ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2306 ล่วงเกิน
………………..
สีหน้าของซูจิ้งอ่อนลงมาหลายส่วน
สิ่งที่จิ้นอวิ๋นไหล่พูดมาก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว
หมื่นปีมานี้ ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์อยู่ในการดูแลของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมาโดยตลอด ด้วยการป้องกันอันเข้มงวดจากภยันตรายและลูกไม้ต่างๆ
อวี้เชียนรับสืบทอดอำนาจทุกอย่างของเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ยกเว้นอำนาจข้อนี้เพียงข้อเดียว
ดังนั้นจนกระทั่งตอนนี้ แม้แต่ตัวอวี้เชียนเองก็มิอาจเข้าไปยังทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ตามใจชอบหากไม่ได้รับอนุญาตจากเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง
การที่พวกฉู่หลิวเยว่ทำเช่นนี้ นับว่ารนหาที่ตายให้ตัวเองโดยแท้
ซูจิ้งพลันนึกอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เรียวคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน
“หนานจิ่นซูผู้นั้นทำอันใดลงไป เสินสื่อลำดับที่หนึ่งถึงได้ยอมให้เขาเข้าพบ? อีกอย่างเรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เหตุใดถึงได้รู้กันทั่วทุกคนแบบนี้”
จิ้นอวิ๋นไหล่ส่ายศีรษะพลางก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
“ไม่รู้ เพราะงั้นข้าก็เลยจะไปถามเสินสื่อลำดับที่หนึ่งอีกรอบให้มันชัดเจน”
ซูจิ้งรีบกล่าวว่า
“ข้าไปด้วย!”
…
ในตอนที่คนทั้งสองมาถึงที่หมาย กลับพบว่ามีคนสองคนกำลังเดินออกมาจากประตู
พวกเขาเป็นชายหนุ่มวัยรุ่นสองคน ดูแล้วอายุอานามยี่สิบห้ายี่สิบหกเห็นจะได้
คนหนึ่งหล่อเหลา คนหนึ่งรูปงาม ทั้งคู่ล้วนมีท่วงท่าอันโดดเด่นน่าจับตานัก
เมื่อจิ้นอวิ๋นไหล่กับซูจิ้งเห็นดังนั้นต่างก็เผยสีหน้าตื่นตกใจออกมา
อีกอย่าง…ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเพิ่งไปพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมา!
ฝั่งจิ่วหลงทั้งสองคนเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันมามอง ก่อนจะทยอยคำนับ
“คารวะเสินสื่อลำดับที่เจ็ด เสินสื่อลำดับที่แปด”
สายตาของจิ้นอวิ๋นไหล่กวาดมองทั้งสองคนรอบหนึ่ง
“พวกเจ้าได้พบเสินสื่อลำดับที่หนึ่งแล้วหรือ”
คนทั้งสองต่างก็พยักหน้า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่งมีคำสั่งให้พวกข้าสองมุ่งหน้าไปสุสานสังหารเทพในอาณาจักรเสิ่นซวี่ทันที พวกข้ากำลังจะออกเดินทางกันพอดี”
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่งออกคำสั่งด้วยตัวเองหรือ?”
ซูจิ้งแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
ต้องเข้าใจก่อนว่าท่านผู้นั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มาหลายปีแล้ว ครานี้… ออกจะกะทันหันเกินไปหน่อย
จิ้นอวิ๋นไหล่กลับเข้าใจในอะไรบางอย่างขึ้นมาทันควัน
หรือว่านี่ก็เป็นเพราะหนานจิ่นซูเช่นกัน?
เป็นไปตามคาด สีเยี่ยนเอ่ยอธิบายต่อว่า
“มีข่าวลือว่ามีความเป็นไปได้ที่เนื้อเพลงฉินส่วนที่สามจะอยู่ที่นั่น ดังนั้นเสินสื่อลำดับที่หนึ่งจึงส่งพวกเราสองคนไปตามหามันด้วยกัน”
จิ้นอวิ๋นไหล่กับซูจิ้งถึงกับพร้อมใจกันตกตะลึง จากนั้นก็ได้เข้าใจเรื่องราวในที่สุด
มิน่าเล่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งถึงได้เคลื่อนไหวใหญ่โตกะทันหันเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง…
แม้ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์จะมีเสินสื่อจำนวนมาก แต่ผู้ที่มีทั้งเวลาและพลังในตอนนี้กลับเจอตัวได้น้อยมาก
ทั้งสองคนนี้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดโดยแท้
จิ่วหลงกล่าวว่า
“หากทั้งสองท่านมิมีเรื่องอันใดแล้ว พวกข้าต้องขอตัวก่อน”
พวกจิ่วหลงทั้งสองคนจึงรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ซูจิ้งมองดูตามแผ่นหลังของพวกเขาสองคนพลางขมวดคิ้ว
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็เดินมุ่งหน้าไปทางประตู
ทว่าทันทีที่เดินไปถึงหน้าประตูก็ถูกค่ายกลชั้นหนึ่งขวางกั้นเอาไว้
สุรเสียงทุ้มต่ำไร้อารมณ์ดังแว่วออกมาจากด้านใน
“ทำสิ่งที่พวกเจ้าควรทำให้ดีก็พอ”
ฝั่งซูจิ้งทั้งสองคนต่างก็ตะลึงงันจนหยุดนิ่งอยู่กับที่
นี่มัน…หมายความว่าไม่ให้พวกเขาสอดมือเข้ามายุ่งอย่างนั้นหรือ?
ซูจิ้งยังคงไม่ยอมแพ้
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง นี่เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ท่านส่งแค่พวกเขาสองคนไปจะเพียงพอหรือเจ้าคะ”
ทันใดนั้น สุ้มเสียงสายนั้นก็แว่วดังขึ้นมาอีกครา
“ซูจิ้ง หากเจ้าไม่อยากดูแลยอดเขาโอสถต่อแล้ว จะตามพวกเขาไปก็ย่อมได้”
สีหน้าของซูจิ้งซีดขาวลงทันควัน นางรีบถอยหลังไปหลายก้าว
“ซูจิ้งกระทำการล่วงเกิน ขอเสินสื่อลำดับที่หนึ่งโปรดให้อภัย”
จิ้นอวิ๋นไหล่เองก็เงียบไปเช่นเดียวกัน
เจตนาของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดจะต้องถามต่ออีก
เขาประสานมือเป็นเชิงขอตัว
“เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว”
พูดจบ เขาก็ส่งสายตาเป็นนัยให้ซูจิ้ง
ซูจิ้งเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ฝีเท้าของนางหยุดชะงัก ก่อนจะส่งเสียงถามออกไปอย่างลังเลว่า
“เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ร่างศักดิ์สิทธิ์ของเสินสื่อลำดับที่หกได้รับความเสียหาย หากต้องหลอมขึ้นมาใหม่จำเป็นต้องยืมพลังทัณฑ์สวรรค์สีทองจากสระอัสนีบาตมาใช้ แต่ตอนนี้สระอัสนีบาตกำลังปิดผนึก ท่านว่า…”
หากมิอาจหลอมสร้างร่างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ให้เร็วที่สุดได้ ยาอายุวัฒนะพวกนั้นที่นางหลอมขึ้นมาอย่างยากลำบากก็จะต้องเสียเปล่ามิใช่หรอกหรือ?
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสระอัสนีบาตจะปลดผนึกได้ตอนไหน ใครจะรู้ว่าต้องรอแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร
ดังนั้นนางจึงทำได้แค่ลองร้องขอความช่วยเหลือจากเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง
ภายในสวนหย่อมเงียบสงัดลงทันใด ไอเย็นยะเยือกชั้นค่อยๆ แผ่ขยายออกมา
ใจของซูจิ้งถึงกับเต้นกระตุก รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทันควัน
จากนั้น นางก็ได้ยินเสียงอันเย็นเยียบของท่านผู้นั้นดังลอดมาจากด้านใน
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาทนทรมานไป!”
…
กระทั่งเดินห่างออกมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว คลื่นอารมณ์ในใจของซูจิ้งก็ยังไม่สงบลง
นางเดินออกมาอย่างเหม่อลอย นัยน์ตาสองข้างมิได้จดจ่อสิ่งใด
จนกระทั่งจิ้นอวิ๋นไหล่จะแยกไปอีกทาง นางถึงได้สติกลับคืนมา รีบสับเท้ารัวเร็วจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าจิ้นอวิ๋นไหล่
“เสินสื่อลำดับที่หกไปล่วงเกินเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเข้าตอนไหนกัน!”
จิ้นอวิ๋นไหล่นิ่วหน้า
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
สีปากของซูจิ้งยังคงซีดเผือดอยู่บ้าง นางพึมพำเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
“นี่มันไม่ถูกสิ…เสินสื่อลำดับที่หนึ่งปิดด่านไปหลายปี แต่เสินสื่อลำดับที่หกเพิ่งกลับออกมาเมื่อไม่นานมานี้เอง เขาจะไปยั่วโมโหเสินสื่อลำดับที่หนึ่งได้อย่างไรกัน? อีกอย่างเสินสื่อลำดับที่หนึ่งอุปนิสัยเฉยชา น้อยครั้งมากที่จะแสดงอารมณ์โกรธ แต่เมื่อครู่…”
เมื่อครู่ตอนนางเอ่ยถึงเสินสื่อลำดับที่หก ในน้ำเสียงของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งกลับแฝงด้วยโทสะอย่างหาดูได้ยาก
จิ้นอวิ๋นไหล่เองก็ฟังออกเช่นกัน
นี่มันต่างจากตอนที่เขาวางแผนบุ่มบ่ามบุกรุกเข้าไปยั่วโมโหเสินสื่อลำดับที่หนึ่งครานั้นโดยสิ้นเชิง
เพราะสำหรับเขาแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับการกระดิกนิ้ว
ซูจิ้งพลันนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันควัน
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ตอนเสินสื่อลำดับที่หกพูดถึงเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง เขาดูจะมีท่าทีหวาดกลัวอย่างมาก
ตอนนั้นนางเพียงคิดว่าเขาแค่รู้สึกยำเกรงเท่านั้น มิได้คิดมากแต่อย่างใด
แต่ตอนนี้พอมาคิดดูแล้ว…
จิ้นอวิ๋นไหล่มองนางพลางกล่าวว่า
“ถ้าเจ้าอยากจะรู้จริงๆ เหตุใดไม่ไปถามเสินสื่อลำดับที่หกตรงๆ เลยเล่า?”
…
ตัดมาฝั่งนี้ เมื่อฉู่หลิวเยว่กับมู่หงอวี่ออกจากประตูสวรรค์แล้ว ก็ทะยานขึ้นมาบนสะพานสีเงินเส้นนั้นอีกครา
ฉู่หลิวเยว่เดินไปพลางกวาดสายตามองทั้งสี่ทิศ
ในไม่ช้า นางก็เจอเงาร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง
“หนานจิ่นซู”
มู่หงอวี่รีบมองตามครรลองสายตานางไปทันที
“อยู่ตรงไหน”
ครั้นมองไปก็เห็นเพียงว่าบริเวณไกลออกไป มีคนผู้หนึ่งที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศเหนือผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้ม
เป็นหนานจิ่นซูนั่นเอง
เขามุ่งหน้าลึกเข้าไปในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ได้สักระยะหนึ่ง ก่อนจะหยุดลง
จากนั้น เขาก็กระโจนเข้าไปในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ทั้งอย่างนั้น!