ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2307 ท่านก็เป็นแค่น้องชาย
บรรดาฝูงชนที่ยืนล้อมกันอยู่บนสะพานสีเงินทยอยส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาทันควัน
“หนานจิ่นซูพุ่งเข้าไปตรงๆ แบบนี้ได้อย่างใดกัน”
“ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ ก็มิอาจรั้งอยู่ในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์นานเกินไปได้ เขาไปเอาความกล้านี้มาจากที่ใดกันหนอ”
“ภายในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมด้วยพลังเฟื่องฟู หากใช้มันหลอมกายเนื้อชำระกระดูกย่อมเพิ่มพูนพลังได้มหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับอันตรายใหญ่หลวง มิรู้ว่าหนานจิ่นซูลงไปครานี้ จะกลับขึ้นมาอีกเมื่อใด…”
สีหน้าของฉู่หลิวเยว่อ่อนลงเล็กน้อย
ณ บริเวณห่างไกลออกไป ปรากฏกระแสคลื่นกระเพื่อมไหว ลมปราณเย็นยะเยือกแผ่กระจาย
แม้จะยืนอยู่บนสะพานสีเงิน ก็ยังคงรับรู้ถึงพลังอันน่าหวั่นเกรงที่กักเก็บอยู่ใต้ผืนทะเลได้อย่างชัดเจน
กระทั่งตัวนางเองก็มิอาจมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าหลังจากลงไปด้านใต้นั้นแล้วจะรอดกลับมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน
หนานจิ่นซู…
นางสะกดกลั้นลมหายใจ สายตาจดจ้องรอดูความเคลื่อนไหวของหนานจิ่นซูพลางตั้งใจฟังเสียงการเคลื่อนไหวภายในบริเวณโดยรอบ
มิรู้ว่าผู้อาวุโสลำดับห้าจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกหรือไม่
ครั้นปรายสายตามองไป มู่หงอวี่ที่อยู่ข้างกันนั้นก็ราวกับเข้าสู่ห้วงจดจ่อก็มิปาน หว่างคิ้วนางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าสงบนิ่งมั่นคง
นางกำลังมองดูทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้า
สุ้มเสียงโหวกเหวกโวยวายหลากหลายรูปแบบจากสะพานสีเงินค่อยๆ เงียบซาไป
ครั้นเวลาเคลื่อนคล้อย บรรดาฝูงชนต่างก็ทยอยเงียบเสียงลง
แท้จริงแล้วมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่สงสัยใคร่รู้เรื่องทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์และอยากลองลงไปสำรวจดูสักตั้ง ทว่ากลับมิมีใครกล้าตัดสินใจลงมือทำจริงแม้แต่คนเดียว
อย่างไรเสียก็มีแค่ชีวิตเดียว อีกทั้งก่อนหน้านี้เสินสื่อลำดับที่เจ็ดเองก็พูดไว้ชัดเจนแล้ว เมื่อออกจากประตูสวรรค์ เป็นหรือตายไม่ข้องเกี่ยว
…
ผ่านไปสักพักใหญ่ บริเวณโดยรอบก็ยังไม่มีความผิดปกติใดเกิดขึ้น
ในใจของฉู่หลิวเยว่รู้สึกผิดหวังอยู่หลายส่วน ทั้งยังวิตกกังวลขึ้นมาไม่น้อย
มิรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ฝั่งผู้อาวุโสลำดับที่ห้าเป็นอย่างไรกันแน่…
ส่วนมู่หงอวี่เปลี่ยนตำแหน่งที่ยืนเป็นที่เรียบร้อย ทั้งยังหันหน้าสอดส่องมองดูยังทิศทางอื่น
ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้เข้าไปรบกวนแต่อย่างใด
ในตอนนั้นเอง กลุ่มคนพลันส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาอีกรอบ
ฉู่หลิวเยว่หันศีรษะไปมองตามโดยไม่รู้ตัว บุรุษวัยกำดัดสองคนพากันเดินออกมาจากประตูสวรรค์ทีละคน
ดวงหน้าทั้งสองนั้นไม่ชวนให้คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง ทว่าเมื่อมองพวกเขาแวบแรก ฉู่หลิวเยว่ก็พอจะเดาได้รางๆ ว่าอีกฝ่ายมีสถานะอะไร
ดูจากลมปราณติดกายอันสูงศักดิ์แล้ว คาดว่าคงเป็นเสินสื่อ
เป็นอย่างที่คาดไว้ ใครคนหนึ่งที่ตาดีมองสถานะของสองคนนี้ออกรีบส่งเสียงเอ่ยคำนับเร็วรี่
“คารวะเสินสื่อลำดับที่เก้า เสินสื่อลำดับที่สิบ!”
ครั้นได้ยินสุ้มเสียงนี้ คนที่เหลือต่างก็พากันยอบกายลงทันที
จิ่วหลงและสีเยี่ยนเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ มิได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป ก่อนจะมุ่งหน้าลงไปด้านล่าง
ยามพวกเขาผ่านหน้าฉู่หลิวเยว่ไป ฉู่หลิวเยว่ก็พยักหน้าน้อยๆ
ทว่าจิ่วหลงกลับชะงักฝีเท้า ผินหน้ามามองฉู่หลิวเยว่แวบหนึ่ง
“เจ้าก็คือซั่งกวนเยว่?”
ฉู่หลิวเยว่เหลือบสายตาขึ้นมามอง
บนดวงหน้าอ่อนเยาว์ของอีกฝ่ายแฝงแววใคร่รู้และหมายตรวจสอบอยู่หลายส่วน
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าหงึกหงัก
“ความสามารถเก่งกล้าทีเดียว”
คำพูดนี้ฟังดูไม่เหมือนคำชมอย่างไรอย่างนั้น
สีเยี่ยนตวัดสายตามองมาทางนี้ปราดหนึ่ง
“จิ่วหลง ไปได้แล้ว”
ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองแน่นแฟ้นมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นแล้วคำที่ใช้เรียกกันจึงค่อนข้างเป็นกันเอง
จิ่วหลงเบนสายตากลับไป แล้วก้าวฝีเท้าเดินตามสีเยี่ยนไป
คนทั้งสองเดินลงมาจนถึงตีนสะพานสีเงิน จากนั้นเงาร่างของพวกเขาก็วูบไหว แล้วหายวับไปจากตรงนั้น
ระดับขั้นพลังปราณของเสินสื่อล้วนอยู่เหนือระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพวกเขาแล้ว การข้ามทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์นั้นย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร
แต่ที่สำคัญก็คือ…พวกเขาไปที่ใดกัน
“เสินสื่อสองท่านนั้นออกจากประตูสวรรค์ไปแล้ว มิรู้ว่าไปทำอันใดกัน?”
“ปกติสองท่านนั้นก็ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นหนา…”
“พูดไปก็ถูก หลายปีมานี้ข้าเพิ่งได้เจอสองท่านนั้นครั้งแรกนี่ล่ะ! คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอที่นี่…”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายรูปแบบดังขึ้น
ทั้งยังมีคนจำนวนหนึ่งกวาดตามองสำรวจฉู่หลิวเยว่อย่างเงียบเชียบ
ที่เสินสื่อลำดับที่เก้าพูดไปเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไรกันแน่
…
ฉู่หลิวเยว่หรี่ตาลงน้อยๆ
แท้จริงแล้วระยะนี้นางก่อเรื่องในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไม่น้อยทีเดียว เสินสื่อจะเคลือบแคลงในตัวนางก็ย่อมเป็นเรื่องปกติ
แต่สิ่งที่นางอยากรู้ยิ่งกว่าก็คือ สองคนนั้นไปอาณาจักรเสิ่นซวี่ด้วยเหตุใดกันแน่
ทำให้เสินสื่อสองคนลงมือพร้อมกันได้ เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
“นายท่าน อวี่จิ่วและสีเยี่ยนออกเดินทางไปแล้ว คิดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหนานจิ่นซูขอรับ”
ภายในห้องพัก หรงซิวกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ในมือถือหนังสือที่กำลังอ่านเอาไว้ม้วนหนึ่ง
เมื่อได้ยินเยี่ยนชิงพูดเช่นนั้น เขาก็ขานรับ “อืม” คราหนึ่ง แล้วพลิกหนังสือหน้าต่อไป
นอกจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับอื่นใดอีก
เยี่ยนชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า
“มิสู้ลองให้ข้าน้อยไปสืบดูดีหรือไม่ขอรับ ว่าพวกเขาไปที่ใดกัน”
ริมฝีปากบางของหรงซิวกระตุกน้อยๆ
“ไม่ต้องสืบ พวกเขาไปที่สุสานสังหารเทพกัน”
“สุสานสังหารเทพ?”
เยี่ยนชิงถึงกับตื่นตะลึง
“ป่านนี้แล้ว พวกเขาไปทำอันใดที่สุสานสังหารเทพกัน?”
“แน่นอนว่าเพื่อไปหาเนื้อเพลงฉินส่วนสุดท้ายอย่างใดเล่า”
นอกจากเรื่องนี้แล้ว จะมีเรื่องอะไรที่ทำให้ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ได้อีก
คิ้วกระบี่ของเยี่ยนชิงขมวดแน่นจนเป็นปม
“เนื้อเพลงฉินนั้นก็สำคัญต่อพระชายามากเช่นกัน หากถูกพวกเขาหาเจอก่อน…”
“พวกเขาหาไม่เจอหรอก”
หรงซิวหัวเราะออกมาคราหนึ่ง วางหนังสือในมือลง ก่อนจะเบนสายตาออกไปมองข้างนอก
ของควรเป็นของใคร ก็จะเป็นของคนผู้นั้น”
…
เยี่ยนชิงเดินออกมาจากภายในห้องนั้น
“กิ่งเช่อไป่หนึ่งอัน ดอกหวายตูมสามดอก เถาจินซาหนึ่งส่วน…”
สุ้มเสียงเอื่อยเฉื่อยของน้องแปดแว่วดังมา
เยี่ยนชิงเหลือบสายตามองไป พบว่าน้องแปดกับเจี่ยนเฟิงฉือกำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่ภายในสวนหย่อม
ในมือเจี่ยนเฟิงฉือถือหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ บนโต๊ะหินตรงหน้ามีกองสมุนไพรทับถมกันอยู่กองหนึ่ง
ครั้นได้ยินน้องแปดท่องตำรับใบสั่งยาของโอสถวายุตั้งต้นอย่างเกียจคร้าน หางตาของเจี่ยนเฟิงฉือก็กระตุก
“ทุกอย่างในหนังสือนี่…เจ้ารู้หมดเลยจริงๆ หรือ”
น้องแปดหัวเราะแผ่วเบา มือหยิบเอาผลจินหลิงออกมาลูกหนึ่ง
มือเรียวบางที่เคลือบด้วยสีทาเล็บประณีตดุจแกะสลักด้วยหินหยกอย่างวิจิตร เป็นผลึกประกายใสวาววับยิ่งกว่าผลจินหลิงลูกนั้นเสียอีก
นางส่งผลจินหลิงเข้าปาก สุรเสียงที่ออกมาจึงอู้อี้อยู่หลายส่วน
“…เคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าบุกทะลวงเป็นเซียนหมอระดับปรมาจารย์ได้ตั้งนานแล้ว เจ้าก็ยังไม่เชื่อ…”
ชิ ครั้งนี้นับว่าได้รับบทเรียนแล้ว
เจี่ยงเฟิงฉือพลันรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันใด เขาจัดการเก็บหนังสือในมือพลางสูดลมหายใจเข้าลึก
“ช่างยากจะต่อกรด้วยจริงๆ…”
ตั้งแต่ถูกฉู่หลิวเยว่แทงใจดำอย่างแรงครั้งที่แล้ว เจี่ยนเฟิงฉือก็เตรียมตัวตั้งปณิธานอย่างเงียบเชียบ สาบานว่าจะต้องโต้กลับไปให้ได้
ครั้นนึกขึ้นได้ว่าน้องแปดเองก็เป็นเซียนหมอเช่นกัน เขาก็อยากจะลองมาแลกเปลี่ยนวิชากันและกัน
ผลลัพธ์ก็คือถูกน้องแปดปฏิเสธ เหตุผลก็ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง…คุณสมบัติเขาไม่เพียงพอ
แล้วคนเจ้าอารมณ์เช่นเจี่ยนเฟิงฉือจะยอมรับข้อนี้ได้หรือ? เขาจึงยื่นข้อเสนอขอทดสอบไป
ปรากฏว่าน้องแปดก็ยื่นตำรับใบสั่งยาเล่มหนึ่งส่งมาให้
แม้เขาจะยังไม่บุกทะลวง แต่ก็มองออกว่าในนี้ล้วนแต่เป็นใบสั่งยาของปรมาจารย์ระดับเซียนหมอทั้งสิ้น
จากนั้นน้องแปดก็ท่องใบสั่งยาทั้งหมดอย่างไหลลื่นดุจสายน้ำ
“คุณชายเจี่ยน อย่าว่าแต่ไปเทียบกับนายท่านเลย ต่อให้มาเทียบกับข้า ท่านก็ยังเป็นแค่น้องชายอยู่ล่ะนะ”
เจี่ยนเฟิงฉือวางหนังสือลง ผุดกายลุกขึ้นอย่างฉุนเฉียว
น้องแปดยิ้มพลางโบกมือไหวๆ กล่าวอย่างใจกว้างยิ่งว่า
“หนังสือเล่มนี้ให้ท่าน ไม่ต้องขอบคุณหรอก”
เจี่ยนเฟิงฉือจึงหมุนกายกลับมาหยิบหนังสือ ก่อนจะจากไปอย่างงุ่นง่าน
………………..