นห่วง แต่ในใจกลับเชื่อมั่นในสายตาของเฟิ่งจิ่ว เพราะไม่เคยเกิดเรื่องผิดพลาดใดมาก่อน
ยามค่ำ คนในจวนเฟิ่งนั่งล้อมวงอยู่ด้วยกัน บนโต๊ะจัดวางไว้ด้วยสุราอาหาร พวกเขากินไป ดื่มไป พูดคุยกันไปด้วย โดยเฉพาะหวันเหยียนสิบสาม เขาเหมือนเจ้าหนูจอมสงสัยที่ชอบมีคำถามแ แปลกๆ ผุดขึ้นมาอยู่เรื่อย
“เฟิ่งจิ่ว เหตุใดจวนนี้ชื่อจวนเฟิ่ง? ไม่ใช่จวนเซวียนหยวน?”
“เฟิ่งจิ่ว เซวียนหยวนผู้นั้นวางใจไปกักตัวฝึกตนเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาสงบใจกักตัวฝึกตนได้ด้วยหรือ?”
“เฟิ่งจิ่ว พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าเจ้าใช่หรือไม่?”
“พวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร? เขาเกี้ยวพาเจ้าก่อน? หรือเจ้าชอบเขาก่อน?”
“เขาจะต้องเป็นชายรูปงามแน่ๆ ใช่หรือไม่? ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ชายตามอง”
“ฮ่าๆๆ ข้างกายของเขามีหญิงงามมากหรือไม่? เจ้าไม่ต้องช่วยเขาจัดการหญิงงามพวกนั้นให้เรียบร้อยหรือ?”
ความครึกครื้นในค่ำคืนนี้ ปิดฉากลงด้วยการซุบซิบนินทาที่เกิดจากความสงสัยของหวันเหยียนสิบสาม เมื่อฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ทุกคนก็พากันแยกย้ายไปพักผ่อน ครั้นเฟิ่งจิ่วกลับถึงห้อง งด้วยอาการกรึ่มๆ จากการดื่มสุรา นางรับรู้ได้ทันทีที่เข้ามาว่ามีกลิ่นอายของใครอีกคนอยู่ในห้อง
นางตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไป เห็นเซวียนหยวนโม่เจ๋อนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงโดยสวมแค่ชุดซับใน “ท่านออกจากการกักตัวฝึกตนแล้วหรือ?”
………………………………….
(นักเขียนรันเลขผิด เนื้อหาต่อกัน)
ตอนที่ 3067 เจ็ดส่วน
“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยตอนฝึก” เขาพูดสั้นๆ ไม่อยากให้เฟิ่งจิ่วเป็นห่วงมาก จึงอธิบายเสริมว่า “เพียงแค่บาดเจ็บที่เส้นชีพจร เพราะเส้นชีพจรเสียหายพลังจึงลดลงไปอยู่ที่ห้าส่วน น นอกจากนี้ก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรอีก”
“นี่ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกหรือ?” นางถลึงตาจ้องเขาอย่างไม่พอใจ พูดอย่างเป็นห่วงว่า “ผู้แข็งแกร่งระดับเซียนสวรรค์ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้รักษาด้วยยาทั่วไป อีกทั้งเส้นชีพจรเสียหาย ยไม่ใช่เรื่องเล็ก เส้นชีพจรของท่านเสียหายจนพลังลดลงมาเหลือห้าส่วน นี่เป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับท่าน รู้หรือไม่?”
พูดจบ นางตบแก้มตนเองเพื่อไล่ความมึนเมาจากสุราที่เหลืออยู่ไม่มากแล้วออกไป จากนั้นก็นั่งลงข้างกายเขาพลางพูดว่า “ข้าคิดว่าท่านคงกินยาไปแล้ว เพียงแต่ไม่เห็นผล เอาอย่างนี้ ก็แล้วกัน! ข้าช่วยรักษาให้ท่านก่อน หากไม่ได้ผลอีกก็ค่อยคิดหาวิธีใหม่”
“ใช้พลังชีวิตจากบัวเขียวในตัวของเจ้าหรือ?” เซวียนหยวนโม่เจ๋อสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงขรึมว่า “หากเจ้าใช้พลังชีวิตมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อตนเอง หนำซ้ำร่างกายของเจ จ้า…”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ลุกขึ้นนั่งดีๆ” นางสั่งให้เขานั่งขัดสมาธิ พร้อมหันหลังให้นาง
“อาจิ่ว…”
พูดไม่ทันจบ เฟิ่งจิ่วก็ใช้สองมือขับเคลื่อนกลิ่นอายพลังวิญญาณแนบเข้าที่แผ่นหลังของขา เห็นดังนั้นเขาจึงได้แต่ถอนหายใจ รวบรวมสมาธิเพื่อสัมผัสถึงพลังชีวิตขุมนั้น
กลิ่นอายสีเขียวขุมหนึ่งค่อยๆ กระจายออกจากสองฝ่ามือของเฟิ่งจิ่ว กลิ่นอายนั้นถูกส่งไปในร่างของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ ค่อยๆ ซ่อมแซมเส้นชีพจรของเขา
โอกาสในการฟื้นตัวของบาดแผลและอาการบาดเจ็บภายในเมื่อถูกรักษาโดยพลังชีวิตนั้นมีสูงมาก แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งระดับเซียนสวรรค์ กลับไม่รู้ว่าจะเกิดประสิทธิผลอย่างเดียวกันหรือไม่ ?
ยิ่งพลังสูง เส้นชีพจรก็ยิ่งเหนียว หากจะทำการรักษาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้นางทำได้เพียงช่วยรักษาเขาอย่างสุดความสามารถก่อน เพราะหากปล่อยให้เส้นชีพจรอยู่ในสภาพที่เสียหาย ยเป็นเวลานาน แม้วันหน้าจะรักษาหายแล้ว ก็ไม่อาจกลับมาดีดังเดิมได้
พลังชีวิตจากเม็ดบัวเขียวไหลเวียนอยู่ในร่าง ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายทั่วร่างกาย เขาสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของกลิ่นอายพลังวิญญาณขุมนั้น เพียงแต่ เมื่อเขาสัมผัสได ด้ถึงพลังชีวิตจากเม็ดบัวเขียวที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง เขากลับรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายของเฟิ่งจิ่วเริ่มไม่มั่นคง
“อาจิ่ว พอแล้ว” เขาพยายามห้าม
“อย่าเพิ่งพูดอะไร” เฟิ่งจิ่วตอบกลับ เหงื่อบนหน้าผากไหลลู่ลงที่พวงแก้ม สองฝ่ามือแนบสนิทอยู่ที่แผ่นหลังกว้าง ถ่ายเทพลังชีวิตจากเม็ดบัวเขียวให้เขาอย่างต่อเนื่อง
เซวียนหยวนโม่เจ๋ออยากผลักเฟิ่งจิ่วออก แต่กลัวจะทำนางเจ็บ ทว่าเพราะกลัวนางรับไม่ไหวจึงบอกว่า “อาจิ่ว ข้าหายแล้ว พอได้แล้ว เจ้าหยุดเถอะ!”
“อาจิ่ว…”
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจเขา แต่ตั้งสมาธิอยู่กับการถ่ายเทพลังชีวิตของเม็ดบัวเขียวให้เขา จนกระทั่งร่างกายททนไม่ไหว จึงค่อยหดสองฝ่ามือกลับมา และล้มลงไปบนเตียงราวกับคนที่เหนื่อยจ จนไม่มีแรง
เซวียนหยวนโม่เจ๋อรีบหันกลับไปรับตัวนางไว้ ให้นางพิงอยู่ในอ้อมอกของเขา ครั้นเห็นดวงหน้างามซีดเล็กน้อย หน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดซึม เขาก็ลูบดวงหน้างดงามอย่างปวดใจ “อาจิ่ว เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย! ถ่ายเทพลังชีวิตให้ข้ามากมายขนาดนั้น ร่างกายของเจ้าจะรับไหวได้อย่างไร”
“ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? พลังฟื้นคืนมากี่ส่วนแล้ว?” เฟิ่งจิ่วถาม น้ำเสียงอ่อนแรง ร่างกายอ่อนปวกเปียก แม้แต่มือยังยกไม่ขึ้น
“ข้าหายแล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“พูดความจริง ข้าจำเป็นต้องรู้” เฟิ่งจิ่วยังคงไม่ลดละ
เซวียนหยวนโม่เจ๋อได้แต่ถอนหายใจ “เจ็ดส่วน”
“เจ็ดส่วนหรือ!” เฟิ่งจิ่วพึมพำ “อย่างนั้นข้าต้องหาอย่างอื่นให้ท่าน”