I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 553 ไม่คู่ควร!
แต่ฉีหลง ลั่วล่างและคนอื่นๆ ในตอนนั้นไม่ได้สังเกตเห็นทุกอย่างนี้เลย พวกเขาเห็นลูกพี่ตัวเองยืนอยู่ตรงกลางสนามฝึกยุทธ์อย่างสงบนิ่งมาก ยังไม่ทันที่เขาจะยืนอย่างมั่นคงก็มีคนผู้หนึ่งพุ่งเข้าไปด้วยความตื่นเต้น…ลูกพี่แข็งแกร่งปานนี้ ถ้าเกิดรอให้เขาเตรียมตัวเสร็จ พวกเขาย่อมไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิดเดียว
“ลูกพี่ รับหมัดฉันซะ!” ลั่วล่างพุ่งเข้าไปเป็นคนแรก ก่อนจะต่อยหมัดอันทรงพลังใส่หลิงหลานอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่ปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น
หลิงหลานทำหน้าไร้ความรู้สึก เธอเพียงแต่ยกแขนขวาของตัวเองขึ้นมา แล้วพลิกมือซัดลั่วล่างให้ถอยไปอย่างคล่องแคล่ว
ยังไม่ทันที่เธอจะโล่งอก การโจมตีของคนอื่นๆ ก็ตามมาถึงแล้ว…
‘ผัวะๆๆ!’ เสียงกำปั้นปะทะกันดังขึ้นเป็นชุด พวกฉีหลงโดนหลิงหลานซัดกระเด็นออกไปทีละคน
ฉีหลงที่กำลังควบคุมการกระเด็นกลับไปรู้สึกสงสัยในใจนิดหน่อย การปัดป้องของลูกพี่ในวันนี้ไม่ได้ทรงพลังเหมือนก่อนมาก แต่ฉีหลงในขณะนั้นเกิดความสงสัยแค่แวบเดียวเท่านั้น บางทีลูกพี่อาจจะลงมืออย่างปรานีและแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับพวกเขาดีๆ ก็ได้ ฉีหลงที่คิดแบบนี้ก็ยิ่งมีจิตวิญญาณต่อสู้รุนแรงมากขึ้น
“ฮ่าๆ ลูกพี่ วันนี้จิตสังหารของนายเหมือนจะไม่พอนะ” แววตาของลั่วล่างที่ตกลงมาสู่พื้นอย่างมั่นคงนั้นส่องประกายอย่างยิ่ง สิ่งที่ฉีหลงรู้สึก เขาเองก็รู้สึกเหมือนกัน และความคิดของฉีหลงก็เป็นความคิดของเขาเช่นเดียวกัน เกือบทุกคนในหน่วยรบหลิงหลานต่างคิดว่า วันนี้ลูกพี่กดความสามารถไว้ เพราะว่าอยากฝึกฝนพวกเขาดีๆ โอกาสเช่นนี้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ทำให้ลั่วล่างตื่นเต้นมากขึ้น
ถ้าเกิดฉีหลงเป็นพวกคลุ้มคลั่งในการต่อสู้ เช่นนั้นลั่วล่างย่อมเป็นคนบ้าในการต่อสู้ ซึ่งแตกต่างจากฉีหลงที่ต่อสู้อย่างเปิดเผยและยุติธรรม เมื่อลั่วล่างต่อสู้อย่างบ้าคลั่งแล้ว ไม่ว่าอะไรเขาก็ทำได้ทั้งนั้น เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ เมื่อเสียงพูดของลั่วล่างเพิ่งจะสิ้นสุดลง แววตาของเขาพลันดำมืด แล้วร่องรอยความบ้าคลั่งก็เล็ดรอดออกมารางๆ…
ลั่วล่างในตอนนี้ทำให้ฉีหลงรู้สึกถึงอันตรายนิดหน่อย ฉีหลงรู้ดีว่า ลั่วล่างน่าจะเปิดใช้พรสวรรค์แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าลั่วล่างเปิดใช้บุคลิกไหนเท่านั้น
แตกต่างกับลั่วล่างที่ต้องเปิดใช้พรสวรรค์เอง ฉีหลงที่อยู่ภายใต้การเฆี่ยนตีของหลิงหลาน ขอเพียงเข้าสู่สภาวะต่อสู้ สัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขาก็จะถูกเปิดใช้งาน แน่นอนว่าเขายังไม่สามารถควบคุมความสามารถนี้ได้ทั้งหมด หากต้องการใช้สัญชาตญาณสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ ตอนนี้ยังต้องอาศัยเขาเปิดใช้งานเอง
ฉีหลงเปิดใช้งานสัญชาตญาณสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ ก่อนจะทุ่มสมาธิจับจ้องไปที่ลูกพี่ สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้มีเพียงต่อสู้ไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ให้สัญชาตญาณสัตว์ป่าของตัวเองหาจังหวะจู่โจมที่ดีที่สุด
พวกเซี่ยอี๋เองก็สัมผัสได้เช่นกันว่ากลิ่นอายของลั่วล่างเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มเลือดเดือดขึ้นมาเช่นกัน เซี่ยอี๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเราจะแพ้ลั่วล่างไม่ได้เด็ดขาด….” คำพูดเพิ่งจะกล่าวจบ เขาก็ทำหน้าจริงจัง สองมือพลันปรากฏแสงรัศมีสีม่วง ซึ่งแสงรัศมีสีม่วงนั้นแฝงความป่าเถื่อนเอาไว้ และก็ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งสนามฝึกฝนเริ่มดุเดือดขึ้นมา
พอเปิดใช้พรสวรรค์ของตัวเองแล้ว ใบหน้าของเซี่ยอี๋ก็เริ่มเกร็งขึ้นมา ดวงหน้าเหมือนกับฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวด ถึงแม้เขาไม่ได้เปิดใช้พรสวรรค์ภายใต้การชี้แนะของลูกพี่ตัวเอง แต่ว่าใช้สายฟ้าจากพรสวรรค์มาฝึกฝนร่างกายตัวเอง ซึ่งตอนนี้ก็เห็นผลอยู่นิดหน่อย น่าเสียดายที่ระยะเวลาการฝึกขัดเกลายังสั้นมากเกินไป ถึงแม้จะไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วที่ปล่อยออกมาทีเดียวก็โดนช็อตจนสลบ แต่ความเจ็บปวดผิดมนุษย์มนาในช่วงเวลาที่มีสตินั้นกลับทรมานยิ่งกว่า…
“ถ้าคิดจะสู้กับลูกพี่สักหลายกระบวนท่า จะไม่ทุ่มสุดกำลังได้ยังไง” หลินจงชิงเอ่ยอย่างแผ่วเบา กลิ่นอายของเขาเริ่มหายไป หลายวินาทีต่อมา ถ้าพวกฉีหลงไม่มองหลินจงชิงก็จะสัมผัสกลิ่นอายของเขาไม่ได้เลย ราวกับว่าเขาหายตัวไปดื้อๆ
ที่แท้หลินจงชิงก็เปิดใช้งานพรสวรรค์การอำพรางของเขาเช่นกัน เขาก็เหมือนกับนักฆ่าที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดอย่างเงียบงัน รอคอยโอกาสในการสังหาร
หานจี้จวินจ้องมองหลิงหลาน สมองของเขาที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากพรสวรรค์กลยุทธ์ฟ้าก็คำนวณแผนการขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเยอะกว่าในเวลาปกติถึงสี่เท่า ทุกคนล้วนทุ่มสุดความสามารถ ไม่ได้ยั้งไว้เลยสักนิดเดียว พวกเขาอยากรู้ความสามารถที่แท้จริงของลูกพี่ตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่าความสามารถของตัวเองไปยังระดับไหนแล้ว ไล่ตามลูกพี่หลิงหลานที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ในใจพวกเขาได้หรือเปล่า
“ในเมื่อพวกนายจริงจังกันขนาดนี้ งั้นฉันก็ต้องจริงจังเหมือนกัน” หลิงหลานกวาดสายตาเย็นชามองไปยังพวกเพื่อนๆ ของตัวเองที่ล้อมรอบ มือขวายื่นขึ้นมาข้างหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตั้งท่าป้องกันอย่างเป็นทางการต่อหน้าพวกเพื่อนๆ
การให้ความสำคัญของหลิงหลานทำให้พวกฉีหลงตื้นตันใจ ขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นมาก การที่ลูกพี่แสดงท่าทีจริงจังแบบนี้เป็นการยืนยันว่าพวกเขาเติบโตถึงขั้นทำให้ลูกพี่พวกเขาต้องรับมืออย่างระมัดระวัง นี่พวกเขาเข้าใกล้ลูกพี่ตัวเองแล้วใช่ไหม?
ฉีหลงที่อยู่กลางอากาศมองใบหน้าตื่นเต้นทีละดวงตรงด้านล่าง ตอนนั้นใบหน้าตื่นเต้นประหลาดใจแกมยินดีของตัวเองเมื่อสองปีก่อนดูภาคภูมิใจ ตอนนี้ดูเหมือนน่าตลกนิดหน่อย ฉีหลงยิ้มขื่นขึ้นมา พวกเขาเข้าใกล้ลูกพี่แล้วที่ไหนกัน แค่ตอนนั้นพวกเขาบังเอิญเจอช่วงที่อ่อนแอที่สุดของลูกพี่พอดี ถึงได้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้
อย่างไรก็ตาม ฉีหลงจำเป็นต้องยอมรับว่า ความเข้าใจผิดนี้งดงามมาก ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าตัวเองใกล้จะไล่ตามฝีเท้าของลูกพี่ทันแล้ว ดังนั้นพวกเขาก็เลยฝึกฝนตัวเองอย่างหนักมากขึ้น เวลานั้นพวกเราคิดว่าตราบใดที่ตัวเองฝึกฝนหนัก กว่าลูกพี่สักหน่อย พวกเขาก็จะเข้าใกล้ลูกพี่ได้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้ต่อมาพบว่าลูกพี่ยืนอยู่ด้านหน้าพวกเขาไปตลอดกาล ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างไรก็ไล่ตามไม่ทัน แต่ความยากลำบากนั้นก็ได้สลักอยู่ในกระดูก และจะไม่มีทางลืมและไม่มีทางยอมแพ้อีกต่อไป
ตอนนี้คิดดูแล้ว การฝึกฝนของพวกเขาถือว่ายากลำบากจริงๆ เหรอ? เกรงว่าต่อให้ลำบากอีกสักแค่ไหนก็เทียบกับวิธีการฝึกฝนอย่างไร้ความปรานีของลูกพี่ไม่ได้ เวลานี้ฉีหลงรู้ดีว่า ในเมื่อตอนนั้นลูกพีผลาญเรี่ยวแรงจนหมดในแคปซูลแรงกดดัน เขาเชื่อว่าลูกพี่ของเขาก็คงทำแบบนี้เหมือนกันทุกครั้ง ทุกครั้งที่ลูกพี่ฝึกฝนก็จะบีบให้ตัวเองเข้าสู่สภาวะจนตรอก แล้วพวกเขาล่ะ? อย่างมากสุดก็ฝึกจนถึงขั้นเหนื่อยล้า นี่ไม่อาจเทียบได้เลย
บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้เข้าใกล้ลูกพี่ แต่ว่าออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆ
“ลูกพี่ ถึงฉันรู้ว่านายพยายามฝึกฝนขัดเกลาพวกเราอย่างสุดความสามารถก็เพื่อประโยชน์ของพวกเราเอง แต่ในใจฉันยังคงคิดไม่ตก ฉันคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งมากพอแล้ว ต่อให้ฝึกฝนขัดเกลาอีกแค่ไหนก็ไม่มีทางปรากฏลูกพี่อีกคนขึ้นมาเพราะขีดจำกัดของพรสวรรค์ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมยังต้องทรมานฉันให้ตายอีกล่ะ? บางครั้งถึงแม้ฉันไม่ได้ปฏิเสธการฝึกของนาย แต่ในใจก็รู้สึกเคืองอยู่ดี…” ขอบตาของฉีหลงอดฉ่ำรื้นขึ้นมาไม่ได้
“ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว!”
“ลูกพี่ นายมีความสามารถแข็งแกร่งขนาดนี้ก็เพราะอาศัยการฝึกฝนถึงขีดจำกัดแบบนี้เหมือนกัน”
“นายหวังให้พวกเราสามารถไล่ตามฝีเท้าของนายทัน นายหวังให้พวกเราแข็งแกร่งมากขึ้น นายหวังให้พวกเราสามารถเดินไปกับนายจนถึงจุดสิ้นสุดได้!”
“นาย…ไม่ต้องการให้สักวันหนึ่งพวกเราทิ้งทีม และเสียชีวิตไป!”
“พวกเรามองข้ามไปว่าความแข็งแกร่งของลูกพี่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ได้มา แต่พวกเราชินกับการดูแลของนายแล้ว!”
“พวกเราไม่เคยสังเกตเห็นความพยายามของนาย ความเจ็บปวดทรมานของนาย ความรู้สึกของนายเลย…”
“พวกเรามองข้ามคุณค่าเกินไปแล้ว!”
“พวกเราไม่คู่ควรเป็นลูกน้องของนายเลย!”
ไม่คู่ควร!
เมื่อขบคิดถึงอดีตที่ผ่านมา พวกเขารับของที่ลูกพี่ให้มาโดยธรรมชาติ แต่ว่าไม่เคยคิดตอบแทนเลย! พวกเขาไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้งที่อยู่เบื้องหลังการฝึกฝนขัดเกลาอย่างเหี้ยมโหดของลูกพี่เลย ถึงพวกเขาจะเต็มใจแต่ก็รู้สึกขุ่นเคือง! พวกเขาไม่เคยสนใจสิ่งที่ลูกพี่ต้องการเลย แต่ผลาญความห่วงใยของลูกพี่ตามอำเภอใจ การกระทำของพวกเขามีตรงไหนที่คู่ควรเป็นลูกน้องของลูกพี่กัน?
ฉีหลงถามตัวเองและต่อว่าตัวเองในใจ ทุกครั้งที่จิตใจโดนเฆี่ยนตี มันทำให้เขาสะเทือนใจอย่างมาก และรู้สึกโศกเศร้าเสียใจไม่หยุด ที่แท้พวกเขาติดหนี้ลูกพี่มากมาย ทำร้ายลูกพี่มากมายขนาดนี้เชียว…
น้ำตาของฉีหลงใหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะโปรยปรายในกลางอากาศ…
……
บนสนามประลอง ฉีหลงที่ยืนนิ่งหลับตาทั้งสองข้าง จู่ๆ ใบหน้าเขาก็เผยความโศกเศร้าเจ็บปวดใจออกมา!
เวลานี้เอง หมัดของหลิงอี้ชกใส่ใบหน้าของฉีหลงพอดี แต่เขากลับรู้สึกว่ากำปั้นของตัวเองถูกพลังไร้รูปสายหนึ่งต้านทานไว้ ไม่สามารถเข้าใกล้ฉีหลงได้เลย
หลิงอี้ประหลาดใจมาก “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” หลิงอี้ไม่เคยต่อสู้กับคนที่อยู่ระดับพลังปราณช่วงปลายมาก่อน ถึงแม้อาจารย์เคยบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องของพลังปราณมาก่อน แต่ก็ไม่รู้เลยว่าพลังปราณสามารถทำการโจมตีและป้องกัน ซึ่งสับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ
“โล่ปราณ!” แววตาของหลิงหลานเปล่งประกาย โล่ปราณคือรูปแบบการเปลี่ยนแปลงพลังปราณอย่างหนึ่ง โดยสับเปลี่ยนจากรูปแบบกดดันโจมตีภายนอกมาเป็นรูปแบบป้องกันแทน เดิมทีฉีหลงต้องเข้าสู่ขั้นพลังปราณช่วงปลายก่อนถึงจะสามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมทีละอย่าง แต่ฉีหลงยังไม่ได้เข้าสู่ระดับพลังปราณช่วงเวลาอย่างแท้จริง ก็สามารถใช้งานข้ามระดับได้ นี่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าฉีหลงมีพรสวรรค์แสนน่าอัศจรรย์ในด้านทักษะการต่อสู้มือเปล่า
“ถ้าเกิดฉันไม่มีมิติการเรียนรู้ละก็ อาศัยแค่พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ฉันคงเก่งไม่เท่าฉีหลง” หลิงหลานลอบเอ่ย ในใจเธอไม่มีความขุ่นเคืองเลย มีเพียงความดีใจอย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น
การที่ได้รับมิติการเรียนรู้มาคือโชคสูงสุดของเธอแล้ว ถ้าเกิดเธอมีพรสวรรค์ที่มหัศจรรย์อีกละก็ หลิงหลานเองก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน มันย่อมทำให้ทุกคนอิจฉาเธออย่างแน่นอน หลิงหลานคิดว่าเป็นแบบนี้ดีที่สุดแล้ว พวกเพื่อนๆ มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น และเธอมีมิติการเรียนรู้ที่สามารถชดเชยความโง่เขลา ทุกคนก็จะเติบโตไปด้วยกัน ร่วมมือกันก้าวไปข้างหน้า นี่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่สุดแล้ว
หลิงหลานมองฉีหลงบนสนามประลองด้วยความดีใจ เธอรู้ว่าฉีหลงเข้าสู่เส้นแบ่งความเป็นความตายนั้นแล้ว ก็เหมือนกับตอนนั้นที่เธอผลาญเรี่ยวแรงจนหมดในแคปซูลแรงโน้มถ่วง และโดนพวกเพื่อนๆ ร่วมกันท้าประลองอย่างไม่คาดฝัน จนตกอยู่ในสภาพจนตรอก ทำให้เธอเข้าสู้เส้นแบ่งความเป็นความตาย และได้รับโอกาสทะลวงขีดจำกัด เลื่อนขั้นจากเขตแดนครึ่งก้าวเข้าสู่ระดับเขตแดน กลายเป็นยอดฝีมือระดับเขตแดนอย่างแท้จริง
และตอนนี้ แผนการของเธอก็คือยืมมาจากเธอในคราวนั้นนี่เอง ทำให้ฉีหลงเข้าสู่ช่วงเวลานั้นได้สำเร็จ หาโอกาสทะลวงขีดจำกัดเจอ
หลิงอี้โดนต้านทานการโจมตี เขาย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป เขาตะโกนเสียงดัง รวบรวมพลังปราณอย่างบ้าคลั่งไว้ที่หมัดขวาของเขา เตรียมตัวโจมตีทะลวงกำแพงไร้รูปที่ขวางกั้นการจู่โจมของเขา
ทันใดนั้นฉีหลงก็ลืมตาขึ้นมา รัศมีแสงสายหนึ่งพาดผ่านอย่างรวดเร็ว หลิงอี้รู้สึกได้เพียงพลังมหาศาลสายหนึ่งโจมตีเข้ามา ร่างของเขาถูกซัดลอยออกไปอย่างควบคุมไม่อยู่ ถึงแม้หลิงอี้จะตกใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เขาบิดกายกลางอากาศแล้วลงสู่สนามประลองอย่างมั่นคง ทว่าตอนนี้เขาอยู่ห่างจากฉีหลงเกือบสิบเมตรแล้ว เห็นได้ว่าพลังงานที่ฉีหลงระเบิดออกมาฉับพลันนั้นแข็งแกร่งสุดขีด เขาจำเป็นต้องออกห่างประมาณสิบเมตรถึงจะสามารถปัดพลังสายนี้ได้หมด
หลิงอี้อยู่ห่างจากฉีหลงแล้ว นี่ทำให้คนในห้องสังเกตการณ์และคนที่ชมการต่อสู้ด้านล่างมองเห็นสภาพของฉีหลงในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน ถึงแม้ฉีหลงลืมตาอยู่ แต่ว่ามันกลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เพียงพอที่จะยืนยันว่าเวลานี้ฉีหลงหมดสติไปแล้ว
แต่ดวงตาทั้งสองข้างที่ว่างเปล่าไร้อารมณ์นั้นกลับมีน้ำตาไหลลงมาไม่หยุด มันไหลไปตามแก้มจนกระทั่งหยดลงสู่พื้น…
หนึ่งหยด! สองหยด! สามหยด! หยดน้ำตานับไม่ถ้วน…จนสนามประลองใต้เท้าของเขาปรากฏแอ่งน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว!
——————–