I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 551 เพราะอะไร? (1)
ภายในห้วงจิตใจ เสี่ยวซื่อขยี้ปลายจมูกตัวเองแล้วกลอกตาทีหนึ่งไม่ได้พูดต่อ ลูกพี่ของเขาดูเหมือนบันดาลโทสะ แต่ความจริงแล้วไม่มีจิตสังหารเลยสักนิดเดียว เขาถึงไม่ได้ปัญญาอ่อนค คิดว่าลูกพี่อยากบีบคอหลิงอี้ให้ตายจริงๆ อย่างมากลูกพี่ก็แค่หงุดหงิดที่หลิงอี้ทำลายแผนการของเธอและเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้
ทุกคนในห้องสังเกตการณ์ต่างมองไปที่หลิงหลาน รอการตอบรับของลูกพี่ตัวเอง ส่วนหลิงหลานก็จ้องมองสนามประลองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง
ตอนนี้เอง เมื่อบรรดานักเรียนใหม่เห็นว่าคนที่หลิงอี้เลือกคือหลิงหลานก็ตะลึงงัน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นความไม่พอใจของนักเรียนใหม่หลายคน ถึงอย่างไรการที่เขาสอดมือระหว่างทาง แบบนี้ก็ทำให้ฉีหลงมีเวลาพักผ่อน พวกเขาอยากยึดครองความได้เปรียบอีกก็คงจะไม่ง่ายขนาดนั้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มีนักเรียนใหม่หลายคนไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ นักเรียนใหม่ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นสุดขีด ผู้ประเมินที่หลิงอี้เลือกคือหลิงหลาน และหลิงหลานก็เป็นตำน นานในโรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง นักเรียนใหม่อย่างพวกเขาอยากเห็นร่างที่ทระนงองอาจของหัวหน้ากลุ่มในตำนานผู้นี้กับตาตัวเองจริงๆ และหลิงอี้ก็ได้มอบโอกาสนี้ให้พวกเขาแล้ว
เหล่าสมาชิกกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนที่ชมการต่อสู้ข้างสนามประลองก็ส่งเสียงฮือฮา
“เชี่ย นักเรียนใหม่คนนี้เป็นใคร ถึงกลับกล้าท้าประลองลูกพี่พวกเราด้วย ใจกล้ามากจริงๆ” สมาชิกคนหนึ่งที่เลื่อมใสบูชาหลิงหลานสุดขีดเอ่ยพลางทำหน้าโกรธเกรี้ยว ในสายตาเขา นัก กเรียนใหม่พวกนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปท้าประลองลูกพี่หลิงหลานเลย
“ดูถูกพวกหัวหน้าทีมกับหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ ของพวกเรางั้นเหรอ?” มีคนถาม
“อวดดีเกินไปแล้ว ไอ้หมอนี่!”
พอเห็นคนของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนที่อยู่รอบๆ ส่งเสียงต่อว่า อี้เทียนเกอก็รู้ว่าท่าไม่ดีแล้ว นี่ยังไม่ทันได้เข้าร่วมกลุ่มหุ่นรบก็ล่วงเกินพวกสมาชิกเก่าเข้าแล้ว สถานการณ ณ์ของพวกเขาไม่ดีเอามากๆ ถึงขนาดที่จะโดนสมาชิกกลุ่มทุกคนลอยแพได้
อี้เทียนเกอรีบตอบกลับเสียงดังทันทีว่า “หัวหน้าทีมพวกเรานับถือหัวหน้ากลุ่มหลิงหลานมาก เดิมทีเขาก็อยากท้าประลองหัวหน้ากลุ่มฉีหลง แต่หัวหน้ากลุ่มฉีหลงสู้ติดต่อกันหลายรอบ ใช้ เรี่ยวแรงไปหมดแล้ว หัวหน้าทีมเลยคิดว่าถ้าท้าประลองอีกก็จะไม่ยุติธรรมต่อหัวหน้ากลุ่มฉีหลง เพราะงั้นถึงได้เลือกหัวหน้ากลุ่มหลิงหลาน ขอร้องให้ชี้แนะสักรอบครับ”
คำพูดที่อี้เทียนเกอกล่าวมานี้สมเหตุสมผล และทำให้สมาชิกบางคนคลายโทสะ แต่ก็มีสมาชิกที่ยังคงเอ่ยด้วยความไม่พอใจมากๆ ว่า “ท้าประลองลูกพี่พวกเรา เอาชนะหัวหน้าหน่วยรบหลักกับ บหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ ของเราให้ได้ก่อนเหอะแล้วค่อยพูด”
“อีกอย่าง นี่มันดูถูกหัวหน้ากลุ่มฉีหลงของพวกเราเกินไปหรือเปล่า? ต่อให้หมดแรงถึงขีดจำกัดแล้วไง จะเอาชนะเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ต้องแสดงท่าทีเหมือนทำบุญทำทานให้ความยุติธร รรมด้วยเหรอ?” ในด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่า นับตั้งแต่ที่หลิงหลานต่อสู้บนสนามประลองแล้วก็ไม่เคยลงมือเองอีกเลย สองปีมานี้ คนที่เผชิญหน้ากับการท้าประลองและรับมือคู่ต่อสู้ล ล้วนเป็นฉีหลงมาโดยตลอด ในใจสมาชิกกลุ่มหลิงเทียน ฉีหลงก็เหมือนกับคนที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ถึงแม้ความหมายในคำพูดของอี้เทียนเกอคือหลิงอี้มีเจตนาดี แต่ก็เป็นการดูถูกด้วย เลยท ทำให้สมาชิกเหล่านี้ได้ยินแล้วไม่ชอบใจเอามากๆ
อี้เทียนเกอได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มฝืดเฝื่อน ถ้าเกิดหัวหน้าทีมตัวเองเลือกคนอื่น บางทีคนของหลิงเทียนยังสามารถมองหัวหน้าทีมดีขึ้นนิดหน่อยได้ แต่หัวหน้ากลั บเลือกหลิงหลานผู้นำทางจิตใจของหลิงเทียน ทำให้ความประทับใจของคนเหล่านี้ที่มีต่อหัวหน้าทีมตัวเองลดลงฮวบฮาบ อธิบายอีกอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
เวลานี้ฉีหลงที่อยู่บนสนามกำลังหอบหายใจแฮกๆ เขาที่เหนื่อยล้าสุดขีดรู้สึกว่าดวงตาทั้งสองข้างมีแสงสีขาวปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านคล้ายกับห่างไกลจากเขามาก เขา แค่นิ่งรอคอยนักเรียนใหม่คนถัดไปขึ้นมาท้าประลองเท่านั้น
ท้าประลองลูกพี่พวกเรา? หูของฉีหลงพลันได้ยินคำพูดประโยคนี้ ว่าไงนะ? มีคนท้าประลองลูกพี่?
“ท้าประลองลูกพี่เรา เอาชนะหัวหน้าหน่วยรบหลักกับหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ ของเราให้ได้ก่อนเหอะแล้วค่อยพูด!” ถูกต้อง ถ้ายังเอาชนะพวกเขาไม่ได้ แล้วมีคุณสมบัติอะไรมาท้าประลองลูกพี่?
“…ดูถูกหัวหน้ากลุ่มฉีหลงของพวกเราเกินไป…หมดแรงถึงขีดจำกัด…ทำบุญทำทาน….” ดูถูก? ทำบุญทำทาน? ฉีหลงลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมาฉับพลัน ประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เดิมทีใกล้จะจากไปไกลได ด้กลับมาอีกครั้ง เขาเห็นพวกสมาชิกด้านล่างทำสีหน้าเดือดดาล เด็กหนุ่มเย็นชาคนหนึ่งยืนอยู่ด้านล่างสนามประลอง เขายืนตระหง่านโดยไร้ความเกรงกลัว ราวกับว่าการเหน็บแนมโกรธเกรี้ยวที่ อยู่ข้างกายพวกนี้ไม่ได้รบกวนเขาเลย
“เป็นเขาเหรอ? เพราะสภาพฉันเป็นแบบนี้ก็เลยโดนดูถูก และก็ทำให้เขาคิดว่าสามารถเอาชนะลูกพี่ได้ด้วยงั้นเหรอ?” โทสะในดวงตาทั้งสองข้างของฉีหลงลุกโชนขึ้นมา ทุกคนล้วนมีเกล็ดย ย้อนของตัวเอง ในฉากหน้าหลิงหลานคือเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ แต่ความจริงแล้วเขากลับเป็นเหมือนพี่น้องเหมือนพ่อ ไม่ว่าทักษะการต่อสู้มือเปล่าหรือว่าความคิดของเ เขาล้วนเป็นหลิงหลานที่สั่งสอนมากับมือ เขายอมให้ใครหน้าไหนก็ได้สบประมาทเขา แต่จะเห็นใครหน้าไหนมาดูถูกหลิงหลานไม่ได้เด็ดขาด
และเวลานี้ในที่สุดหลิงหลานก็ตัดสินใจแล้ว เธอเตรียมตัวใช้วิธีการสายฟ้าแลบเอาชนะหลิงอี้ แล้วดำเนินแผนการเดิมต่อไป แต่แล้วเธอก็เห็นพลังทั่วทั้งร่างฉีหลงที่อยู่บนสนามประล ลองพลันเปลี่ยนไปแล้ว
หลิงหลานเลิกคิ้วขึ้น ก่อนมองไปยังหลิงอี้ที่อยู่ด้านล่างสนามประลองกำลังรอคอยฉีหลงลงมา แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย “ตั้งใจปลูกดอกไม้ ไม้กลับไม่ออกดอก ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิว หล ลิวกลับให้ร่มเงา[1] หลิงอี้…นายโชคดีไม่เลวเลย!” รอดพ้นภัยได้!
ตอนนี้เอง จู่ๆ หลิงอี้ก็รู้สึกว่าร่างกายหนาวเหน็บ เขายังไม่ได้ครุ่นคิดสาเหตุให้ละเอียดก็ได้ยินฉีหลงที่อยู่บนสนามประลองเอ่ยถามเสียงทุ้มว่า “คือนายสินะ ที่อยากท้าประลองลู กพี่ของพวกเรา”
หลิงอี้พยักหน้า เขาพยายามมานานขนาดนี้ก็เพราะอยากให้คุณชายหลานเห็นความสามารถของเขาด้วยตาตัวเองว่าเขามีคุณสมบัติยืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายหรือไม่
ทันใดนั้นฉีหลงก็หัวเราะขึ้นมาดังๆ “ฮ่าๆๆๆ คิดจะท้าประลองลูกพี่พวกเราก็ต้องเอาชนะฉันให้ได้ก่อน ไม่งั้นนายก็ไม่มีคุณสมบัติหรอก” คำว่า ‘ไม่มีคุณสมบัติ’ นี้ถูกตะคอกออกมาดังลั่น ไปทั่วสนามฝึกยุทธ์ ทำให้คนส่วนหนึ่งที่มีระดับทักษะการต่อสู้มือเปล่าค่อนข้างต่ำรู้สึกสั่นสะท้าน
หลิงอี้มองดวงตาสองข้างที่แดงฉานของฉีหลงก่อนจะขมวดคิ้วทันที เขาพลันรู้สึกว่าฉีหลงในเวลานี้ดูอันตรายมาก ไอพลังดูแตกต่างจากตอนที่สู้กับคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
“ฉีหลง ดูเหมือนจะผิดปกตินิดหน่อยนะ” หานจี้จวินที่เข้าใจฉีหลงที่สุดหน้าถอดสี
หลิงหลานทำหน้าเคร่งเครียด เธอตอบกลับเบาๆ ว่า “อื้อ”
ถึงแม้ฉีหลงจะขอสู้ แต่หลิงอี้ไม่ได้ขึ้นไปบนสนามประลอง คนที่เขาท้าประลองคือหลิงหลาน ตอนนี้ได้แต่รอคอยคำตอบของหลิงหลานเท่านั้น
เวลานี้เอง เสียงเย็นชากระจ่างใสก็ดังเข้ามา “อนุญาตตามที่ฉีหลงต้องการ!”
หลิงอี้หดสายตาลงฉับพลัน ไม่นึกเลยว่าฉีหลงจะได้รับความไว้ใจจากคุณชายหลานขนาดนี้ ฉีหลงสอดมือเข้ามาขอต่อสู้ คุณชายหลานก็อนุญาตแล้ว หลังจากที่เขาแยกจากคุณชายหลานเมื่อสิบ บกว่าปีก่อน คนที่ยืนอยู่ด้านหลังคุณชายหลานกลายเป็นหมอนี่แล้วเหรอ?
จิตวิญญาณต่อสู้พาดผ่านในแววตาของหลิงอี้ ในเมื่ออยากสู้ เช่นนั้นก็สู้! เขาพุ่งกายทีหนึ่งก็ขึ้นมาบนสนามประลอง “งั้นหัวหน้ากลุ่มฉีหลงกรุณาชี้แนะด้วย”
“สู้!” สิ้นเสียงนี้ จิตวิญญาณต่อสู้บนร่างของฉีหลงพลันทะลักออกมาจนแทบจะกดอัดหลิงอี้ และพลังที่ล้นหลามก็ทำให้ขอบสนามประลองมีม่านแสงโปร่งใสโผล่ขึ้นมาทันใด
สีหน้าของหลิงอี้เปลี่ยนไป เขาโคจรพลังปราณในร่างกายอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ได้เป็นแค่พลังปราณขั้นกลางอย่างแน่นอน อาจารย์ด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่าในสถาบันลูกเสือของเขาก็อยู ระดับพลังปราณขั้นกลางเช่นกัน แต่ว่าไม่มีพลังที่บีบให้คนอื่นก้มหัวสายนี้
“พลังปราณขั้นสูงเหรอ? หรือว่าสูงกว่านั้นอีก?” หลิงอี้ประคับประคองตัวเองอย่างยากลำบากพลางเอ่ยอย่างครุ่นคิด
คนที่ชมการต่อสู้ด้านล่างสนามประลองเห็นม่านแสงปรากฏขึ้นมาก็ทำหน้างุนงง นักเรียนเก่าบางคนพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะเผยสีหน้าตื่นเต้นยินดีออกมา หรือว่าหัวหน้ากลุ่มฉีห หลงก็เข้าสู่ระดับนั้นแล้วเหรอ?
“นั่นเป็นไอพลังเหรอ? ฉีหลงใช้ไอพลังได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลั่วล่างเอ่ยด้วยความประหลาดใจ คนที่เคยโดนหลิงหลานทรมานล้วนรู้ว่านี่คืออะไร ตอนแรกพวกเขาก็เคยโดนไอพลังของหล ลิงหลานกดดันจนหมอบมาก่อน แต่เห็นชัดๆ ว่าเมื่อวานฉีหลงยังใช้ไอพลังไม่ได้อยู่เลย
แววตาของหลิงหลานส่องประกาย ไม่นึกเลยว่าการยั่วยุของหลิงอี้จะทำให้ฉีหลงเข้าสู่เส้นแบ่งความเป็นความตาย ทำให้เขาเรียนรู้การระเบิดพลังก่อนโดยบังเอิญ แน่นอนว่าพลังที่ออกมาจาก กจิตวิญญาณต่อสู้ของฉีหลงไม่ใช่พลังแท้จริงที่สามารถใช้ได้เฉพาะในระดับพลังปราณช่วงปลาย พูดได้แค่ว่าเป็นรูปแบบก่อตัว จำเป็นต้องอาศัยอารมณ์ที่รุนแรงมาขับเคลื่อน
ถึงแม้หลิงหลานรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเลย ฉีหลงติดอยู่ระดับพลังปราณขั้นสูงมานานมากแล้ว ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็เข้าสู่ระดับพลังปราณช่วงปลายได้ ฉะน นั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกันที่จะหยั่งรู้ถึงรูปแบบก่อตัวของพลังปราณได้ล่วงหน้า
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่สนามประลอง แม้ว่าในใจมีข้อสงสัยมากมาย แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลาไปขบคิดแล้ว
ถึงแม้ไอพลังของฉีหลงเป็นแค่รูปแบบก่อตัวเท่านั้น แต่สำหรับหลิงอี้ มันแข็งแกร่งมากพอแล้ว เขาประคับประคองตัวเองอย่างยากลำบาก รู้สึกว่าตัวเองจะโดนแรงกดดันไร้รูปสายนี้กดอัดแ แล้ว
หลิงอี้รู้ว่าถ้าปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไป จุดจบของเขาก็คือโดนกดดันจนหมอบราบกับพื้น หลิงอี้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้มือเปล่าอย่างหนักมาสิบกว่าปี และตอนนี้อยู่ภายใต้การจับตาดูขอ องหลิงหลานอีก เขาจะยอมแพ้ตรงนี้ได้อย่างไร? เขากัดฟันทันที ส่งพลังปราณบนตัวทั้งหมดลงไปที่เท้าสองข้าง ก่อนจะกระทืบเท้าฉับพลันแล้วร่างของเขาก็ทะยานไปหาฉีหลงราวกับกระสุนปื นใหญ่ก็ไม่ปาน แล้วออกหมัดขวาไปที่ศีรษะของฉีหลงอย่างรุนแรง
เขาจำเป็นต้องโจมตีฉีหลง ก่อกวนไม่ให้อีกฝ่ายปล่อยไอพลังออกมา!
‘ปัง!’ ฉีหลงยกหมัดขวาขึ้นมารับหมัดของหลิงอี้ พลังปราณมหาศาลแผ่ขยายออกมาทำให้ม่านแสงโปร่งใสที่เดิมทีสลัวลงไปแล้วส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
หลิงอี้โดนพลังสายนี้กระแทกจนลอยออกไป เขาพลิกตัวกลางอากาศทีหนึ่งก่อนจะร่อนลงมาบนสนามประลองอย่างมั่นคง ฉีหลงไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิดเดียว การปะทะกันเมื่อครู่ หลิงอี้ด้อย ยกว่าฉีหลงนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะการโจมตีของหลิงอี้ถึงได้หยุดการกดดันของไอพลังฉีหลง ไอพลังในสนามถูกกวาดไปจนหมด ทำให้หลิงอี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารู้ว่าต ตัวเองผ่านพ้นวิกฤติได้ชั่วคราวแล้ว
“น่าเสียดายจัง ก่อกวนทีเดียวก็หยุดไอพลังของฉีหลงได้แล้ว” ลั่วล่างเอ่ยพลางทำหน้าเสียดาย ขอเพียงกดดันต่อไปได้ หลิงอี้คนนั้นก็จะไม่มีโอกาสเลยสักนิดเดียว
“ฉีหลงเพิ่งหยั่งรู้ถึงไอพลัง เขาทำได้ถึงจุดนี้ก็ยากมากแล้ว” หลิงหลานรู้ดีว่าการใช้พลังข้ามระดับแบบนี้ สร้างภาระต่อร่างกายตัวเองมาก การที่ฉีหลงยืนหยัดได้นานขนาดนี้ เขา าก็แสดงความสามารถอันน่าทึ่งมากพอแล้ว
ลั่วล่างรู้เหมือนกันว่าตัวเองกำลังเรียกร้องมากเกินไป เพียงแต่เขาเป็นห่วงว่าฉีหลงจะมีเรี่ยวแรงไม่พอ ถ้าเกิดสามารถอาศัยพลังสายนี้จัดการคู่ต่อสู้ได้ นั่นย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าน นี้อีกแล้ว ดังนั้นเขาถึงได้รู้สึกเสียใจ
———————-
[1] ใช้เปรียบเปรยว่าเรื่องบางอย่างที่เราตั้งใจทำเต็มที่ แต่ผลสุดท้ายกลับไม่เกิดประโยชน์สำเร็จตามที่ต้องการ แต่บางเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจทำ กลับได้ผลตอบแทนเกินความคาดหมาย