ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2308 พี่ชาย?
“ชิ ผ่านมาหลายปีก็ยังเอาชนะไม่ได้สินะ”
น้องแปดเอ่ยแกมหัวเราะอย่างเชื่องช้า
“ช่างเป็นความกล้าที่น่าชื่นชมเสียจริง!”
เจี่ยนเฟิงฉือถึงกับเดินซวนเซ รีบสับเท้าให้เร็วกว่าเก่า
หลังจากนั้นสักพัก เงาร่างของเขาก็เลือนหายไปจากนอกประตูอย่างว่องไว
แน่นอนว่าไม่ต้องถามก็รู้ ไปยอดเขาโอสถอย่างแน่นอน
ยามได้โจมตีคุณชายเจี่ยนที่หยิ่งทะนงในตนเองมาแต่ไหนแต่ไรเข้าทุกทิศทาง อารมณ์ของน้องแปดก็เบิกบานอย่างยิ่ง
ครั้นปรายสายตามองไปด้านข้างก็พบเข้ากับเยี่ยนชิง นางจึงเอ่ยแกมยิ้มว่า
“โอ้ ใต้เท้าเยี่ยนชิง ลมอันใดหอบท่านมาที่นี่กัน”
นางก็แค่ทักทายไปตามประสาเท่านั้น ใครจะรู้ว่าเยี่ยนชิงจะสาวขายาวนั่นเดินตรงมาทางนี้เข้าจริงๆ
เขาหยุดฝีเท้าลงยามอยู่ห่างจากน้องแปดไปสามก้าว แล้วยืนนิ่ง
เขามีรูปร่างผอมบางแลสูงโปร่ง อีกทั้งตัวน้องแปดกำลังนั่งเขากำลังยืน ชั่วพริบตาความรู้สึกอันหนักอึ้งก็ยิ่งทวีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ปีนี้เจี่ยนเฟิงฉืออายุครบยี่สิบเจ็ด หากข้าจำไม่ผิด เขาน่าจะอายุมากกว่าเจ้ากระมัง?”
น้องแปดถึงกับงุนงง ในปากยังคงเคี้ยวผลจินหลิงหยับๆ หลังจากรู้สึกตัวขึ้นมาก็หยีตายิ้ม พลางส่งเสียง ‘พรืด’ ออกมา
“ใต้เท้าเยี่ยนชิง ข้าก็แค่พูดเล่น ท่านไม่เห็นต้องนับเป็นจริงเป็นจังเลย!”
เยี่ยนชิงเม้มริมฝีปากน้อยๆ
นัยน์ตางดงามของน้องแปดกะพริบปริบๆ นางหยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าไปใกล้
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองย่นเข้ามาใกล้ในพริบตา
สายตาของเยี่ยนชิงหลุบลงต่ำ หยุดนิ่งตรงริมฝีปากแดงอวบอิ่มของนางครู่หนึ่ง จากนั้นก็เบนสายตาออกอย่างเงียบเชียบ
ทว่าน้องแปดกลับมิรู้สึกตัวแต่อย่างใด นางเอ่ยแกมคลี่ยิ้มงดงาม
“ท่านดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย”
น้ำเสียงของเยี่ยนชิงเย็นยะเยือก
“ข้าก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ไม่ได้รู้สึกสุขหรือทุกข์ใจอันใด”
น้องแปดลอบแค่นเสียงอยู่ในใจ
มนุษย์เราล้วนมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ดูท่าใต้เท้าเยี่ยนชิงผู้นี้คงจะเป็นข้อยกเว้นกระมัง
นางหันมาฉีกยิ้มให้ ปกปิดความขุ่นมัวได้อย่างเรียบเนียน
“คุณชายเจี่ยนเป็นน้องชายข้าได้ เช่นนั้นใต้เท้าเยี่ยนชิงก็เป็นพี่ชายข้าได้เหมือนกัน! เห็นหรือไม่ แบบนี้สถานะของท่านก็สูงกว่าเขามากแล้วหนา”
เยี่ยนชิงนิ่วหน้า
น้องแปดเอียงศีรษะ
“เยี่ยนชิงเกอเกอ?”
กลิ่นหวานที่แต่เดิมบางเบาเจือจางพลันเข้มข้นอวลขึ้นมาทันใด มอมผู้คนเสียจนชวนให้ตกหลุมมัวเมาอยู่หลายส่วน
เขาคุ้นชินกับสุรเสียงของนางที่หวานละมุนโดยตลอดมาตั้งนานแล้ว ทว่าครานี้กลับรู้สึกว่ามันแตกต่างออกไปอยู่ไม่น้อย ในใจราวกับถูกอะไรบางอย่างข่วนเกาแผ่วเบาอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนชิงหมุนกายจากไปทันที
“เอ๋…”
ครั้นเห็นคนไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับแต่อย่างใด เดินหันศีรษะดุ่มๆ จากไปทั้งแบบนี้ น้องแปดก็เบะปากน้อยๆ พลางกลืนผลไม้ในปากลงไป
“เรียกน้องชายก็ไม่ดี เรียกพี่ชายก็ไม่ชอบ ช่างเอาใจยากเสียจริง”
…
สายตาเย็นเยียบคมปลาบดุจมีดราวกับคิดจะฉีกม่านกั้นนั้นออกเป็นริ้วๆ!
“ออกมา”
“เฮ้อ ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าเป็นข้า ทำตัวให้ดีกว่าหน่อยไม่ได้หรือไร”
เงาร่างร่างหนึ่งเดินเอ้อระเหยลอยชายออกมาจากด้านหลัง เป็นอวี๋มั่วนั่นเอง
เยี่ยนชิงสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าไม่รู้ว่าเป็นเจ้า เจ้าตายอยู่ที่นี่ไปนานแล้ว”
บนดวงหน้าของอวี๋มั่วเผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา ก่อนจะเอ่ยทีละคำว่า
“แบบนี้ท่านออกจะโหดร้ายเกินไปหน่อยแล้วกระมัง เยี่ยน…ชิง…เกอ”
ทันทีที่เอ่ยจบ สายลมแผ่วสายหนึ่งก็พัดโจมตีเข้ามาทันควัน!
ฉึบ!
อวี๋มั่วถึงกับตื่นตกใจ รีบหลบหลีกทันควัน มือลูบลงหน้าอกราวกับจะเรียกขวัญ
“จิ๊ มีอันใดก็พูดกันดีๆ ซี ลงมือเหตุใดเล่า”
สายตาของเยี่ยนชิงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งหลอม
“ถ้าอยากตายนัก ข้าช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าได้นะ”
อวี๋มั่วแค่นเสียงในลำคอคราหนึ่ง
“ข้ายังใช้ชีวิตไม่คุ้ม ขออภัยด้วยแล้วกัน”
การมีชีวิตอยู่น่ะมีความหมายมากเลยหนา!
คนเช่นเยี่ยนชิงก็มีวันที่ถูกวาจาของแม่นางหยอกล้อจนพูดไม่ออกเหมือนกัน ถ้าชิงตายก่อน ไหนเลยจะได้ยลภาพฉากน่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้?
“สมแล้วที่เป็นข้ารับใช้ของพระชายา แม่นางเสี่ยวปายอดเยี่ยมนัก ยอดเยี่ยมเสียจริง!”
“มีธุระก็พูดมา ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป”
“ที่ข้ามาหาเจ้าคราวนี้ย่อมมีธุระกับเจ้านั่นแหละ เสินสื่อลำดับที่หนึ่งส่งจิ่วหลงและสีเยี่ยนไปสุสานสังหารเทพ เจ้ารู้อยู่แล้วกระมัง?”
เยี่ยนชิงพยักหน้า
“หนานจิ่นซูเปนคนส่งข่าวให้ ตามหลักแล้วจวินจิ่วชิงเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้เหมือนกัน แต่เขาเงียบมาโดยตลอด อีกอย่าง หลังจากเหตุการณ์ครานี้เขาก็ปิดด่านเก็บตัวทันที ข้าเลยรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง”
เยี่ยนชิงนิ่วหน้า
“ไม่ถูกต้องอย่างใด?”
อวี๋มั่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า
“เขาไปตำหนักหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มาน่ะสิ”
…
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
บนผืนทะเลยังคงสงบนิ่งดั่งเคย
ส่วนหนานจิ่นซูก็ยังไม่ออกมาหลังผ่านไปได้สักพักใหญ่
หากมิใช่เพราะกระแสพลังที่อยู่โดยรอบกำลังหลั่งไหลไปทางหนานจิ่นซูอย่างต่อเนื่อง เกรงว่าบรรดาฝูงชนคงคิดไปแล้วว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเขา
ในตอนนั้นเอง มู่หงอวี่ก็เบนสายตากลับมา ก่อนจะเคลื่อนกายมาหยุดอยู่ข้างฉู่หลิวเยว่
“หลิวเยว่”
ฉู่หลิวเยว่หันศีรษะมามองนาง
สายตาของทั้งสองสบประสานกัน
หว่างคิ้วของมู่หงอวี่ขมวดเข้าหากันพลางส่ายศีรษะ
เมื่อครู่นางลองทดสอบดูแล้ว ช่องว่างภายใต้ผืนทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์นับว่าบิดเบี้ยววุ่นวายโดยแท้
แต่ยามยืนอยู่บนสะพานสีเงิน มีน้ำทะเลขวางกั้นไว้หนาแน่น โดยพื้นฐานแล้วไร้หนทางจะตรวจสอบลึกลงไปกว่านั้นได้
จากนั้น นางก็ตัดสินใจได้ว่า
“ข้าจะลงไปดู”
ในเมื่ออยู่ตรงนี้แล้วมองไม่เห็นภาพรวม มิสู้ลงไปสืบให้ถึงต้นตอเลยเล่า!
มู่หงอวี่ถึงกับตื่นตกใจ รีบคว้าข้อมือนางเอาไว้ทันที
“ไม่ได้!”
ข้างล่างนี้อันตรายเกินไป แม้แต่นางในตอนนี้ก็ยังมิอาจรับประกันได้ว่าสามารถหลบหลีกช่องว่างที่บิดเบี้ยวและซ้อนทับกันได้ทั้งหมด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉู่หลิวเยว่เลยด้วยซ้ำ?
ฉู่หลิวเยว่ส่ายศีรษะ
โอกาสนี้นับว่าหาได้ยากโดยแท้ หากสามารถฉวยโอกาสคราวนี้ทำความเข้าใจสถานการณ์ด้านใต้จนทะลุปรุโปร่งได้ ภายหลังมู่หงอวี่จะลงมือได้สะดวกขึ้นมาก
ครั้นได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ด้านข้างต่างตวัดสายตามองมาอย่างประหลาดใจ
“ซั่งกวนเยว่จะลงไปรึ ออกจะกล้าหาญเกินไปหน่อยแล้วกระมัง!”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้นางข้ามทะเลมาได้สบายๆ ทั้งยังพาข้ารับใช้ที่มีขั้นพลังปราณระดับเทพขั้นสูงมาด้วยจำนวนหนึ่งคมีความมั่นใจอยู่บ้างกระมัง?”
“นั่นมันไม่เหมือนกับตอนนี้เสียหน่อย ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์…หากลงไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะกลับขึ้นมาได้! อีกอย่าง นางยังไม่ได้รับอนุญาตจากเสินสื่อลำดับที่หนึ่งหนา…นี่มิใช่เท่ากับรนหาที่ตายให้ตัวเองหรอกหรือ?”
“ดูไปแล้วก็คงใช่…”
หากมีคำอนุญาตจากเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง ยามมาที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีเกราะป้องกันชั้นหนึ่ง หนานจิ่นซูก็เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ
แต่คิดจะกระโจนลงไปตรงๆ แบบนี้เช่นฉู่หลิวเยว่ ย่อมไม่มีใครคิด
นานมาแล้วเคยมีคนลอบลองดีบุกรุกทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือกายสลายวิญญาณสูญไปจนสิ้น ร่างถูกฝังตายอยู่ในที่แห่งนี้
นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมบรรดาฝูงชนถึงได้หวาดกลัวนัก ต่อให้ยืนอยู่บนสะพานสีเงินแล้วก็ไม่กล้าพุ่งลงไป
ยามได้ยินคำพูดพวกนั้น มู่หงอวี่ก็กัดฟันกรอด
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!”
เช่นนี้แล้วอาจจะพอช่วยนางได้บ้างสักเล็กน้อย
ทว่าฉู่หลิวเยว่กลับส่ายศีรษะ
“เจ้ารออยู่ที่นี่จะดีกว่า”
อย่างไรเสีย การรั้งรออยู่ที่นี่จะทำให้สืบดูการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวของทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ดีกว่า
“ข้าไปเดี๋ยวเดียวแล้วก็กลับ”
พูดจบ ฉู่หลิวเยว่ก็ตบลงบนมือนางแผ่วเบา จากนั้นสะกิดปลายเท้า พุ่งลงไปยังทิศทางที่หนานจิ่นซูอยู่ทันที!
………………..