กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1107.1 เรื่องเล่าที่แปลกใหม่
ชีวิตคนเมาง่ายดุจสุราผู่โถว (ผู่โถวจิ่ว หมายถึงสุราที่มีฤทธิ์แรง ดื่มแล้วเมาจนต้องจับประคองหัว) ยังไม่เจอคู่ต่อสู้เล่นหมากล้อมจาก ในโลกมนุษย์
ท่ามกลางก้อนเมฆหลากสีที่มีนครตั้งอยู่อย่างเดียวดาย นคร จักรพรรดิขาวทั้งแห่งนอกจากเจิ้งจวีจงแล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก แม้กระทั่ง หอแก้วใสแห่งนั้นก็ยังถูกเจิ้งจวีจงโยนไปไว้นอกเมือง
เพราะถึงอย่างไรคนเป็ นศิษย์น้องก็ต้องเชื่อฟังศิษย์พี่ หลิ่วชื่อเฉิง ทั้งจนใจทาอะไรไม่ได้กับเรื่องนี้ เขาไม่กล้าพูดอะไรสักคา แต่เขาก็ ต้องบอกลากับศิษย์พี่เจ้านครต่อหน้าเสียก่อนถึงจะยอมจากไป เจิ้งจ วีจงมองหลิ่วชื่อเฉิงที่น้าตาไหลพรากแล้วถอนหายใจ นึกถึงเรื่องเก่า ที่ไม่ถือว่าเล็กแล้วก็ไม่ถือว่าใหญ่ของปีนั้น เจิ้งจวีจงก็รู ้สึกใจอ่อน อย่างที่หาได้ยาก จึงมาปรากฏตัวที่หน้าประตูภูเขา เอ่ยกาชับศิษย์ น้องที่สวมชุดเต๋าสีชมพูอยู่หลายค า ยกตัวอย่างเช่นว่าหากไปอยู่ข้าง นอกแล้วก่อเรื่องก็อย่าบอกชื่อของอาจารย์ออกไปง่ายๆ หลีกเลี่ยง ไม่ให้อีกฝ่ายไม่กล้าฆ่าเจ้า
หลิ่วชื่อเฉิงเข้าใจได้ทันใด ไม่อาจบอกชื่ออาจารย์ ได้แต่บอกชื่อ ของศิษย์พี่ได้!
้
เจิ้งจวีจงโบกมือ บอกเป็ นนัยแก่หลิ่วชื่อเฉิงว่าอย่ายืนอยู่ที่เดิมให้ เกะกะสายตา
บางทีหลิ่วชื่อเฉิงอาจจะตัดใจจากไปไม่ได้จริงๆ จึงหาเรื่องมา ชวนคุย คิดอยากจะใช ้เสียงในใจมายืนยันเรื่องหนึ่งให้แน่ใจ สรุปแล้ว ศิษย์พี่มีขอบเขตสิบสี่กี่อัน?
เขาที่เป็ นศิษย์น้องแน่นอนว่ายินดีจะเชื่อ ไม่กล้าไม่เชื่อจริงๆ
เจิ้งจวีจงยิ้มย้อนถามไปว่า เจ้าอยากให้มีกี่อันล่ะ? หลิ่วชื่อเฉิง ตอบอย่างระมัดระวังว่ายิ่งมากก็ยิ่งมีประโยชน์ สองอันไม่รังเกียจว่า น้อยไป สามอันก็ไม่รังเกียจว่ามากไป
หลิ่วชื่อเฉิงถามอีกว่าศิษย์พี่สามารถพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นได้ หรือไม่? เจิ้งจวีจงมองเห็น…ความกังวลจากสายตาของอีกฝ่ ายจึงตบ ไหล่เขา ยิ้มเอ่ยไปประโยคหนึ่งว่า คนฉลาดเลียนแบบได้ง่าย คนโง่ กลับเป็ นกันได้ยาก เรื่องที่ไม่ควรต้องให้เจ้าใช ้สมองก็อย่าได้คิดเยอะ เลย เป็ นคนโง่ของเจ้าไปดีๆ นั่นแหละ
หากจะบอกว่าผู้ฝึ กลมปราณของใต้หล้าไพศาลมีคนที่ตัดใจ ไม่ให้ตัวเองเป็ นขอบเขตสิบสี่ได้จริงๆ และถ้ายิ่งเปลี่ยนเป็ นคนอื่นได้ก็ ยิ่งดี หลิ่วชื่อเฉิงต้องเป็ นคนหนึ่งในนั้นแน่นอน อีกทั้งยังไม่มีความ ลังเลใดๆ ไม่มีความเสแสร ้งแม้แต่น้อย
ก็เหมือนอย่างเจิ้งจวีจงในปีนั้นที่เพราะกังวลว่าควรจะเลือกทาง เส้นใดเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ อยู่ว่างไม่มีอะไรทาจึงสร ้างหุ่นเชิดตน
้
หนึ่งขึ้นมา วางอุบายกลยุทธ ประสานในนอก ไม่รู ้เลยสักนิดว่าเป็ น เจิ้งจวีจงที่ฆ่าเจิ้งจวีจง ตัวเองฆ่าตัวเองก็เท่านั้น สรุปก็คือท่ามกลาง แผนร ้ายที่หอบหุ้มนครจักรพรรดิขาวทั้งแห่งไว้ภายใน แม้กระทั่งพวก คนอย่างหันเชี่ยวเซ่อก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น มีเพียงหลิ่วชื่อเฉิงที่สวม ชุดเต๋สีชมพูเท่านั้นที่ขัดขวางอยู่ระหว่างคนหนึ่งคนกับคนอีกหมื่นคน ทั้งไม่มีคาพูดห้าวเหิม แล้วก็ไม่ทิ้งถ้อยคาอาฆาตเอาไว้ หลิ่วชื่อเฉิงจึง ถูกแสงกระบี่หลายร ้อยเส้น เวทคาถาและวิชาอภินิหารบดขยี้จน กลายเป็ นเนื้อเละๆ กองหนึ่งในเสี้ยววินาที ขนาดกาลังจะตายเขาก็ยัง เคียดแค้นการทรยศของพวกหันเชี่ยวเซ่อ กังวลถึงความปลอดภัย ของศิษย์พี่ที่อยู่ด้านหลัง นาทีที่กายดับมรรคาสลาย หลิ่วชื่อเฉิงที่ สวมชุดสีชมพูเพียงแค่หันกลับมามองแวบหนึ่ง ศิษย์พี่โปรดรักษาตัว ด้วย
ธงผืนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของเมฆหลากสี ด้านบนเขียนค าว่า “ยอมถอยให้ใต้หล้าได้เดินก่อน
ด้านล่างมีโต๊ะหินที่แกะสลักกระดานหมากเอาไว้ ด้านบนวางโถ เก็บเม็ดหมากสองใบ
เจิ้งจวีจงนั่งอยู่ข้างโต๊ะ ด้านในโถเก็บเม็ดหมากที่อยู่ข้างกายเป็ น เม็ดหมากสีขาว
ไม่รู ้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เจิ้งจวีจงถึงได้สลับตาแหน่งของโถ เก็บเม็ดหมากสองใบ มือหนึ่งจับประคองอยู่ใต้ชายแขนเสื้อเบาๆ อีก มือหนึ่งใช ้สองนิ้วคีบเม็ดหมากสีดาเม็ดหนึ่งออกมาจากในโถ
้
ดูจากท่าทางแล้วเจิ้งจวีจงจะวางหมากลงบนกระดานก่อน ยอม ละเมิดกฎเช่นนี้ นี่ก็เท่ากับว่าตรงกันข้ามกับเนื้อหาที่อยู่ในธงใหญ่ ผืนนั้นแล้ว
สตรีผู้หนึ่งเรือนกายกายาใบหน้าหยาบกระด้างเดินทางข้ามใต้ หล้าสองแห่ง จากนั้นยังมองเมินตราผนึกของนครจักรพรรดิขาว ประหนึ่งเข้ามาในดินแดนไร ้ผู้คน มาถึงที่แห่งนี้แล้วก็พูดเสียงดัง กังวานว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไหวเซียน!”
เจิ้งจวีจงทาเป็ นมองไม่เห็น ไม่ได้ยินนาง ในขณะที่หมากสีดา ตรงปลายนิ้วกาลังจะสัมผัสกับกระดานหมาก “สตรี” ผู้นั้นก็ถอน หายใจหนึ่งที “กลัวเจ้าเจิ้งจวีจงแล้วจริงๆ”
“ว่ามาเถอะ เรียกข้ามาที่นี่มีเรื่องอะไรจะขอร ้อง? ข้ามีสัญญา วิญญูชนอยู่กับมรรคาจารย์เต๋า ค าพูดการกระท าล้วนมิอาจข้ามเส้น ได้ โปรดอภัยให้ด้วย”
“เจิ้งจวีจงขอบเขตสิบสี่สามคน อาศัยเวทกระบี่ มรรคกถา วิชา อภินิหาร ล้วนไม่สูงส่งเกินกว่าผู้ไร ้เทียมทานที่แท้จริง ไม่มีอะไรให้น่า อาย เจ้ากับอวี่โต้วแค่ประลองฝีมือกัน ไม่ได้แบ่งเป็ นแบ่งตายกันเสีย หน่อย”
ผู้ที่มาก็คือการรวมตัวกันของเทวบุตรมารนอกโลกจานวนนับไม่ ถ้วน ระหว่างทีพูดรูปโฉมก็แปรเปลี่ยนไปด้วย กลายมาเป็ นนักพรต
้
เฒ่าที่มีภาพเหมือนแขวนไว้ในจุดที่สูงที่สุดของป๋ ายอวี้จิง เป็ นรูปโฉม ของมรรคาจารย์เต๋าในใจของใต้หล้ามืดสลัว
เจิ้งจวิจงโยนหมากสีดากลับลงโถ ถามว่า “อยากเป็ นอิสระ หรือไม่?”
ใต้หล้านี้ยังมีใครที่มีอิสระยิ่งกว่าเทวบุตรมารนอกโลกอีกหรือ? ในเมื่อบริสุทธิ์ถึงขนาดนี้แล้วจะเอาคาว่าอิสระมาจากไหนอีก?
เทวบุตรมารนอกโลกหลุดหัวเราะพรืด “อาศัยเจ้าน่ะหรือ?”
เจิ้งจวีจงพยักหน้า “อาศัยข้านี่แหละ”
มันถาม “หรือว่าคิดเพ้อเจ้อ อยากจะตั้งลัทธิเรียกตัวเองเป็ น บรรพจารย์? ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องถามเจ้าสักหน่อย เจิ้งจวีจง เจ้า อยากตั้งลัทธิอะไร เรียกตัวเองเป็ นบรรพจารย์อะไร?!”
ไม่รอให้เจิ้งจวีจงให้คาตอบที่ไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็ต้องน่าตะลึง พรึงเพริดอย่างมากแน่นอน มันก็กุมท้องหัวเราะก๊าก “ข้าคือจิตมาร คือภาพสะท้อน คือเทวบุตรมารนอกโลกที่ใครเห็นก็อยากสังหาร เจิ้งจวีจงคือยักษ์ใหญ่แห่งวิถีมารอันดับหนึ่งบนโลกมนุษย์ หากพูด เช่นนี้ก็เหมาะสมกันมากจริงๆ หลอมขอบเขตสิบห้าเทียมอย่างข้าไป แล้ว บุญกุศลคุณูปการของเจ้าก็จะสมบูรณ์พร ้อม เลื่อนเป็ นขอบเขต สิบห้าที่แท้จริงได้แล้วหรือ? นับแต่นั้นมาก็เป็ นหนึ่งไม่เป็ นสองรอง ใคร? สังหารผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ได้ง่ายเหมือนหั่นผักผ่าแตง?”
้
เจิ้งจวีเอ่ยสามประโยคอย่างเนิบช ้า “ข้าจะช่วยเจ้าทาลายกรงขัง ที่เป็ นอมตะนั่นก่อน”
“จากนั้นจะทาให้ฟ้ าดินไม่มีปราณวิญญาณ ไม่มีผู้หลอม ลมปราณ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า ไม่มีภูตผีตัวประหลาด ไม่มีอดีตชาติ ไม่มีการกลับมาเกิดใหม่ ไม่มีหยินหยาง ไม่มีผลกรรม”
“สุดท้ายทาให้โลกมนุษย์แห่งนี้ไร ้ลัทธิไร ้บรรพจารย์”
เทวบุตรมารนอกโลกส่ายหน้า “ไม่มีความหมายหรอก คิดไม่ถึง ว่าเจิ้งจวีจงที่ทาให้ข้ารอคอยอยากจะพบเจอมากที่สุดจะยังน่าเบื่อถึง เพียงนี้ ยากที่จะหนีจากรูปแบบตายตัว เป็ นคนใหม่ที่เดินบนเส้นทาง เก่า อย่างมากก็แค่เดินไปได้สูงกว่าไกลกว่าคนในอดีตบางคนก็ เท่านั้น”
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีความผิด ไร ้อิสระมากที่สุด
ว่ากันในบางระดับแล้วผู้ที่ได้ครอบครองความอิสระที่บริสุทธิ์ที่สุด ก็คือเทวบุตรมารนอกโลกอย่างพวกมัน ไร้พันธนาการใดๆ ทุก ความคิดของพวกมันสามารถเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เปี่ยมไปด้วย สีสันหลากหลาย จริงเท็จปะปนกันจนแยกไม่ออก
คาว่ากรงขังที่จะทาลายที่เจิ้งจวีจงกล่าวถึงก็แค่ทาให้ “มัน” กลายมาเป็ นไม่อิสระเท่านั้น ขอบเขตสิบสี่ทั่วไปไหนเลยจะกล้าพูดจา โอหัง กล้ามั่นใจว่าจะเอาชนะขอบเขตสิบห้าเทียมอย่างมันในด้าน ของตบะพละก าลัง? หมื่นปีที่ผ่านมา มีขอบเขตสิบสี่คนใดที่กล้าหล่อ
้
หลอมมัน ไม่กลัวว่าจะร ้อนลวกทะลุกระเพาะจริงๆ หรือ? ไม่กลัวว่าจะ เป็ นนกกางเขนที่ถูกนกพิราบยึดรัง เป็ นแขกที่แย่งบทบาทของเจ้า บ้าน? ต่อให้มีคนกล้าคิดแบบนี้ก็ยังคงไม่กล้าทาถึงขั้นนี้ และสิ่งที่ เจิ้งจวีจงคิดอยากจะทา แน่นอนว่ามรรคาจารย์เต๋าต้องทาได้นานแล้ว เพียงแค่เพราะขอบเขตสิบห้าของมรรคาจารย์เต๋าผสานมรรคากับใต้ หล้ามืดสลัวทั้งแห่ง จึงไม่สะดวกจะทาเช่นนี้ ได้แต่อาศัยการเลี้ยงมัน แบบปล่อย หรือควรจะพูดให้ถูกต้องก็คือล้อมภูเขาอวี้จิงทั้งลูกแล้ว เลี้ยงเอาไว้ หรือก็คือฟ้ านอกฟ้ าที่คนบนโลกพูดถึง
คนบางคนกล่าวได้ถูกต้องแล้ว “นักพรตก าจัดจิตมารเหมือน ตรวจสอบต ารา ตรวจสอบตาราเหมือนกวาดใบไม้ร่วงบนพื้น ยิ่ง กวาดยิ่งร่วง ใบไม้ร่วงปลิวฝุ่นก็คละคลุ้ง กวาดไม่มีที่สิ้นสุด
แข็งแกร่งอย่างมรรคาจารย์เต๋าก็ยังคงเป็ นนักพรตคนหนึ่ง มิอาจ หลุดพ้นจากขอบเขตนี้ไปได้ เผชิญหน้ากับจิตมารที่มาจากนักพรต ทุกคนในหลายใต้หล้า ก าจัดไม่หวาดไม่ไหวหลอมไม่หมดไม่สิ้น
การที่เป็ นเช่นนี้ยังเป็ นเพราะซากปรักสรวงสวรรค์ยุคบรรพกาล ยังคงด ารงอยู่มาโดยตลอด ไม่อาจทาลายทิ้งได้อย่างสิ้นซาก อีกทั้ง ยังมีมหาสมุทรความรู ้โจวมี่ที่เดินขึ้นฟ้ าจากไปที่ไปปกครองสรวง สวรรค์ใหม่ อัญเชิญเทพกลับสู่ต าแหน่ง
หาไม่แล้วบรรพจารย์สามลัทธิก็จะบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้จริงๆ ให้มรรคาจารย์เต๋าปลีกตัวออกมา ใช ้การหลอมจิตมารหลายล้าน ล้านตนในเวลาพันปี หมื่นปี มาเป็ นที่ตั้งแห่งมหามรรคาของผู้ฝึ ก
้
ลมปราณขอบเขตสิบห้า จากนั้นพิสูจน์มรรคาบรรลุมรรคา ไม่แน่ว่า ขอบเขตสิบหกคนแรกในโลกมนุษย์ก็อาจจะเป็ นของในกระเป๋ าของ มรรคาจารย์เต๋าไปแล้วก็ได้
เจิ้งจวีจงยิ้มบางๆ “ถึงกับถูกเทวบุตรมารนอกโลกตนหนึ่งดูถูก ก็ น่าสนใจเหมือนกัน”
ลุกขึ้นยืน เจิ้งจวีมองมองไปยังอาณาเขตแห่งหนึ่งที่ปกติธรรมดา มากของนครจักรพรรดิขาว
มองตามสายตาของเจิ้งจวีจงไป เทวบุตรมารนอกโลกเห็นป่ าไผ่ ผืนหนึ่ง
บนฟ้ าล่างฝน ขอบเขตสิบสี่ใหม่ประหนึ่งหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิหลัง ฝนตกที่พากันผุดออกมา ปลายยอดกาลังจะแทงทะลุดิน อวบอิ่มดุจ โคลนเหลือง ฉ่าน้าน่ากิน
หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิจะโตเร็วมาก แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือไม่ถูก คนขุดมากินเสียก่อน มีโอกาสที่จะแทงทะลุดินออกมา เติบใหญ่ กลายเป็ นไผ่เขียว สุดท้ายกลายเป็ นไผ่แก่ กระทั่งแตกดอกไผ่
ต่อให้ตัวเจิ้งจวีจงเองจะเป็ นขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมแล้ว ทว่า ขอบเขตสิบสี่สามแบบของเจิ้งจวีจง การผสานมรรคาสามชนิดล้วน ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ
มีเส้นแบ่งเขตเส้นหนึ่งกั้นขวาง เจิ้งจวีจงยังคงถือเป็ นขอบเขตสิบ สี่เก่า
้
ส่วนหนิงเหยาบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าห้าสี เนื่องจากนาง เชื่อฟังคาเตือนจากเฉินชิงตู เลือกที่จะปิดด่าน “หลบฝน” ดังนั้นหาก นับเพียงแค่บนเส้นของเวลา หนิงเหยาคือขอบเขตสิบสี่ใหม่
ดังนั้นในเรื่องนี้เจิ้งจวีจงจึงมองหนิงเหยาไม่ได้แตกต่างไปจากที่ เฒ่าตาบอดที่มีชื่อว่าจือสือแห่งภูเขาใหญ่แสนลิ้มองนาง ต่างก็รู ้สึกว่า ขอบเขตสิบสี่ของหนิงเหยามีพลังสังหารสูงมาก
อดีตเจียเชิงแห่งไพศาล โจวมี่แห่งเปลี่ยวร ้างในภายหลัง นอกจากฉายา “จิ้งจอกเฒ่าเหนือเมฆ” ที่คนอื่นตั้งให้เขาแล้ว “มหาสมุทรความรู ้” กลับเหมือนการเรียกขานตัวเองของอาจารย์ มากกว่า และคนอื่นๆ ก็คุ้นชินกับฉายานี้มากกว่า มหาสมุทรความรู ้มี อยู่สองความหมาย หนึ่งคือบอกว่าโจวมี่ความรู ้กว้างขวางและลึกล้า ประหนึ่งมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลไร ้กัน สองคือบอกว่าโจวหมี่ คิดค้น “ตาราวารีเมฆา” ซึ่งเป็ นตัวอักษรของเปลี่ยวร ้างได้หลายหมื่น ตัว
ในปรโลกยังมีผู้ฝึกตนผีจานวนน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในโลกสว่างได้ เป็ นอย่างดี ฝ่ ายแรกก็อย่างผีเซียนสองตนของนครเซียนจาน หญิง ชราที่มีฉายาว่า “ฉงโอว” อาพรางตัวอยู่บนเส้นทางน้าพุเหลือง หญิง ชราเสียสมบัติล้าค่าที่มีชื่อว่า “ฝูเฉิน” ไป หญิงชราผีเขียนที่ร่างจริง คือยุงตัวหนึ่งรู ้สึกตาหนิตัวเอง และยังมีอูถี อาจารย์ของเสวียนผู่ปีศาจ ใหญ่ขอบเขตบินทะยานที่ก็อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ลึกลับอา พรางแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ได้ยินประโยคบอกกล่าวถึงปณิธานอัน
้
ยิ่งใหญ่ว่าจะสังหารเฉินผิงอันในโลกคนเป็ น อูถีก็ให้รู ้สึกทอดอาลัยที่ เวลาไม่รอช ้า คาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสที่เดินไปถึงธรณีประตูแล้วผู้นั้น คล้ายจะไม่อาจเดินข้ามก้าวนั้นออกไปได้ เพียงแต่ไม่ทันรอให้อูถี รู ้สึกว่ามีโอกาสเสี้ยวหนึ่งให้ฉกฉวย ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่ เห็นย่อมมีบัญชาจากสวรรค์ พวกมันจึงสัมผัสได้ถึงลางที่ลี้ลับ มหัศจรรย์บางอย่าง จิตแห่งมรรคาของผีแต่ละตนสั่นสะเทือน ผีเซียน ที่ต่างก็มีตบะเหล่านี้บ้างก็ถอนหายใจยาวเหยียด บ้างก็ถอนหายใจ เสียงแผ่ว ในใจวูบโหวงเหมือนกันหมดโดยไม่ได้นัดหมาย
สะพานไม้ท่อนเดียว ใครมาก่อนก็ได้ก่อน พวกมันเป็ นผี เหมือนกัน มหามรรคาต้องขาดสะบั้นอย่างแน่นอน
เพียงแต่ไม่รู ้ว่าเป็ นตาแก่ตนใดที่ได้ครอบครองวาสนาเช่นนี้
ทว่าในความเป็ นจริงแล้วจนถึงทุกวันนี้ผีสวีเจวี่ยนก็ยังมีอายุขัย การฝึกตนไม่ถึงห้าสิบปี อาศัยว่ามีคนรัก กินข้าวนิ่มจนได้ขอบเขต สิบสี่มาครอง
โยวโจวในใต้หล้ามืดสลัว เจ้าต าหนักคนใหม่ของต าหนัก หัวหยางภูเขาตี้เฝ่ยถึงกับมีคนต่างถิ่นคนหนึ่งที่ใช ้นามแฝงว่าเหมาจุย ฉายา “ป๋ ายกู่”
หลังจากเหมาจุยอนุมานผลลัพธ์ออกมาแล้วก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจ อะไรมากนัก เขาเพียงแค่ด่าเจ้าลัทธิลู่ยิ้มๆ ด้วยสีหน้าสง่างามว่า “เจ้า ชาติสุนัข เจ้ามันอ ามหิตจริงๆ ขนาดตัวเองก็ยังหลอกได้ลงคอ”
้
ยอดเขารุ่นเยว่
ก็เหมือนอย่างที่ลู่ไถพูดไว้ก่อนขึ้นเขา จางเฟิงไห่ที่อยู่ห่างจาก ขอบเขตสิบสีอีกแค่ครึ่งก้าว แค่รอให้ฝนใหญ่เทกระหน่าลงมาในโลก มนุษย์ก็สามารถก้าวผ่านครึ่งก้าวนั้นไปได้แล้ว
และความจริงก็เป็ นเช่นนี้ จางเฟิงไห่ที่เป็ นบินทะยานขั้นสมบูรณ์ แบบมานานแล้ว เขาได้พัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นอย่างไม่มีอะไรให้ต้อง ลุ้น
จางเฟิงไห่ที่อายุสามสิบปีก็อ่านตาราทุกเล่มที่เก็บไว้ในนครอวี้ชู จนครบหมดถูกขังอยู่ในถ้าแยนเสียตาหนักเจิ้นเยว่มานานหลายปี สุดท้ายก็ยังเลือกที่จะทรยศออกจากป๋ ายอวี้จิงร่วมมือกับผู้ฝึกยุทธซิน ขู่ก่อตั้งพรรคเป็ นของตัวเอง
ภายใต้การช่วยชักนาประสานงานให้ของลู่ไถ คนทั้งหมดหกคน ก็ได้ก่อตั้งสานักแห่งหนึ่งขึ้นมา และได้บอกกล่าวแก่ใต้หล้ามืดสลัว ให้รู ้แล้ว
แน่นอนว่าจางเฟิงไห่ต้องเป็ นเจ้าสานัก ส่วนลู่ไถที่มีคุณความ เหนื่อยยากสูง นอกจากจะเป็ นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งอย่างที่ตกลงกัน ไว้ก่อนแล้วก็ยังควบต าแหน่งรองเจ้าส านักด้วย
ลู่ไฉก้มหน้าค้อมเอว สองมือดึงหางหมาตัวหนึ่งลากไปหาจางเฟิง ไห่ที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ริมหน้าผา บอกว่าไม่มีแววตาเอาเสียเลย รีบไปเอ่ย แสดงความยินดีกับเจ้าส านักเร็วเข้า
้
หมาที่น่าสงสารตัวนั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งมรรคามาก มหาศาลบนร่างของจางเฟิงไห่ก็ไม่กล้าไป แต่มันจะไม่ไปก็ไม่ได้ ได้ แต่ร ้องคร่าครวญหงิงๆ
ลู่ไถสะบัดหางหมา หัวเราะร่าเอ่ยว่า “ใต้เท้าเจ้าส านัก ขอแสดง ความยินดีด้วย ข้อตกลงของพวกเราก่อนหน้านี้ยังคงเดิมไหม?”