I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 552 เพราะอะไร? (2)
พอไม่มีพลังกดดันแล้ว หลิงอี้ก็เริ่มบุกโจมตี เขากลัวว่าถ้าเกิดตัวเองลังเลอีกสักพัก คู่ต่อสู้จะใช้แรงกดดันไร้รูปแบบนี้อีก หลิงอี้ไม่รู้เลยว่าพลังเมื่อสักครู่นั้น ฉีหลงแ แค่ทำได้โดยบังเอิญ หากคิดจะใช้อีกอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ ฉีหลงที่ยังไม่ทันควบคุมทักษะนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ถ้าเกิดเขาอยากควบคุมได้อย่างสิ้นเชิง ก็ยังต้องใช้เวลาศึกษาอย่างหนัก
ฉีหลงเห็นฝ่ายตรงข้ามโจมตีเข้ามาก็ยกหมัดขึ้นมารับ รูปแบบการต่อสู้มือเปล่าของฉีหลงก็คือการจู่โจม เขาชอบใช้การโจมตีมาปะทะการโจมตีมากที่สุด โดยอาศัยการโจมตีเป็นการป้องกัน แต ต่หลิงอี้กลัวว่าถ้าเกิดมีช่องว่างฉีหลงจะปล่อยไอพลัง ด้วยเหตุนี้เขาก็เลยไม่กล้าถอย ดังนั้นการต่อสู้บนสนามประลองจึงเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ประชิดตัวอย่างแท้จริง ทั้งสองคนแลกกันห หมัดต่อหมัดและชกเข้าเนื้อ
“ผัวะๆๆ!” เสียงปะทะกันดังขึ้นมาอย่างดุเดือด เสียงนี้ถึงกับทำให้ผู้คนด้านล่างที่ชมการต่อสู้รู้สึกเจ็บเนื้อตัวอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ทั้งสองคนที่อยู่บนสนามประลองกลับทำหน้าเร รียบนิ่ง ประหนึ่งว่าที่โดนอัดไม่ใช่ร่างกายของพวกเขา แต่เป็นของคนอื่น
“สองคนนี้เป็นคนโหดเหี้ยมทั้งนั้นเลย” คนที่ชมการต่อสู้อดกล่าวไม่ได้ ถ้าเกิดเขาขึ้นไปละก็ ไม่รู้ว่าจะอดทนได้หรือเปล่า
“ทั้งคู่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดกันเลยหรือไง?” มีคนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจแกมงุนงง
“จะไม่มีได้ยังไง ความอดทนของพวกเขาแค่แข็งแกร่งมากเกินไป เลยไม่ได้แสดงสีหน้าออกมาก็เท่านั้น” มีคนตอบ
“ดูท่า หลิงอี้จะมีวิธีการฝึกร่างกายของตระกูลหลิงเราอยู่ในมือ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้เขา เป็นพ่อบ้านหลิงฉินหรือว่าหลิงอวี่กันนะ?” หลิงหลานขมวดคิ้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นหล ลิงฉินหรือว่าหลิงอวี่ล้วนบ่งบอกว่าพวกเขาไม่อยากทอดทิ้งหลิงอี้
“เป็นพ่อบ้านหลิงฉิน จำได้ว่าตอนที่ลูกพี่เป็นลูกเสือชั้นปีสอง พ่อบ้านหลิงฉินเคยถามว่าจะดูแลหลิงอี้หรือเปล่า ฉันจำคำตอบที่ลูกพี่บอกไว้ได้ สามารถให้การปฏิบัติต่อหลิงอี้ เป็นพิเศษได้นิดหน่อยภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของตระกูลหลิง” เสี่ยวซื่อพลันปรากฏตัวขึ้นมาตอบข้อสงสัยของหลิงหลาน
“อืม ฉันจำได้แล้ว” การเตือนของเสี่ยวซื่อทำให้หลิงหลานนึกถึงความทรงจำช่วงนั้นขึ้นมาได้ เธอปล่อยให้หลิงฉินรับผิดชอบ แต่ไม่นึกเลยว่าหลิงฉินจะคาดหวังต่อหลิงอี้สูงขนาดน นั้น ถึงขนาดมอบวิธีการฝึกฝนร่างกายของตระกูลหลิงให้หลิงอี้ด้วย
“และก็เพราะวิธีการฝึกฝนร่างกายนี้เองถึงได้ทำให้หลิงอี้เข้าเรียนช้าไปหนึ่งปี” เสี่ยวซื่อพูดเสริมอีกครั้ง
หลิงหลานถึงค่อยเข้าใจว่าทำไมหลิงอี้ที่อายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปีถึงเรียนช้ากว่าเธอสองปี ถึงแม้การฝึกฝนร่างกายเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าต้องการระยะเวลาขัดเกลาหนึ่งปี เพียงแต่ไม่รู้ว่ าหลิงฉินพูดกล่อมหลิงอี้อย่างไรถึงทำให้เขายอมทิ้งระยะเวลาหนึ่งปีในการเข้าสู่สถาบันลูกเสือ
ควรรู้ไว้ว่า ลูกเสือที่เข้าเรียนช้าไปหนึ่งปี ต่อให้มีพรสวรรค์ดีอีกแค่ไหนก็ไม่สามารถเข้าสถาบันลูกเสือที่ดีที่สุดได้ นักเรียนบางคนที่เข้าเรียนช้าถึงขนาดโดนไล่ไปยังสถาบันลูก กเสือระดับสาม การกระทำเช่นนี้คือบทลงโทษสำหรับลูกเสือที่ไม่ได้สมัครตามเวลา
สาเหตุที่เคร่งครัดขนาดนี้เป็นเพราะอนาคตของลูกเสือส่วนใหญ่จะกลายเป็นทหาร และทหารจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งข้อบังคับทุกอย่าง โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับเวลาที่เคร่งครัดมากยิ่งขึ้น ควรรู้ว่าบนสนามรบ หากมาสายไปหนึ่งนาทีก็อาจจะทำให้พ่ายแพ้ทั้งสงครามได้ ซึ่งไม่มีใครแบกรับไหว ดังนั้นกองทัพเลยตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อย ให้พวกเด็กๆ เข้าใจตั้งแต ต่เล็กถึงความสำคัญของกฎระเบียบและความเคร่งครัดของเวลา
“มิน่าเขาถึงเรียนอยู่ในดาวระดับสาม” ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ถึงแม้หลิงหลานจะขับไล่หลิงอี้ไปแล้ว แต่ก็ไม่คิดจะทำลายหลิงอี้ พ่อบ้านหลิงฉินที่สงสารหลิงอี้ก็ไม่สามารถส่งเ เขาไปดาวระดับสามได้ อย่างแย่ที่สุดก็คือไปดาวระดับสองเท่านั้น
หลังจากที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดสักพัก ทั้งสองที่แยกจากกันอีกครั้งก็เผชิญหน้ากันอยู่ห่างๆ หลิงอี้หอบหายใจแรง เขารู้สึกปวดตัวมาก ถึงแม้เขาจะใช้เคล็ดวิชาลับของตระกูลหลิงฝึ กฝนร่างกายตั้งแต่เด็ก แต่หมัดของฉีหลงก็ทรงพลังมาก ยังคงทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ
อย่างไรก็ตาม…หลิงอี้มองไปทางฉีหลงที่อยู่ตรงข้าม เวลานี้ฉีหลงกำลังค้อมตัว ร่างกายโซเซเล็กน้อย บางทีคนอื่นอาจมองเห็นไม่ชัด แต่หลิงอี้กลับมองเห็นชัดเจนมาก ใต้เท้าของฉีหลง ปรากฏคราบน้ำแอ่งหนึ่ง นี่คือเหงื่อบนตัวของฉีหลงที่ไหลลงมาจากด้านบน พริบตาเดียวก็ชุ่มโชกแล้ว
เรี่ยวแรงของฉีหลงมาถึงขีดจำกัดอย่างแท้จริงแล้ว ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะอาศัยพลังปราณสายนั้นมาประคับประคองไว้ละก็ เกรงว่าเขาถึงขนาดยืนตรงไม่ได้แล้วเหมือนกัน ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น น เวลานี้ขอเพียงโจมตีใส่ร่างกายที่โงนเงนนั้นเบาๆ ก็สามารถเอาชนะได้อย่างสิ้นเชิง
“เอาชนะนายแล้ว ฉันถึงจะมีคุณสมบัติท้าประลองกับคุณชายหลานใช่มั้ย?” หลิงอี้ลอบเอ่ยในใจ “ถึงแม้ฉันไม่อยากใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบนี้ แต่ว่าเพื่อที่จะได้ต่อสู้กับคุณชายหลาน ต่อให้ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ ขอโทษทีนะ หัวหน้ากลุ่มฉีหลง!” หลิงอี้ตะโกนเสียงดัง ไล่ความละอายใจออกไปแล้วกระทืบเท้าหนึ่งที ร่างของเขาก็พุ่งไปหาฉีหลงก่อนจะต่อยใส่ฉีหลงอีกครั้ง
เวลานี้ฉีหลงเบิกตามองอย่างไร้เรี่ยวแรงแล้ว ตอนนี้เขาสัมผัสสถานการณ์รอบด้านไม่ได้แล้ว ร่างกายเหมือนจมอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เขาถึงขนาดรู้สึกว่าไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ มีเพียงหั วใจที่กำลังเต้นกระหน่ำประหนึ่งว่าจะกระโดดออกมาจากหน้าอกของเขา…
“ตึกตักๆๆๆ…” เสียงถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ ฉีหลงรู้สึกว่าหัวใจดวงนั้นทนรับแรงกดดันจากการเต้นไม่ไหวจนกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว…
“ฉันจะตายแล้วเหรอ?” หายใจไม่ออก หัวใจก็โดนบีบอัดจนจะระเบิด ฉีหลงรู้สึกจริงๆ ว่าตัวเองใกล้จะสิ้นชีพ เขาถึงขนาดไม่รู้สึกถึงร่างกายของตัวเอง ราวกับว่าทุกอย่างหายไปหมดแล้ว
“หรือว่าฉันจะสู้แพ้หลิงอี้แล้ว?” น่าประหลาดมากที่ฉีหลงในตอนนี้ไม่มีความกังวลว่าตัวเองจะตายหรือเปล่า หากแต่กำลังคิดว่าตัวเองจะแพ้หลิงอี้หรือไม่
“ถ้าแพ้ ลูกพี่ก็จะโดนบีบให้ลงสนามเหรอ?”
“เวรเอ๊ย!” ฉีหลงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว นี่เป็นความอัปยศเสื่อมเสียต่อลูกพี่ และทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาไร้ความสามารถ ถ้าเกิดเขามีเรี่ยวแรงเยอะขึ้นอีกหน่อย เขาจะพ่ายแพ้ได้ได้ ยังไง?
“ทำไมต้องผลาญเรี่ยวแรงพวกเราจนหมด แล้วให้พวกเรามารับหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วย ทำไมล่ะลูกพี่?” ฉีหลงตะโกนอย่างปวดร้าว
“เพราะว่าพวกนายยังแข็งแกร่งไม่พอไง!” เสียงเย็นเยียบของหลิงหลานพลันดังขึ้นที่ข้างหูฉีหลง
หลังจากที่สิ้นเสียงนี้ ทันใดนั้นโลกอันมืดมิดของฉีหลงก็เปลี่ยนเป็นสว่างไสว เขายืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เมื่อมองลงไปข้างล่าง ด้านล่างเป็นร่มไม้เขียวชอุ่ม ที่ซ่อนอาคารนับไม่ ถ้วนไว้ด้านใน ภายใต้สายลมโชย ท่ามกลางต้นไม้ที่แกว่งไกว เปิดเผยอาคารออกมาให้เห็นไม่มากก็น้อย
เวลานี้เอง โฮเวอร์คาร์หลายคันพลันบินมาจากท้องฟ้าแล้วจอดลงด้านหน้าอาคารรูปทรงกลมขนาดมหึมา เด็กหนุ่มเจ็ดแปดคนลงมาจากโฮเวอร์คาร์ พวกเขาต่างมีสไตล์ของตัวเอง มีทั้งคนที่เคร่ งขรึมและคนที่ยิ้มละไม คนที่งดงามหยาดเยิ้มและคนที่แข็งแกร่งเด็ดเดี่ยว และก็คนที่สดใสร่าเริงและย่อมมีคนที่สุขุมเย็นชา
คนที่นำหน้าก็คือเด็กหนุ่มที่สุขุมเย็นชา เขาคล้ายกับสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้นิดหน่อย ก็ส่งสายตาเย็นชาเข้ามาจนทำให้ฉีหลงเกือบจะโดนแช่แข็ง
“ลูกพี่ เป็นอะไรเหรอ?” เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เด็กหนุ่มคนนั้นหันหน้ามาอย่างเฉยชา “ไม่มีอะไร พวกเราเข้าไปในหอต่อสู้กันเถอะ”
“อื้อ!” ทุกคนเดินเข้าไปในอาคารทรงกลมขนาดใหญ่โตแห่งนั้นภายใต้การนำของเด็กหนุ่มที่เย็นชา
ฉีหลงรู้ว่าคนเหล่านี้คือใคร พวกเขาคือลูกพี่หลานกับเพื่อนของเขา และเด็กหนุ่มที่สอบถามหลิงหลานว่า ‘เป็นอะไรเหรอ’ ก็คือเขา ฉีหลงนี่เอง
นี่คือความทรงจำของฉีหลง อย่างไรก็ตาม พวกเขาไปสนามประลองยุทธ์หลายครั้ง ฉีหลงไม่รู้ว่านี่เป็นความทรงจำครั้งไหน สิ่งที่ทำให้ฉีหลงประหลาดใจมากยิ่งขึ้นคือ ทำไมเขาถึงเข้ามาในความทรง งจำตัวเองและเป็นผู้ชมดูอยู่ด้านข้าง
กลุ่มของหลิงหลานเข้าไปในหอต่อสู้ โดยที่ไม่ได้ไปสนามประลองเพื่อชมการต่อสู้ หากแต่ใช้คะแนนเกียรติยศเช่าสนามฝึกยุทธ์ส่วนตัว พวกเขาเดินเข้าไปกันหมด จากนั้นหลิงหลานก็สั่งให้ พวกเขาต่อสู้กันเอง ส่วนเขาก็เข้าไปในแคปซูลแรงโน้มถ่วงของสนามฝึกยุทธ์ แล้วทำการฝึกฝนทนต่อแรงโน้มถ่วงสูง ซึ่งเขาเลือกการกดดันแรงโน้มถ่วงสิบหกเท่าเหมือนก่อน
พวกฉีหลงไม่ได้สังเกตเลยว่า พวกเขาก็สามารถทนรับแรงกดดันสี่เท่าขึ้นไปไม่มากก็น้อยเช่นกัน ฉีหลงก็สามารถทน รับแรงโน้มถ่วงได้แปดเท่า และก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ประสบการณ์แรงกดดัน นสิบหกเท่าด้วย เพียงแต่ผลคะแนนที่ดีที่สุดของฉีหลงคือสามนาทีกว่า ไม่ได้ประคับประคองเวลาได้เยอะเท่าลูกพี่หลาน
พวกฉีหลงต่อสู้กันเองในสนามฝึกยุทธ์โดยไม่ได้สนใจอะไร และไม่ได้สังเกตเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไป แรงกดดันสิบหกเท่าแต่เดิมได้เปลี่ยนเป็นยี่สิบสี่เท่าอย่างเงียบเชียบ และจากยี่สิบ สี่ก็เปลี่ยนเป็นยี่สิบแปด ตัวเลขกำลังหมุน จนสุดท้ายก็หยุดอยู่ที่หกสิบสี่เท่า
ในช่วงเวลานั้น ฉีหลงที่กำลังชมการต่อสู้เคยกวาดตามองมาหลายครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้ดูการเปลี่ยนแปลง ของตัวเลขที่แสดงขึ้นบนหน้าจอของแคปซูลแรงโน้มถ่วงอย่างจริงจัง ฉีห หลงที่อยู่บนอากาศมองลงมาเห็นทุกอย่างนี้ก็เอ่ยในใจว่า ‘ตอนนั้นเขาอาจจะกวาดตามองเห็นตัวเลขพวกนี้แล้ว เพียงแต่มองข้ามไป เวลานี้เขาดูความทรงจำของตัวเองอยู่ทางด้านข้าง ถึงได้ สังเกตเห็นเรื่องนี้’
ที่แท้แรงกดดันแรงโน้มถ่วงที่ลูกพี่ของเขาสามารถทนรับไหวไม่ใช่สิบหกเท่าอย่างที่พวกเขาคิดไว้ หากแต่เป็นหกสิบสี่เท่า ฉีหลงทอดถอนใจ ถึงแม้รู้ว่าลูกพี่แข็งแกร่งมาก แต่ไม่นึกเล ลยว่าลูกพี่จะแข็งแกร่งขนาดนี้
ตัวเลขเพิ่งแสดงขึ้นว่าหกสิบสี่เท่า แล้วกินเวลาไปแค่สองสามนาที ตัวเลขก็ดิ่งลงฉับพลัน สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นสิบหกเท่า
‘ปัง’ แคปซูลแรงโน้มถ่วงถูกผลักออก เสียงเรียกสติพวกฉีหลงที่กำลังต่อสู้อยู่ทางด้านข้าง พวกเขาหันหน้ามา แต่ก็ไม่เห็นลูกพี่ออกมาเลย ฉีหลงเลยเดินเข้ามาแล้วชะโงกหัวเข้าไป
ทันใดนั้นหลิงหลานก็ลืมตาขึ้น สายตาคมกริบทำให้ฉีหลงไม่กล้ามองตรงๆ เขาพลันยืนตัวตรงรอคอยลูกพี่ตัวเองออกมา
หลิงหลานคว้าฝาแคปซูลฉับพลันแล้วลุกขึ้นมานั่ง เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระโดดออกมาจากในแคปซูลแล้วลงมาสู่พื้นอย่างมั่นคง
ฉีหลงในเวลานั้นไม่ได้สังเกตเห็นเลย แต่ตอนนี้ฉีหลงที่ดูอยู่ด้านข้างกลับมองเห็นชัดเจนแล้วว่า ตอนนี้หน้าผากของลูกพี่เขาเต็มไปด้วยเหงื่อชั้นบางๆ สองมือที่จับฝาแคปซูลสั่นระริก ก การลงสู่พื้นที่ดูเหมือนมั่นคงกลับทำให้ร่างของเขาโซเซอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่การกระทำที่ลูกพี่ควรมี เห็นได้ว่าแรงกดดันหกสิบสี่เท่าบีบเค้นเรี่ยวแรงของลูกพ พี่จนถึงที่สุด เพียงแต่ฉีหลงในเวลานั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง และมองข้ามไปโดยไม่ระมัดระวัง
ความจริงแล้วก็ไม่อาจกล่าวโทษที่ตัวเขาไม่ได้สังเกตเห็น เนื่องจากตัวเลขที่แสดงบนหน้าจอนั้นยังคงเป็นแรงกดดันสิบหกเท่า เขาก็เลยคิดว่าสิบหกเท่าไปโดยธรรมชาติ ซึ่งแรงกดดันเหล่าน นี้ไม่สามารถส่งผลกระทบอะไรให้ลูกพี่ได้เลย ดังนั้นเขาย่อมมองข้ามการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ของลูกพี่
“พวกเราฉวยโอกาสที่ลูกพี่ทนรับแรงกดดันสิบหกเท่าจนหมดแรงมารวมกลุ่มท้าประลองลูกพี่กันเถอะ” ลั่วล่างเห้นหลิงหลานออกมาจากในแคปซูลแรงโน้มถ่วง แววตาก็ส่องประกาย เสนอความเห็นนี ออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ต่อสู้แบบกลุ่ม?” หลิงหลานที่ยืนอยู่ข้างกายฉีหลงเลิกคิ้วถาม
“ใช่แล้ว ต่อสู้แบบกลุ่ม ลูกพี่ปะทะพวกเราทุกคน” ลั่วล่างผงกศีรษะ ข้อเสนอของเขาได้รับการตอบรับกันอย่างคึกคักจากคนอื่นๆ
เวลานี้เอง ฉีหลงที่เฝ้าดูอยู่ทางด้านข้างก็ตระหนักขึ้นมาได้โดยพลัน นี่คือความทรงจำของเขาเมื่อสองปีก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ต่อสู้แบบกลุ่มกับลูกพี่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการต่อสู้แบบกลุ่มครั้งสุดท้ายด้วย
ฉีหลงที่ดูอยู่ทางด้านข้างร้อนใจแล้ว เขารู้อยู่แก่ใจว่าคำตอบต่อมาคืออะไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนว่า “ลูกพี่ อย่าตอบรับพวกเรานะ”
“ได้!” หลิงหลานตอบกลับอย่างเรียบนิ่ง ฉีหลงรู้สึกสะเทือนใจ ‘เห็นชัดๆ ว่านายหมดแรงแล้ว ทำไมถึงรับปากล่ะ เพราะอะไร?’
หลิงหลานเดินเข้าไปในสนามฝึกยุทธ์อย่างอืดอาด เวลานั้นพวกฉีหลงรู้สึกว่าการที่ลูกพี่เข้าไปสนามช้าเป็นเพราะอยากเพิ่มแรงกดดันในใจให้พวกเขา แต่ตอนนี้ฉีหลงกลับรู้แล้วว่า นั่ นเป็นเพราะลูกพี่ไม่มีแรงที่จะเดินเร็วขึ้น แต่ละก้าวของลูกพี่ดูเหมือนผ่อนคลาย ทว่าความจริงแล้วกลับเจ็บปวดสุดขีด ฉีหลงมองเห็นมือของหลิงหลานที่ถูกแขนเสื้อบังไว้กำหมัดแน่น นมากแล้ว เขาถึงขนาดดูออกว่าแต่ละก้าวที่ลูกพี่เดิน แขนเสื้อของเขาก็จะสั่นเทาเล็กน้อย…