ชายาเคียงหทัย - ตอนที่ 381-3 แผนกำรของท่ำนพ่อ
ในสนามรบวันรุ่งขึ้น สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น แผนการแปลกประหลาดของกองทัพตระกูลม่อก็โผล่ ออกมาไม่ขาดสาย บนหลังม้าทหารตระกูลม่อนั้นมี กระสอบหญ้าแห้งและอาหารที่ม้าชื่นชอบผูกเอาไว้ เมื่อ ปล่อยปากกระสอบ อาหารม้าก็ตกลงบนพื้น เสบียง อาหารในเดือนนี้ของแคว้นเป่ยหรงค่อนข้างตึงเครียดอยู่ บ้าง เมื่อม้าได้กลิ่นหญ้าแห้งไหนเลยจะมีท่าทางการเดิน อย่างฉุนเฉียวอีก เริ่มต้นก็ก้มศีรษะกินหญ้า จึงถูกทหาร หาญแห่งกองทัพตระกูลม่อที่พุ่งเข้ามาไล่เข่นฆ่า ถึงแม้จะ ไม่ได้ถูกฆ่า แต่ก็ถูกยาที่วางไว้ในหญ้าแห้งท าให้ล้มลง เช่นกัน
และยังมีกับดักแปลกประหลาดอีกต่างๆ นาๆ อาทิ เช่น การขึงเชือก ปืนยาว ธนูหน้าไม้เป็นต้น ลูกไม้ของ พวกเขามีเป็นร้อยแปดพันเก้าวิธี ขาดเพียงวิธีที่ท าไม่ได้
书呆子
กับวิธีที่คิดไม่ถึงเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ล้วน ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยความเร่งรีบติดต่อกันหลายคืน แม้ว่า จะไม่คล่องมือเท่าใดนัก แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับ กองทัพแคว้นเป่ยหรงไม่น้อย วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่จบลง ด้วยการที่แคว้นเป่ยหรงเป็นฝ่ายปราชัยจนต้องล่าถอย กลับเมืองไป
ภายในค่ายทหารแคว้นเป่ยหรง เยียหลี่ว์เหยี่ย เปี่ยมไปด้วยโทสะอีกครั้ง ความจริงแล้ว เขาก็รู้เช่นกันว่า การพ่ายแพ้สงครามในวันนี้มิอาจโทษเฮ่อเหลียนเผิงได้ แต่ภายใต้การพ่ายแพ้สงครามติดต่อกัน หากไม่ด่าว่าเฮ่อ เหลียนเผิงอย่างรุนแรงสักครั้ง เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะ ระบายโทสะที่อยู่ในใจนี้ได้อย่างไร
เฮ่อเหลียนเผิงก็ไม่แก้ตัว คุกเข่าอยู่กลางกระโจม รอให้เยียหลี่ว์เหยี่ยระบายโทสะจนเสร็จ
书呆子
เมื่อเยียหลี่ว์เหยี่ยระบายโทสะเสร็จแล้ว ก็มองเฮ่อ เหลียนเผิงที่คุกเข่าอยู่ในกระโจมใหญ่ด้วยความรู้สึก ละอายใจเช่นกัน เขาขมวดคิ้วโบกมือพลางเอ่ยว่า “แม่ ทัพเฮ่อเหลียนลุกขึ้นเถิด” เฮ่อเหลียนเผิงเอ่ยเสียงขรึม “ล้วนเป็นกระหม่อมที่น าทัพพ่ายแพ้ องค์ชายเจ็ดโปรด ลงอาญาพ่ะย่ะค่ะ” เยียหลี่ว์เหยี่ยถอนหายใจ “นี่ก็มิอาจ โทษเจ้าได้ แต่ไหนแต่ไรคนของต าหนักติ้งอ๋องก็มี แผนการชั่วร้ายมากมาย ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาจะใช้ ความคิดที่ท าร้ายผู้คนลับหลังเช่นนี้กัน” อีกทั้งการที่ กองทัพตระกูลม่อสามารถคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาได้ ก็ เกรงว่าด้วยเพราะรู้ว่าการขาดแคลนเสบียงอาหารเป็น จุดอ่อนของแคว้นเป่ยหรง
เฮ่อเหลียนเผิงเอ่ย “องค์ชายมิต้องทุกข์ใจ วิธีการ เช่นในวันนี้สามารถใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่อาจใช้ครั้ง ที่สองได้ เมื่อผ่านวันนี้ไป พวกเราได้เตรียมการรับมือแล้ว
书呆子
จึงไม่มีประโยชน์อีก เกรงแต่ว่าพวกเขาจะคิดหาวิธีการ อื่นออกมาอีกพ่ะย่ะค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยขมวดคิ้ว “แม่ทัพเฮ่อเหลียนมีวิธีการ ใดหรือ”
เฮ่อเหลียนเผิงเอ่ย “ก่อนหน้านี้ความคิดของพวก เราไม่ได้ผิด ทหารม้าของแคว้นเป่ยหรงนั้นสร้างความ ยุ่งยากให้กับกองทัพตระกูลม่อไม่น้อยจริงๆ มิเช่นนั้น พวกเขาคงไม่ยินยอมใช้วิธีการที่สิ้นเปลืองเสบียงอาหาร ของตนเองเช่นนี้ในการจัดการกับทหารม้าของพวกเรา พวกเราต้องรีบเร่งและเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี กองทัพตระกูลม่อ เพื่อให้พวกเขารับมือไม่ทันพ่ะย่ะค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่างเถิด ท าตามที่เจ้าเอ่ยแล้วกัน”
“ทูลองค์ชาย ราชทูตของราชส านักแจ้งว่าต้องการ เข้าพบพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์นอกกระโจมเอ่ยรายงานขึ้น
书呆子
เยียหลี่ว์เหยี่ยและเฮ่อเหลียนเผิงสบตากันครู่หนึ่ง เยียห ลี่ว์เหยี่ยขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ราชทูตของราชส านัก เหตุใด เสด็จพ่อถึงได้ส่งคนมาในยามนี้กัน…”
เฮ่อเหลียนเผิงเอ่ยเสียงเข้ม “องค์ชาย การที่ท่าน อ๋องส่งราชทูตมาในยามนี้ ถ้าหากไม่ใช่ว่าอยากจะให้ รางวัลแก่องค์ชาย เช่นนั้นก็เกรงว่า…สถานการณ์คงจะไม่ ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แต่ใครก็เข้าใจว่ายามนี้การศึกของแคว้น เป่ยหรงนั้นไม่ราบรื่น กองทัพเป่ยหรงพ่ายแพ้ติดต่อกัน หลายครา ถ้าจะกล่าวว่าให้รางวัลก็ยากที่จะท าให้ผู้อื่น เชื่อถือได้ เยียหลี่ว์เหยี่ยก็มีแผนการในใจ จึงพยักหน้าเอ่ย ไปว่า “ไปเชิญท่านลุงมาด้วย” เฮ่อเหลียนเผิงรับค าเสียง ขรึม “พ่ะย่ะค่ะ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฮ่อเหลียนเจินและเฮ่อเหลียนเผิงก็ เข้ามาในกระโจมใหญ่ ราชทูตจากราชส านักเพิ่งจะมาถึง เห็นเพียงคนที่ยืนอยู่กลางกระโจมนั้นมองไปทางเยียหลี่ว์
书呆子
เหยี่ยด้วยท่าทางเคารพนอบน้อม แต่ในใจเฮ่อเหลียนเจิน และเฮ่อเหลียนเผิงกลับหนักอึ้ง นี่คือคนของเยียหลี่ว์หง ราชทูตที่ท่านอ๋องแห่งแคว้นเป่ยหรงส่งมาในยามนี้เป็น คนขององค์รัชทายาท นี่หมายถึงสิ่งใดนั้นไม่ต้องเอ่ย ออกมาก็สามารถเข้าใจกันได้
ราชทูตหันมามองเฮ่อเหลียนเจินและเฮ่อเหลียน เผิงครู่หนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ ว่า “องค์ชายเจ็ด ยามนี้กระหม่อม สามารถอ่านราชโองการได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยพยักหน้า เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เชิญท่านราชทูต”
ราชทูตก็ไม่น าพาท่าทางเฉยเมยของเขา หยิบม้วน ผ้าสีเหลืองออกมากางออก จากนั้นก็อ่านเสียงดังว่า “องค์กษัตริย์มีพระราชโองการ นับตั้งแต่องค์ชายเจ็ดน า ทหารออกรบก็พ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้ง สูญเสียแม่ทัพ นายกองเป็นจ านวนมาก…” ราชทูตอ่านพระราชโองการ
书呆子
อย่างคล่องแคล่วว่องไว ความจริงแล้วก็เป็นเพียงประโยค ที่มีความหมายในการต าหนิเยียหลี่ว์เหยี่ยว่าน าทหารออ กรบจนพ่ายแพ้ ส่งผลให้แคว้นเป่ยหรงต้องสูญเสียแม่ทัพ นายกองไปเป็นจ านวนมากจนยากที่จะฟื้นคืนกลับสู่ สภาพเดิมได้ กษัตริย์แห่งแคว้นเป่ยหรงทรงมีบัญชาให้ เยียหลี่ว์เหยี่ยมีชัยชนะเหนือม่อซิวเหยาและกองทัพ ตระกูลม่อให้ได้ภายในระยะเวลาสองเดือน มิเช่นนั้นจะ มอบอ านาจทางการทหารให้กับผู้อื่นแทน แม้จะไม่ได้เอ่ย ออกมาอย่างชัดเจนว่าผู้อื่นที่กล่าวถึงนี้คือผู้ใด แต่เยียห ลี่ว์เหยี่ยกลับเดาได้ว่า ถ้าหากตนเองพ่ายแพ้อีก สุดท้าย แล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะเป็นองค์รัชทายาทเยียหลี่ว์ หง
“องค์ชายเจ็ด มิทราบว่าองค์ชายเข้าใจความหมาย ของท่านอ๋องหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เมื่ออ่านราชโองการจบ แล้ว ราชทูตก็เอ่ยยิ้มๆ “ท่านอ๋องกังวลใจที่จะท าสงคราม
书呆子
กับต้าฉู่ จิตใจร้อนรุ่มดั่งไฟ หวังว่าองค์ชายเจ็ดจะเห็นใจ พ่ะย่ะค่ะ”
เยียหลี่ว์เหยี่ยแค่นเสียงเบา เอ่ยด้วยท่าทางเฉยชา ว่า “ขอบใจท่านราชทูตที่กล่าวเตือน แน่นอนว่าข้า เข้าใจ”
ราชทูตเอ่ยยิ้มๆ “เข้าใจก็ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อ เป็นเช่นนี้ ระยะนี้กระหม่อมจะพ านักอยู่ในค่ายทหารนี้ ก่อน ถึงตอนนั้นจะได้กราบทูลแก่องค์กษัตริย์ได้อย่าง ทันท่วงที”
นี่คือการตรวจสอบกองทัพ!
เยียหลี่ว์เหยี่ยหรี่ตา ตลอดมาแคว้นเป่ยหรงไม่มี การตรวจสอบกองทัพ ใครเป็นผู้น าทัพก็ให้ฟังผู้นั้น แต่ ราชทูตกลับมาเยือนพร้อมกับพระบัญชาของเป่ยหรงอ๋อง จึงเป็นธรรมดาที่จะมีอ านาจควบคุมผู้คนทั้งกองทัพแคว้น เป่ยหรง เยียหลี่ว์เหยี่ยรู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เป็น
书呆子
ผลดีต่อตนเองเป็นอย่างมาก ในราชส านักก็เกรงว่าเสด็จ พ่อจะไม่พอใจตนเองมากเช่นกัน ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ มอบอ านาจทางการทหารให้กับเฮ่อเหลียนเจิน และรีบ กลับไปอธิบายกับเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้ ถึงอย่างไรเขาก็มีฐานะ เป็นถึงองค์ชาย ไม่มีสิ่งใดส าคัญไปกว่าความไว้วางใจจาก เป่ยหรงอ๋องอีก แต่เยียหลี่ว์เหยี่ยก็เข้าใจเช่นกันว่า เมื่อ ตนเองจากไปแล้ว ก็ไม่แน่ว่าเฮ่อเหลียนเจินที่ไม่ได้น าทัพ มาสิบกว่าปีจะสามารถจัดการควบคุมทหารหลายแสน นายได้ ถึงตอนนั้นเมื่อเหล่าทหารตกอยู่ในก ามือของ เยียหลี่ว์หง ตนเองก็คงจะไม่เหลือสิ่งใดแล้ว
เยียหลี่ว์เหยี่ยมองราชทูตที่อยู่เบื้องล่างอย่างไม่ใส่ ใจ นัยน์ตามีประกายสังหารอันเยียบเย็นพาดผ่าน พยัก หน้าเอ่ยด้วยน้ าเสียงราบเรียบว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น…ก็ ต้องล าบากใต้เท้าแล้ว”
书呆子
ในเมื่อตกเป็นฝ่ายตามอยู่ก้าวหนึ่งแล้ว เกรงว่าทาง ราชส านัก องค์รัชทายาทคงเตรียมการเรียบร้อยแล้ว เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้…เหตุใดเขายังต้องถอยให้อีก เขา จะต้องคว้าความไว้วางพระทัยจากเสด็จพ่อและอ านาจ ทางการทหารที่ส าคัญทั้งคู่เอาไว้ในมือให้ได้
ราชทูตคล้ายกับว่าไม่ได้ยินถึงความนัยอัน โหดเหี้ยมในวาจาของเขา พยักหน้าพลางเอ่ยยิ้มๆ “ขอบ พระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”