ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2303 ที่แห่งนั้น
หนานจิ่นซูลังเลไปพักหนึ่ง ในท้ายที่สุดก็ประสานกำปั้นเป็นเชิงคารวะ กล่าวว่า
“เรียนเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง เท่าที่ข้ารู้มา เนื้อเพลงฉินส่วนที่สามน่าจะยังอยู่ในสุสานสังหารเทพ”
สิ้นเสียงคำพูด ทั่วทั้งสวนหย่อมก็ยิ่งทวีความเงียบสงัดมากกว่าเก่า
หนานจิ่นซูรู้สึกถึงแค่ว่าแรงกดดันมหาศาลไร้รูปร่างสายหนึ่งกำลังกดทับลงบนบ่าสองข้าง หนักอึ้งจนทานทนแทบไม่ไหว
เขาสะกดกลั้นลมหายใจ ความประหม่าค่อยๆ แล่นปราดขึ้นมาในใจหลายส่วน
“ตอนนั้นเนื้อเพลงฉินถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน กระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ ในอาณาจักรเสิ่นซวี่ มีเพียงส่วนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในสุสานสังหารเทพและถูกเก็บไปแล้วด้วย มาตอนนี้เจ้ากลับบอกว่าชิ้นส่วนที่สามก็อยู่ในสุสานสังหารเทพเหมือนกัน?”
สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงด้วยแววซักไซ้อยู่ไม่น้อย
หนานจิ่นซูละล่ำละลักตอบว่า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ข้าน้อยย่อมมิกล้าพูดปด! ชิ้นส่วนสุดท้ายยังคงอยู่ในสุสานสังหารเทพจริงๆ! กระทั่งคนผู้นั้นเองก็ยังไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ข้าน้อยเองก็เปิดดูถุงผ้าไหมถักที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ให้ในปีนั้นหลังจากที่ประตูสวรรค์เปิดออกได้ไม่นานถึงรู้เรื่องนี้ขอรับ!”
ก่อนที่บรรพบุรุษตระกูลหนานจะสิ้นชีวิตลงในปีนั้น ได้จงใจทิ้งถุงผ้าไหมถักชิ้นหนึ่งให้ประมุขรุ่นต่อไปเก็บรักษาเอาไว้
ทั้งยังทิ้งคำสั่งเสียไว้ว่า ต้องรอให้ประตูสวรรค์ของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เปิดออกก่อนเท่านั้นจึงจะเปิดดูได้
ดังนั้น ก่อนหน้านี้ประมุขตระกูลหนานที่สืบตำแหน่งต่อกันมารวมทั้งหนานจิ่นซูจึงไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
มิเช่นนั้นตอนนั้นหนานอีฝานคงลงมือไปตั้งนานแล้ว
“ถ้าเจ้ารู้เรื่องนี้ เช่นนั้นจวินจิ่วชิงก็คงจะรู้เหมือนกัน เหตุใดเขาถึงยังไม่มาบอกแจ้งเรื่องนี้กันเล่า?”
หนานจิ่นซูเผยสีหน้าลำบากใจ
“เรื่องนี้… ข้าก็ไม่รู้ขอรับ…”
จวินจิ่วชิวคิดอะไรอยู่ เขาจะไปรู้ได้อย่างไร
บางทีคงเป็นเพราะกำลังรอโอกาสที่เหมาะสมก็เป็นได้
“เรื่องนี้ข้าเข้าใจแล้ว หลังจากนี้จะส่งคนออกไปตามหาเอง แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด”
เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าที่หนานจิ่นซูมาครานี้ต้องการสิ่งใด
หนานจิ่นซูประหม่าจนคอแห้งผาก ทว่ากลับแฝงอารมณ์ตื่นเต้นและคาดหวังอยู่หลายส่วน
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ข้าอยาก…ท่านได้โปรดอนุญาตให้ข้าเข้าไปฝึกตนที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ด้วยเถิดขอรับ!”
สิ้นเสียงคำพูด ภายในห้องกลับเงียบไป ผ่านไปพักหนึ่ง สุรเสียงนั้นก็ถามต่อว่า
“เจ้าแน่ใจ?”
“ขอรับ”
หนานจิ่นซูตอบอย่างระมัดระวัง
“จิ่นซูรู้ตัวว่าพรสวรรค์ไม่เพียงพอ จะอาศัยระดับในตอนนี้ขึ้นสวรรค์บรรลุสู่เทพย่อมทำได้ยากโดยแท้ ดังนั้น…จึงมาขอเข้าไปในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อพัฒนาและฝึกปรือการบำเพ็ญตน เช่นนี้แล้ว อนาคตภายหน้าจะได้ไม่ทำให้บรรพบุรุษต้องเสียชื่อเสียง”
ทันใดนั้น ลำแสงสายหนึ่งพลันทะยานออกมาจากในห้อง
หนานจิ่นซูรีบรับมันไว้ด้วยสองมือ
มันคือยันต์ผนึกกึ่งโปร่งใสแผ่นหนึ่ง ด้านบนวาดอักขระ “มายา” เอาไว้คำหนึ่ง รอบๆ อักขระมีลวดลายลึกลับจำนวนหนึ่งซ้อนทับกันไปมาไม่เป็นระเบียบ
“นี่คือยันต์ผนึก ใช้ได้แค่ครั้งเดียว พอเจ้าออกมาจากทะเลศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยันต์ผนึกแผ่นนี้ก็จะทำลายตัวเอง แล้วก็ใช้ได้หนึ่งคนเท่านั้น เจ้าเก็บเอาไว้เถอะ”
หนานจิ่นซูตื่นเต้นเสียจนมือสั่นระริก รีบขอบคุณในความเมตตาทันที
“ขอบคุณเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมากขอรับ!”
“เจ้าไปเถอะ”
“ขอรับ! ขอรับ!”
…
หนานจิ่นซูเก็บยันต์ผนึกเอาไว้ในเสื้อตรงอก พลางเดินออกไปข้างนอกด้วยจิตใจชื่นมื่นเบิกบานยิ่ง
มีของสิ่งนี้ เขาก็สามารถเข้าไปบำเพ็ญเพียรในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
ใช้เวลาไม่นาน พลังของเขาย่อมต้องเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน!
คิดมาถึงตรงนี้ แววปลื้มปิติที่ฉายออกมาบนดวงหน้าของหนานจิ่นซูก็แทบปิดไม่มิดแล้ว
“ประมุขหนาน?”
สุรเสียงอ่อนโยนของสตรีรุ่นนางหนึ่งแว่วลอยมา
ฝีเท้าของหนานจิ่นซูหยุดชะงัก เขาหันศีรษะไปมองตามเสียง
ก่อนจะพบว่ามีร่างอ้อนแอ้นของสตรีนางหนึ่งกำลังเดินมุ่งหน้าจากมุมถนนมาทางนี้
ดวงหน้านางงดงามละมุน เรือนผมยาวสลวยปล่อยถึงปลายศอก
“เจ้าคือ…”
หนานจิ่นซูเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง
“ข้ามีนามว่าซูหลี”
สตรีตรงหน้าตอบแกมหัวเราะเบาๆ
หนานจิ่นซูถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ จากนั้นแววตาก็ทอประกายตื่นตกใจ
“ท่านซู!”
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเจอซูหลีมาก่อน
ตระกูลหนานสูญเสียกำลังวังชาไปมากนับตั้งแต่การต่อสู้ครั้งแรกที่ท่าเรือดอกท้อ เขาเองก็พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอยู่ในตระกูลหนานมาโดยตลอด
แม้ภายหลังจะได้ยินเรื่องราวของถังเคอและท่านซู แต่หนานจิ่นซูกลับไม่มีโอกาสได้พบเจอคนทั้งสองแต่อย่างใด
หลังจากมาที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาก็พอจะได้ยินข่าวของซูหลีผ่านหูมาบ้าง แต่เพิ่งจะได้พบเจอกับตาตัวเองเข้าจริงๆ ก็วันนี้
สถานะของเขาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ค่อนข้างพิเศษ ถึงขั้นที่ว่ามีสถานะสูงกว่าพวกฉู่หลิวเยว่อยู่ไม่น้อย
แต่กับซูหลีที่เป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นย่อมไม่เหมือนกัน
ดังนั้นการปฏิบัติต่อซูหลีของหนานจิ่นซูจึงนับว่าค่อนข้างสุภาพทีเดียว
ซูหลีกวาดตามองเขารอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามแกมหัวเราะคิกคัก
“ประมุขหนานไปพบเจอเรื่องราวดีๆ อันใดเข้าหรือ ถึงได้ดีอกดีใจเสียปานนี้?”
ความจริงแล้วนางก็แค่ผ่านมาทางนี้โดยบังเอิญเท่านั้น
ข่าวที่ว่าหนานจิ่นซูอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เองนางก็รู้อยู่แต่แรกแล้ว
เดิมตั้งใจว่าจะจากไปทั้งแบบนั้น แต่สีหน้าของหนานจิ่นซูช่างแปลกพิกลอยู่หลายส่วนโดยแท้
นางถามพลางเหลือบสายตามองไปยังทิศทางเบื้องหลังของหนานจิ่นซูแวบหนึ่ง
“เมื่อครู่ ประมุขหนานน่าจะ…มาจากฝั่งสวนของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งกระมัง?”
หนานจิ่นซูมิได้บ่ายเบี่ยงแต่อย่างใด เขาหัวเราะคำรบหนึ่ง แล้วผงกศีรษะอย่างสงวนท่าที
“ถูกต้องแล้ว เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปขอเข้าพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมา”
นัยน์ตางามหยดย้อยของซูหลีเบิกกว้างน้อยๆ ดวงหน้าเผยแววตื่นตกใจอยู่หลายส่วน
“จริงหรือ?”
เสินสื่อลำดับที่หนึ่งผู้นั้นปิดด่านเก็บตัวไม่ยอมออกมาหลายปีแล้วมิใช่หรือไร
ได้ยินว่าเสินสื่อคนอื่นขอเข้าพบอยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ต่างถูกปฏิเสธอยู่นอกประตูทั้งสิ้น
แต่เหตุใดหนานจิ่นซูถึงได้…
ครั้นเห็นปฏิกิริยาของซูหลี ในใจของหนานจิ่นซูก็ค่อนข้างรื่นรมย์ไม่น้อย
ซูหลี ท่านซูน่ะเป็นถึงบุคคลระดับไหน
ภายในอาณาจักรเสิ่นซวี่ นางเป็นถึงตัวตนที่สูงส่ง มิอาจเอื้อมไขว่คว้ามาได้
แต่ตอนนี้กลับแตกต่างออกไปแล้ว
ยามซูหลีพบเสินสื่อคนอื่นก็ยังต้องคำนับอย่างนอบน้อมถ่อมตน ทว่าเขากลับสามารถเข้าพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่งได้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ
ตรงกลางของความต่างนี้นับว่ามีช่องว่างใหญ่กั้นขวางอยู่
ความรู้สึกที่ได้อยู่เหนือผู้อื่นทำให้หนานจิ่นซูอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
“ท่านซู เสินสื่อลำดับที่หนึ่งมอบหมายให้ข้าไปจัดการธุระ ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
ซูหลีรู้สึกแคลงใจนัก
ธุระแบบใดกันที่เสินสื่อลำดับที่หนึ่งจะมอบหมายให้หนานจิ่นซูไปจัดการ
ในด้านของฐานะ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ยังมีบรรดาเสินสื่อทั้งหลายที่สามารถส่งไปทำภารกิจได้
ในด้านของความสามารถ หนานจิ่นซูเองก็มิอาจนับได้ว่าโดดเด่นจนน่าจับตาโดยแท้
แล้วเหตุใดถึงได้เลือกเขากัน
อีกอย่าง การปฏิบัติที่หนานจิ่นซูได้รับแตกต่างจากพวกเขาตั้งแต่แรก…เขานั้นได้เข้าไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เลยทันที
คำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในใจของซูหลี ทว่าภายนอกนางมิได้แสดงออกชัดเจน เพียงแค่คลี่ยิ้มบางเบาเท่านั้น
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง เช่นนั้นคงไม่อาจรอช้าได้ เชิญประมุขหนาน…”
หนานจิ่นซูพยักหน้า ก่อนหมุนกายจากไป
ซูหลีงุนงง เอ่ยขึ้นมาอีกรอบว่า
“ประมุขหนาน ฝั่งนั้นเป็นทางออกจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์หนา”
ฝีเท้าของหนานจิ่นซูชะงักไป ก่อนจะหันศีรษะมาแล้วเอ่ยแกมหัวเราะ
“ข้าก็กำลังจะออกจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ว่ากันตามจริง คราวนี้ข้าจะไปที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์”
ผู้มีคุณสมบัติที่จะได้ไปที่แห่งนี้นั้นมีจำนวนน้อยมาก
หนานจิ่นซูนั้นภาคภูมิใจอย่างมาก จึงบอกเรื่องนี้ไปตรงๆ
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับที่ต้องปิดอะไร หลังจากที่เขากลับมาจากทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนก็ต้องรับรู้อยู่ดี
เรียวคิ้วโก่งดุจใบหลิ่วของซูหลีขมวดเข้าหากัน
“ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์?”
………………..