ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 290.3 ตอนพิเศษ ตอนจบ (3)
ณ เรือนตะวันตก
เฉินจื่อหลิงสะลึมสะลือได้สติขึ้น รู้สึกว่าท้ายทอยปวดหนึบไม่จางหาย เพิ่งจะขยับตัวลุกขึ้นก็รู้สึกว่าใต้ร่างตนลื่นๆ ไม่ทันระวังจึงล้มลงไปอีก ยามนี้จึงได้พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนกองเลือดของโหยวซื่อ
ในมือยังกำบางอย่างที่ทั้งเย็นเยียบและแหลมคมเอาไว้ด้วย
นางมองไป สูดลมหายใจลึก สิ่งที่อยู่ในมือตัวเองเป็นกรรไกรเปื้อนเลือดเล่มหนึ่ง!
ยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาใดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ ม่านถูกเลิกขึ้น สายตาตื่นตะลึงมองมามากมาย
สีหน้านางซีดเผือดมองไปนอกม่าน ตงเอ๋อร์ รวมถึงสีหน้าหวาดกลัวของบรรดาแขกเหรื่อปรากฏสู่สายตา
ไหนเลยจะเคยเห็นภาพอันน่าหวาดผวาน่าเวทนาเช่นนี้กันมาก่อน คุณหนูขวัญอ่อนนางหนึ่งเข่าอ่อนยวบ ล้มลงในอกสาวใช้ข้างกาย
ฮูหยินขุนนางอีกคนก็อาเจียนกับภาพศพโหยวซื่อและลูกอย่างแรง
ในขณะเดียวกัน เสียงกรีดร้องก็ดังไปทั่วเรือนตะวันตก “ฆ่าคนแล้ว!”
……
ณ คุกหลวงของสำนักพระราชวัง
เทียบกับคุกธรรมดาแล้ว คุกหลวงของสำนักพระราชวังเป็นคุกที่ใช้คุมขังเชื้อพระวงศ์และทายาทตระกูลสูงศักดิ์โดยเฉพาะ สภาพแวดล้อมจึงดีกว่านิดหน่อย
แต่ต่อให้ดีกว่านี้ อย่างไรเสียก็เป็นคุกอยู่ดี
เปียกชื้น เย็นเยียบ เงียบงัน ทั้งยังมืดมิดไร้แสงตะวัน มืดมิดไร้วันสิ้นสุด
เฉินจื่อหลิงถูกขังอยู่ที่นี่เกือบห้าวันแล้ว
เลือดท่วมร่างปรากฏตัวอยู่ในที่เกิดเหตุ มือถืออาวุธมีคม ทั้งยังโดนบรรดาฮูหยินคุณหนูของขุนนางทั้งหลายเห็นเข้า นางมีร้อยปากก็แก้ต่างไม่ได้ แม้ว่าตงเอ๋อร์จะร้องห่มร้องไห้โอดครวญเรียกหาความเป็นธรรม แต่นางก็ยังโดนขุนนางจากสำนักพระราชวังพาตัวไปอยู่ดี
ท่ามกลางความตะลึงนางยังจำได้ว่าก่อนจะถูกพาตัวไป ตงเอ๋อร์ร้องไห้พลางเอ่ยเรียกนาง “คุณหนู อย่าได้กลัวไป บ่าวจะไปตามซื่ออ๋องให้กลับมา ซื่ออ๋องต้องช่วยท่านแน่…”
เสียงร้องไห้ของตงเอ๋อร์ยังคงก้องอยู่ในหัว
ทว่า ห้าวันผ่านไปแล้ว ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนผู้นั้น
เขา กระทั่งเยี่ยมยังไม่มาเยี่ยมเลยสักครั้ง
ก็จริง
ริมฝีปากนางแย้มรอยยิ้มขื่น
ต่อให้ตัวอยู่ในคุก ไม่รู้เรื่องราวภายนอกก็ยังสามารถเดาได้ เรื่องที่พระชายาซื่ออ๋องเนื่องเพราะอิจฉาริษยา สังหารอนุรักที่มีครรภ์ของซื่ออ๋อง เกรงว่าคงลือกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว
เรื่องใหญ่โตมากไป เกรงว่าต่อให้เขาอยากมาก็คงไม่สะดวกกระมัง
บุรุษผู้นั้น หลังจากรู้เรื่องแล้วจะทำอย่างไรกันนะ
จะคิดว่านางอิจฉาริษยา พอขาดสติอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้น ฆ่าอนุรักกับลูกชายคนโตของเขาหรือไม่
หากไม่เป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดเนิ่นนานเพียงนี้จึงไม่เคยมาเยี่ยมนางเลยสักครั้ง
วุ่น วุ่น วุ่น
ไม่เคยวุ่นวายใจเช่นนี้มาก่อน ไม่รู้เพราะกลัวว่าต้องอยู่ในคุกต่อไปหรือกลัวว่าเขาจะเข้าใจตัวเองผิดกันแน่
นางกอดเข่าเอาไว้ นั่งอยู่บนพื้นอันเยียบเย็น กำพู่กันหักด้ามหนึ่งที่นักโทษคนก่อนคงจะทิ้งเอาไว้ กำลังขีดเขียนคำว่า ‘เจิ้ง’[1] อยู่บนพื้น
คำว่า ‘เจิ้ง’ อันละเอียดอ่อนงดงามเพิ่งจะเติมขีดเต็มคำสมบูรณ์
ห้าวันแล้ว
ลูกในท้องเป็นเด็กดีอย่างหาได้ยาก ราวกับรู้ว่านางกำลังได้รับทุกข์อยู่
นี่เป็นการปลอบโยนเพียงหนึ่งเดียวของนาง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบพูดคุยก็ดังขึ้นนอกห้องขัง
“ห้องด้านในสุดห้องนั้น มากสุดได้แค่เวลาหนึ่งถ้วยชา[2]เท่านั้น พระชายาซื่ออ๋องมีโทษฆาตกรรม ก่อนขึ้นศาลเดิมทีไม่อาจเข้าเยี่ยมได้ อย่าทำข้าลำบากใจเลย” เสียงลอยมาจากต้นคุก
เฉินจื่อหลิงตั้งตัวตรง พู่กันหักระหว่างนิ้วไหล่ลงกับพื้น นางโน้มตัวไปคว้าไว้ มองไปด้านนอกอย่างรอคอย
ทันใดนั้นอาการจิตตกซ้ำไปซ้ำมาตลอดห้าวันมานี้ก็ถูกติมเต็ม ดวงใจเต้นเร็วราวกับกวางน้อย!
เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ ร่างบอบบางปรากฏสู่สายตาขุ่นมัวที่ชินกับความมืดของนาง นิ้วมือคลายลง ลื่นตกลงจากซี่กรงทันที
ดวงใจถูกความผิดหวังโจมตีเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อีก
ไม่ใช่เขา
“คุณหนู…” ตงเอ๋อร์โผมาหา มองเฉินจื่อหลิงที่ผ่ายผอมลงไป คุกเข่าอยู่นอกซี่กรง แล้วร้องไห้เงียบๆ
“อย่าร้อง ข้าก็สบายดีอยู่มิใช่หรือ” เฉินจื่อหลิงยื่นมือออกจากซี่กรง หมายจะเช็ดน้ำตาให้ตงเอ๋อร์
แขนเรียวบางดูหักง่ายที่ยื่นออกมาทำให้ตงเอ๋อร์เจ็บปวดใจจนยากจะทนกว่าเดิม
จะสบายดีได้อย่างไร พระชายาซื่ออ๋องผู้สูงส่งตกต่ำถึงขั้นเข้าคุก
“สำนักพระราชวังตรวจสอบอะไรได้หรือไม่ บอกว่าอย่างไรบ้างหรือ” เฉินจื่อหลิงฝืนมีชีวิตชีวา
ตงเอ๋อร์สีหน้ายิ่งเจ็บปวดหนัก “ตอนนี้ยังหาหลักฐานอื่นไม่ได้ หัวศรทั้งหมดต่างหันไปหาคุณหนู ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุล้วนมีครบ กระทั่งเหตุจูงใจในการฆ่าก็ยังมี…พวกฮูหยินขุนนางบอกว่าเห็นในงานเลี้ยงวันนั้น โหยวซื่อแย่งหน้าแย่งตาท่าน ไม่เห็นหัวภรรยาหลวงอย่างท่านสักนิด ระหว่างท่านพูดคุยกับนางเกิดความพลุ่งพล่านจึงลงมือฆ่านางก็ไม่แปลก อีกทั้งโหยวซื่อนั่นตายด้วยท้องแตกแหวกออก เด็กในครรภ์โดนควักออกมา หากคนปกติฆ่า จะต้องเปลืองแรงทำให้โหดเหี้ยมจงใจควักเอาเด็กออกมาทำไม เห็นได้ชัดว่าท่านริษยาโหยวซื่อที่ตั้งครรภ์ลูกชายคนโต จึงได้ใช้วิธีการฆ่าแบบสตรีที่อิจฉาริษยา คุณหนูบอกว่าหลังจากเข้าห้องไป มีคนฟาดท่านให้สลบ แต่สำนักพระราชวังกลับหาร่องรอยคนเป็นเข้าไปในนั้นไม่พบเลย อีกทั้งแม่บ้านเลี่ยวก็บอกว่าเห็นแค่คุณหนูเข้าไปคนเดียว”
เฉินจื่อหลิงใจลอย
ที่แท้คนผู้หนึ่งถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกร รายละเอียดทุกอย่างล้วนสามารถทำให้กลายเป็นหลักฐานยืนยันว่าคนผู้นี้เป็นฆาตกรได้
เดี๋ยวนะ…
แม่บ้านเลี่ยวอย่างนั้นหรือ
วันนั้นตอนที่นางเข้าไปที่เรือนตะวันตกของโหยวซื่อ เห็นได้ชัดว่าไม่มีคนรับใช้อยู่สักคน
แม่บ้านเลี่ยวจะเห็นนางได้อย่างไร
นางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนถูกฟาดสลบวันนั้น
ชั่วขณะที่ฝ่ามือฟาดลงบนท้ายทอยของตน สัมผัสนั้นหยาบกระด้าง เหมือนผิวหนังหยาบของคนทำงานมานาน
แต่ว่า…
เป็นไปไม่ได้…
จะเป็นแม่บ้านเลี่ยวได้อย่างไร
คนรับใช้นางหนึ่งที่ทำงานในจวนซื่ออ๋องในเจียงเป่ยมาหลายสิบปี ยายแก่ธรรมดาๆ ที่อายุอานามไม่ใช่น้อยๆ จะฆ่านายหญิงของตัวเองโดยไร้สาเหตุได้อย่างไร
จะกล้าโยนความผิดให้นางได้อย่างไร
แถมยังมีฝีมือดีเพียงนั้นได้อย่างไร
ความสงสัยมากมายคล้ายลายเส้นที่แก้ไม่ออก พันล้อมในใจเฉินจื่อหลิง
“ต้องโทษบ่าว เหตุใดวันนั้นต้องให้ฮูหยินกับคุณหนูพวกนั้นตามไปเรือนตะวันตกด้วย! บรรดาสตรีตระกูลขุนนางเห็นที่เกิดเหตุเข้า ผลกระทบเลวร้ายยิ่ง ในเมืองหลวงลือกันไปใหญ่โต ยามนี้ต่อให้คิดจะผ่อนผันยังยาก หากบ่าวไปแค่คนเดียวก็คงไม่ถึงขั้นเป็นเรื่องใหญ่เพียงนี้หรอก!” ตงเอ๋อร์พูดมาถึงตรงนี้ก็ทั้งแค้นทั้งเสียใจถึงขนาดเคาะศีรษะตัวเอง
เฉินจื่อหลิงห้ามนางไม่ให้ลงโทษตัวเอง “มีคนจงใจจะโยนความผิดให้ข้า เจ้าก็ไม่ใช่หมอดูทำนายดวงล่วงรู้ล่วงหน้าเสียหน่อย”
“คุณหนู ท่านอดทนอีกหน่อยนะเจ้าคะ ท่านแม่ทัพอาวุโสกับคุณชายทราบเรื่องของท่านแล้ว ต่างพากันคิดหาวิธีอยู่! อีกทั้งฮองเฮาเหนียงเหนียงก็ไม่เชื่อว่าท่านจะฆ่าคนได้ กำลังสั่งการให้สำนักพระราชวังตรวจสอบคดีนี้อย่างเข้มงวด…” ตงเอ๋อร์บอกทั้งน้ำตา
แต่ละถ้อยแต่ละคำเอ่ยบอกข้างหูเฉินจื่อหลิง ทว่ากลับเหมือนลมโชยพัด แว่วๆ ไม่ชัดเจน ลอยไปไกลแสนไกลจากตน
ท่านปู่ ท่านพี่ กระทั่งชิ่นเอ๋อร์ที่อยู่ในเดือน…
แต่ละคนต่างกำลังใช้ทั้งแรงกายแรงใจขบคิดเพื่อเรื่องของนางอยู่
แต่คนผู้นั้นที่ใกล้ชิดนางที่สุดเล่า
บุรุษผู้นั้นที่ควรจะเดินเรื่องนี้ที่สุด ยามนี้กำลังทำอะไรอยู่…
“ระยะนี้เล่า เขาก็กำลังวิ่งจัดการเรื่องอย่างหนักอยู่ใช่หรือไม่ เจ้าบอกเขาว่าอย่าห่วงไปเลย” ในที่สุด ริมฝีปากงามก็ขยับเอ่ย
ตงเอ๋อร์นิ่งอึ้ง ก้มหน้าลง “…หมู่นี้ซื่ออ๋องกำลังจัดการงานศพของโหยวซื่ออยู่ที่จวน เวลาที่เหลือก็จะไปห้องนอนของโหยวซื่อคนเดียว บางครั้ง พอไปแล้วก็จะอยู่ในนั้นทั้งวัน นั่งเหม่ออยู่ในห้องโหยวซื่อ…บ่าวก็ไม่ได้เจอเขาเจ้าค่ะ”
ความหวังสุดท้ายในหัวใจแตกสลายราวกับฟองอากาศ
หึ
นางคิดว่าหมู่นี้เขากำลังยุ่งกับเรื่องของนาง จึงไม่มีเวลามาหา
ที่แท้หลายวันมานี้ เขากลับไม่ได้ออกจากจวนเลยสักครั้ง กำลังรำลึกถึงโหยวซื่ออยู่
สำหรับเขาแล้ว สตรีนับว่าเป็นอะไรได้ เกรงว่านอกจากรำลึกถึงโหยวซื่อแล้ว คงยิ่งเจ็บปวดใจกับลูกของเขาที่ตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้ออกมาลืมตาดูโลกกระมัง
“คุณหนู คุณหนู ท่านพูดอะไรหน่อยสิเจ้าคะ อย่าทำบ่าวตกใจเลย” ตงเอ๋อร์มองด้วยความอกสั่นขวัญหาย
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ได้ทำ ย่อมไม่รู้สึกละอายใจ” นางสงบสติอารมณ์แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “ตงเอ๋อร์ เจ้าให้เขาหาเวลาว่างมาที่นี่สักหนสิ ข้ามีเรื่องจะพูดกับเขา”
แม้ว่ายามนี้เขาจะเกลียดนางเข้ากระดูก แต่อย่างน้อยๆ นางก็อยากจะแก้ต่างให้ตัวเอง
……
ณ จวนซื่ออ๋องในเมืองหลวง
เรือนตะวันตกรกร้างว่างเปล่า
เนื่องจากการตายของโหยวซื่อ นอกจากคนรับใช้ที่มาจากเจียงเป่ยยังคงเฝ้าในเรือนไว้แล้ว คนรับใช้อื่นๆ ที่รับใช้นางต่างย้ายไปที่อื่นในจวน
ยามนี้ ใต้ชายคามีองครักษ์คนสนิทสองนายยืนอยู่ เหลือบมองประตูใหญ่ที่ปิดสนิทอย่างเงียบๆ
ซื่ออ๋องยังคงเหมือนเมื่อหลายวันก่อน วันนี้ก็มา แล้วอยู่ในห้องโหยวซื่อเนิ่นนาน
ทุกครั้งที่มาล้วนลงกลอนประตูไว้ มองไม่เห็นว่ากำลังทำอะไร
หน้าประตูมีเสียงฝีเท้ารีบร้อนของสตรีลอยมา “ให้ข้าพบซื่ออ๋อง ข้ามีธุระ!”
“ซื่ออ๋องบอกว่าไม่อยากให้ใครมารบกวน! แม่นางตงเอ๋อร์กลับไปก่อนเถิด!”
“วันนี้ข้าไปคุกหลวงมา พระชายาซื่ออ๋องมีเรื่องจะพูดคุยกับซื่ออ๋อง พวกเจ้าให้ข้าไปบอกหน่อยเถิด!”
——————————————–
[1]เจิ้ง (正) คนจีนนิยมใช้คำนี้มานับจำนวน มีจำนวนขีดห้าขีด ง่ายต่อการนับและเขียน
[2] หนึ่งถ้วยชา หน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 15 นาที