ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2301 เนื้อเพลงฉินส่วนที่สาม
คนผู้นั้นหัวเราะเสียงต่ำ
“อี้หลิงตายไปเป็นหมื่นปีแล้ว เจ้าพูดถึงเขาขึ้นมาอีกจะไปมีประโยชน์อันใด อีกอย่าง ตอนนั้นเจ้าไม่ได้แม้แต่จะปกป้องเขาด้วยซ้ำมิใช่หรือไร เหตุใดคราวนี้ต้องไปทำเรื่องไร้ประโยชน์แบบนี้ด้วย”
สองมือของตู๋กูโม่เป่าที่วางนาบบนเข่าค่อยๆ กำเข้าหากันแน่น เขาขบกรามเสียจนตึงแรง หว่างคิ้วราวกับปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาถึงได้กล่าวไปว่า
“เทียบกันแล้ว เรื่องพวกนั้นที่เจ้าทำก็ไร้ประโยชน์เช่นเดียวกันสิ? เจ้าคิดว่าถ้าใช้แก่นวิญญาณของสายเลือดเผ่าหงส์ทองคำมาคอยหล่อเลี้ยง จะทำให้ดวงประทีปของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ลุกโชนได้ตลอดหรือไร? ในเมื่อมันไม่ใช่ของเจ้า ก็ไม่ควรจะหวังเพ้อฝันตั้งแต่แรกแล้ว!”
สุ้มเสียงนั้นจมหายไปในความเงียบอยู่นานทีเดียว ก่อนจะกล่าวตอบมาว่า
“ใช่ของข้าหรือไม่ เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้”
…
ระยะนี้บรรยากาศในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ผิดแผกจากเดิมอย่างมาก
หนานจิ่นซูเดินไปเดินมาอยู่ในห้องด้วยสีหน้ายับย่น
เขามาถึงตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้นานพอดูแล้ว แต่ในระยะเวลาที่ยาวปานนี้ นอกจากเสินสื่อลำดับที่เจ็ดที่ได้พบเจอตรงประตูสวรรค์เมื่อคราแรกสุดแล้ว กลับมิได้เจอเสินสื่อคนอื่นใดอีกแม้แต่คนเดียว
อีกอย่าง กระทั่งตัวเสินสื่อลำดับที่เจ็ดในตอนนั้นเองยังบอกแค่ว่าให้เขาบำเพ็ญเพียรฝึกปรืออยู่ที่นี่ให้ดี จากนั้นก็ไม่ได้แวะเวียนมาหาอีก
หนานจิ่นซูร้อนใจอยู่ไม่น้อย
เขาคิดว่าสมรรถภาพของตัวเองค่อนข้างเชื่องช้าอยู่หลายส่วน
หากไม่คิดหาวิธีแล้วละก็ เกรงว่าการจะขึ้นสวรรค์บรรลุสู่เทพคงทำได้ยากเย็นมากเป็นแน่
หลังจากลังเลอยู่นานสองนาน ในที่สุดหนานจิ่นซูก็ก้าวออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าแน่วแน่
หนานจิ่นซูรีบจ้ำอ้าวไปข้างหน้า ทว่าตอนเอ่ยปากพูดกลับเปลี่ยนคำเรียก
“ประมุขอี้ นี่ท่านกำลังจะไปทำอันใดหรือ”
มุมปากของจวินจิ่วชิงคลี่แย้มรอยยิ้มที่ติดจะมากเล่ห์อยู่ไม่น้อย
“แล้วอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จะทำอันใดได้อีกเล่า?”
หนานจิ่นซูถึงกับไม่รู้ว่าควรโต้กลับอย่างไรดีไปพักหนึ่งจึงหยุดชะงักไป ก่อนเอ่ยต่อว่า
“ช่วงนี้ประมุขอี้เห็นเสินสื่อลำดับที่หนึ่งบ้างหรือไม่”
จวินจิ่วชิงส่ายศีรษะพลางหรี่ตาน้อยๆ
“ได้ยินว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งปิดด่านเก็บตัวได้มาหลายปี นานมากแล้วก็ยังไม่ออกมา แม้แต่ยามเสินสื่อทั้งหลายขอเข้าพบ ก็ยังถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดรึ หรือว่าประมุขหนานอยากพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง?”
หนานจิ่นซูผงกศีรษะ ครั้นได้ยินคำพูดของจวินจิ่วชิงก็รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย
“หากเป็นเช่นนี้จริง เช่นนั้นก็เกรงว่าคงเจอตัวเสินสื่อลำดับที่หนึ่งได้ยากแล้ว”
“บัดนี้ภาระหน้าที่ทั้งหลายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ล้วนมอบให้เสินสื่อลำดับที่สองมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จ ประมุขหนานมีเรื่องอันใด แค่ไปขอคำชี้แนะจากเสินสื่อลำดับที่สองก็เป็นอันใช้ได้แล้ว เหตุใดถึงได้ยืนกรานจะพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่งให้ได้เล่า?”
“นี่…”
หนานจิ่นซูเผยสีหน้าลังเลออกมา เขามองซ้ายมองขวาจนแน่ใจแล้วว่ารอบข้างไร้ซึ่งผู้คน ถึงได้สาวเท้าไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วกล่าวพลางกดเสียงเบา
“ไม่ขอปิดบังประมุขอี้ ข้าอยากไปทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์”
สีหน้าของจวินจิ่วชิงวูบไหวน้อยๆ ภายในแววตาพลันมีประกายเย็นวาบสายหนึ่งเคลื่อนผ่าน
“อ้อ?”
เดิมทีหนานจิ่นซูไม่ได้อยากเล่าให้จวินจิ่วชิงฟังมากขนาดนั้น อย่างไรเสียหลังจากผ่านเหตุการณ์พวกนั้นที่ท่าเรือดอกท้อมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลก็เปราะบางอย่างมาก
แต่ว่าหากพูดแบบอ้อมค้อมหน่อย เขากับจวินจิ่วชิงต่างก็นับเป็นคนรุ่นหลัง มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวก่อนหน้าพวกนั้นไม่มากแล้ว
คิดไปคิดมา หนานจิ่นซูจึงบอกเล่าความคิดของตัวเองแก่จวินจิ่วชิงจนหมดสิ้น
“เมื่อก่อนข้ามักจะไปสระอัสนีบาตเพื่อฝึกปรือและเพิ่มพูนการบำเพ็ญตนของตัวเอง แต่ตอนนี้สระอัสนีบาตปิดผนึกไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าจะกลับมาเปิดให้เข้าได้อีกเมื่อใด แทบไม่เห็นวี่แววให้หวังเลย ข้าจึงคิดว่าบางทีการไปทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์อาจเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว เพียงแต่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์อยู่ในการดูแลของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมาแต่ไหนแต่ไร หากจะเข้าไปในนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ดังนั้น…”
จวินจิ่วชิงเลิกคิ้วน้อยๆ เอ่ยแกมคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ประมุขหนาน ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ระดับความอันตรายนั้นยากจะจินตนาการได้ ท่านแน่ใจหรือ…ว่าท่านอยากไป?”
หนานจิ่นซูเองก็หัวเราะออกมาด้วยสีหน้าแฝงความนัยลึกล้ำอยู่ไม่น้อย
“ถูกต้อง สำหรับคนธรรมดาแล้ว ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์อันตรายมากโดยแท้ แต่สำหรับเจ้ากับข้ามันไม่เหมือนกัน…ประมุขอี้ เรื่องบางเรื่องคงไม่ต้องให้ข้าออกปากเตือนมากมายกระมัง?”
หากเขาไม่ได้เตรียมตัวมา ไหนเลยจะกล้าออกความคิดเช่นนี้?
จวินจิ่วชิงผงกศีรษะหงึกหงัก
“พูดเช่นนี้ แปลว่าประมุขอี้ตัดสินใจได้แล้ว?”
หนานจิ่นซูพยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นก็กล่าวอีกว่า
“มิสู้ประมุขอี้ไปพร้อมกันกับข้า?”
ริมฝีปากบางของจวินจิ่วชิงหยักยกเป็นเส้นโค้งเบาบาง
“ไม่จำเป็น จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่ได้มีแผนสำหรับเรื่องนั้น”
หนานจิ่นซูถึงกับตะลึงงัน สีหน้าของเขาซับซ้อนขึ้นมาหลายส่วน
พรสวรรค์และความสามารถของจวินจิ่วชิงล้วนเหนือกว่าเขาทั้งสิ้น
ต่อให้ไม่ใช้อุบายอื่นใด อนาคตก็ย่อมขึ้นสวรรค์บรรลุสู่เทพได้อย่างราบรื่นเป็นแน่แท้
ในใจของเขาทั้งรับไม่ได้และไม่ยินยอมอย่างยิ่ง
“แน่นอนอยู่แล้ว”
จวินจิ่วชิงพูดพลางชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
“ฟากนั้นน่าจะเป็นสวนหย่อมของเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ประมุขหนานลองไปถามดูได้ แต่ว่าเสินสื่อลำดับทีหนึ่ไม่ได้ออกมาข้างนอกหลายปีแล้ว ประมุขหนานเตรียมใจถูกปฏิเสธไว้ก็คงจะดีเช่นกัน”
หนานจิ่นซูหัวเราะราวกับไม่ใส่ใจ
“ข้อนี้ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ”
เดิมจวินจิ่วชิงคิดจะปลีกตัวจากไป ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเขาฟังดูผ่อนคลายราวกับมีความมั่นใจมาก ก็เหลือบตามองเขาแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้
“ดูเหมือนว่าประมุขหนานจะค่อนข้าง…มั่นใจมากว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งจะอนุญาตให้ท่านไปทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์?”
หนานจิ่นซูถึงกับหว่างคิ้วกระตุก รีบหัวเราะกลบเกลื่อนออกมาทันใด
“ข้าไหนเลยจะมีความสามารถปานนั้น! แค่คิดจะไปลองดูก็เท่านั้น ประมุขอี้ เช่นนั้นข้าขอตัวลาไปก่อน”
จวินจิ่วชิงมิได้เอ่ยซักไซ้ไล่เลียงต่อ เพียงตอบรับแกมยิ้มบาง
“เช่นนั้นก็ขออวยพรให้ประมุขหนานทำทุกอย่างได้ราบรื่นตามใจปรารถนา”
ในไม่ช้าหนานจิ่นซูก็จากไป
จวินจิ่วชิงจ้องมองแผ่นหลังของเขาอยู่พักใหญ่พลางลูบคางราวกับกำลังใช้ความคิด
เขาไม่ค่อยได้พูดคุยกับหนานจิ่นซูผู้นี้บ่อยนัก แต่ก็นับว่าพอจะรู้จักมักจี่อยู่บ้าง
พรสวรรค์มีจำกัด ทักษะไม่เพียงพอ
หากมิใช่เพราะผู้มีความสามารถพวกนั้นของตระกูลหนานตายไปเสียส่วนใหญ่ ให้ตายอย่างไรตำแหน่งประมุขนี้ก็ตกมาไม่ถึงเขา
ถ้าจะให้พูดข้อดี…คงจะเป็นความคิดความอ่านอันหลักแหลมกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่บ้างที่มองขาด เห็นโอกาสที่แน่ชัด
นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาขึ้นมาจุดสูงสุดได้สำเร็จ
ปกติแล้วเวลาจัดการเรื่องราวใดๆ หนานจิ่นซูก็นับว่าทำอย่างค่อนข้างระมัดระวัง หากไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้จะไม่ลงมือเด็ดขาด
ทว่าคราวนี้กลับผิดแผกไปจากธรรมดาอยู่หลายส่วน
มาอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นานปานนี้แล้ว หนานจิ่นซูไม่มีทางไม่รู้ว่าฟากของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทั้งยังกลับยืนกรานจะไปให้ได้
เขาย่อมต้องมีไพ่ตายอะไรบางอย่างเก็บงำไว้แน่
“น่าสนใจอยู่หน่อยๆ นะ…”
จวินจิ่วชิงพึมพำกับตัวเอง สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินตามไปอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
…
ฝั่งหนานจิ่นซูก็เดินทางมาถึงสวนหย่อมของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งได้อย่างราบรื่นตลอดทาง
ประตูใหญ่ปิดสนิท ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างยิ่ง
หากเป็นคนที่ไม่รู้แล้วละก็ คงคิดว่าที่นี่ไม่มีคนอยู่หลายปีดีดักแล้วเป็นแน่
หนานจิ่นซูโค้งกายคำนับคราหนึ่ง
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง หนานจิ่นซูจากตระกูลหนานขอเข้าพบ”
ไร้เสียงตอบรับจากด้านใน
หนานจิ่นซูรออยู่พักใหญ่ ในใจคิดว่าเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ ท่านนี้ช่างพบเจอตัวได้ยากมากโดยแท้
เขาก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว กล่าวว่า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ได้ยินว่าหลายปีนี้ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กำลังตามหาเนื้อเพลงฉินส่วนที่สามมาโดยตลอดเลยนี่ขอรับ?”
………………..